วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2558
ข้างทางรถไฟ
ชายคนนี้ ผมเจอตอนถ่ายภาพรถไฟที่สถานีสวี จังหวัดชุมพร เขาเดินมาขอบุหรี่ผมหนึ่งมวน ทักทายบอก พขร. ให้ขับรถดีๆ แล้วเดินจากไปเงียบๆ หลังจากนั้น ผมได้เจอเขาอีกครั้ง ในวันที่การเมืองร้อนแรง ที่องค์พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม วันนั้นเขาแต่งตัวเต็มยศ ติดธงชาติ ห้อยนกหวีด เขาขอบุหรี่ผม หนึ่งมวนเหมือนเดิม แต่คราวนี้ เขาเป่านกหวีดให้ผมฟังด้วย
โลกไม่กลมหรอกนะ แต่มันแคบ
ไปเป็นมหาราชาที่อินเดีย
เจ้านี่เป็นแขกที่กวนตีนที่สุดเท่าที่ผมเจอในอินเดีย ผมเจอมันที่ ตโปธาร วรรณะของมันคงจะสูงอยู่นะ เพราะเข้ามาในเขตที่พวกชั้นสูงๆอาบน้ำกันได้ มันคอยหากินด้วยการเอาน้ำในโถราดมือ อวยพร แล้วเรียกมหาราชา มหารานี มันรดน้ำใส่มือผม แล้วบอกว่า มหาราชา วันฮันเดรดรูปี ...
ผมบอกมันเป็นภาษาไทยว่า วันฮันเดรดพ่อมึงสิ แล้วเดินหนี มันวิ่งมาดักหน้า ดักหลัง ทำท่าร่ายมนต์ มุบมิบๆ เหมือนจะเล่นของ ผมเลยทำปากมุบมิบๆ ร้องกลอนมโนราห์ ให้มันฟัง มันทำหน้างงๆ ผมบอกมันว่า ของกูแช่งน่ากลัวกว่าของมึงอีก ผมจ้องหน้ามันแล้วยิ้ม มันก็ยิ้มแล้วบอกว่า เทนรูปี โอเค..?
เล่นลดราคาจนน่าใจหายแบบนี้ ผมเลยให้มันไป สิบรูปี ก็ประมาณ ห้าบาทไทย แล้วบอกมันว่า มึงมานี่ๆๆ มาถ่ายรูปก่อน หลังจากให้ไปสิบรูปี ตอนนี้ผมจะทำอะไรกับมันก็ได้ จะถ่ายกี่รูปก็ตามใจ ก่อนจากมันยังยิ้ม แล้วบอก กู๊ด บาย สุดท้ายเลยให้มันอีกสิบรูปี มันเป็นแขกคนเดียวในอินเดียที่ทำให้ผมหัวเราะได้เต็มที่ คิดถึงมันทีไร ต้องยิ้มทุกที ... ไอ้แขกนรก
ผมบอกมันเป็นภาษาไทยว่า วันฮันเดรดพ่อมึงสิ แล้วเดินหนี มันวิ่งมาดักหน้า ดักหลัง ทำท่าร่ายมนต์ มุบมิบๆ เหมือนจะเล่นของ ผมเลยทำปากมุบมิบๆ ร้องกลอนมโนราห์ ให้มันฟัง มันทำหน้างงๆ ผมบอกมันว่า ของกูแช่งน่ากลัวกว่าของมึงอีก ผมจ้องหน้ามันแล้วยิ้ม มันก็ยิ้มแล้วบอกว่า เทนรูปี โอเค..?
เล่นลดราคาจนน่าใจหายแบบนี้ ผมเลยให้มันไป สิบรูปี ก็ประมาณ ห้าบาทไทย แล้วบอกมันว่า มึงมานี่ๆๆ มาถ่ายรูปก่อน หลังจากให้ไปสิบรูปี ตอนนี้ผมจะทำอะไรกับมันก็ได้ จะถ่ายกี่รูปก็ตามใจ ก่อนจากมันยังยิ้ม แล้วบอก กู๊ด บาย สุดท้ายเลยให้มันอีกสิบรูปี มันเป็นแขกคนเดียวในอินเดียที่ทำให้ผมหัวเราะได้เต็มที่ คิดถึงมันทีไร ต้องยิ้มทุกที ... ไอ้แขกนรก
กลับมาอีกครั้ง
ทำไมต้องกลับมาอีกครั้ง ต้องมีคนสงสัยแน่ๆว่า "กลับมาทำไม ... ฉันลืมเธอไปหมดแล้ว" สาเหตุมาจากการที่ผมนอกใจ บล็อก เวบบอร์ด ไปสิงสถิตย์อยู่ในเฟซบุ๊คนั่นเอง สี่ปีกว่าๆที่หายหน้าไป สี่ปีกว่าๆที่เรียกได้ว่าลืมไปเลยกับการมานั่งเขียนอะไรๆเกี่ยวกับสิ่งที่ได้พบเห็นลงมาในเวบบอร์ด หรือเวบบล็อก แห่งนี้ จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ผมได้รู้จักชาวโปแลนด์ สามคนที่เข้ามาเที่ยวเมืองไทย พวกเขาแทบจะไม่ใช้เฟซบุ๊คเลย การเขียนบันทึกต่างๆ พวกเขาใช้เวบบล็อก เขียนเล่าเรื่องราวต่าๆมากกว่าเฟซบุ๊ค ทำให้ผมมานั่งคิดทบทวนดูแล้ว เวบบล็อก หรือเวบบอร์ดต่างๆมีข้อดีมากกว่าเฟซบุ๊คมากมาย ไม่หายไปไหน ค้นหาง่าย และที่สำคัญไม่ปลิวหายไปไหนง่ายๆเหมือนเฟซบุ๊ค ผมเห็นเพื่อนๆหลายคน รวมทั้งเพจดังๆหลายเพจ ที่อยู่ดีๆก้หายไปเนื่องจากผิดระเบียบของเฟซบุ๊ค ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่สร้างมา หายวับไปกับตา ดังนั้นผมจึงกลับมาอีกครั้งกับ เวบบล็อกแห่งนี้ กลับมาเป็นบล็อกเกอร์ อีกครั้ง และตั้งใจว่าคราวนี้จะอยู่ยาวๆเลยครับ
เฟซบุ๊คมีข้อดีอยู่ตรงที่สะดวกรวดเร็ว ถ่ายภาพปุ๊บ แชร์ได้เลยทันที ทันใจ และผมเองก็ติดใจในความสามารถอันนั้น จนบอกลาจากการเขียนเวบบล้อกไปนานถึงสี่ปีกว่าๆ แต่ผมยังมั่นใจว่ายังมีใครอีกหลายคนที่ยังใช้งาน บล็อกเกอร์ แห่งนี้อยู่ ผมจึงกลับมาตามหาความรู้สึกเก่าๆอีกครั้ง เพื่อที่ว่าจะได้ใช้ชีวิตให้ช้าลงเสียบ้าง หลังจากใช้ชีวิตรวดเร็วไปกับ 3G จนตอนนี้มี 4G เข้าไปแล้ว วันนี้ถือฤกษ์งามยามดีในการเริ่มต้นการเขียนบล็อกของผม ด้วยการบ่นๆๆๆ ไปตามเรื่องตามราวแบบนี้ไปก่อนนะครับ ผมยังต้องกลับไปแก้ไข เวบไซท์ www.siamsouth.com ของผมอีกพักใหญ่ๆ เพราะปล่อยมานาน นานจนเริ่มจะแก้ ข้อผิดพลาดต่างๆไม่ไหวแล้ว ต้องขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอีกหลายคนเลยทีเดียว
ภาพเสาสัญญาณในท่าอนุญาต
วันนี้ร่ำลากันด้วยภาพนี้ครับ ผมชอบภาพนี้เพราะว่า มันคล้ายๆกับการอนุญาตให้ผมได้ไปต่อ ในการเขียนบล็อกเพื่อต่อสู้กับเฟซบุ๊ค ที่รวดเร็ว และดูหยาบเกินไปในความรู้สึก ที่ใครคิดจะทำอะไรก็ได้ ง่ายไปเสียทุกอย่าง ต้องเขียนสั้นๆ เพราะเขียนยาวไปก็ไม่มีคนอ่าน แต่ถ้าเขียนในนี้ ผมมั่นใจว่า คนในนี้รักการเขียน การอ่านกันทั้งนั้น ทำให้สามารถเล่าเรื่องราวต่างๆในบางมุมมองของคนบ้าๆ คนหนื่งมาแบ่งปันกันได้อย่างไม่รู้สึกขัดเขินมากนัก
ด้วยความเคารพ
นภดล มณีวัต 21/4/2558
เฟซบุ๊คมีข้อดีอยู่ตรงที่สะดวกรวดเร็ว ถ่ายภาพปุ๊บ แชร์ได้เลยทันที ทันใจ และผมเองก็ติดใจในความสามารถอันนั้น จนบอกลาจากการเขียนเวบบล้อกไปนานถึงสี่ปีกว่าๆ แต่ผมยังมั่นใจว่ายังมีใครอีกหลายคนที่ยังใช้งาน บล็อกเกอร์ แห่งนี้อยู่ ผมจึงกลับมาตามหาความรู้สึกเก่าๆอีกครั้ง เพื่อที่ว่าจะได้ใช้ชีวิตให้ช้าลงเสียบ้าง หลังจากใช้ชีวิตรวดเร็วไปกับ 3G จนตอนนี้มี 4G เข้าไปแล้ว วันนี้ถือฤกษ์งามยามดีในการเริ่มต้นการเขียนบล็อกของผม ด้วยการบ่นๆๆๆ ไปตามเรื่องตามราวแบบนี้ไปก่อนนะครับ ผมยังต้องกลับไปแก้ไข เวบไซท์ www.siamsouth.com ของผมอีกพักใหญ่ๆ เพราะปล่อยมานาน นานจนเริ่มจะแก้ ข้อผิดพลาดต่างๆไม่ไหวแล้ว ต้องขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอีกหลายคนเลยทีเดียว
ภาพเสาสัญญาณในท่าอนุญาต
วันนี้ร่ำลากันด้วยภาพนี้ครับ ผมชอบภาพนี้เพราะว่า มันคล้ายๆกับการอนุญาตให้ผมได้ไปต่อ ในการเขียนบล็อกเพื่อต่อสู้กับเฟซบุ๊ค ที่รวดเร็ว และดูหยาบเกินไปในความรู้สึก ที่ใครคิดจะทำอะไรก็ได้ ง่ายไปเสียทุกอย่าง ต้องเขียนสั้นๆ เพราะเขียนยาวไปก็ไม่มีคนอ่าน แต่ถ้าเขียนในนี้ ผมมั่นใจว่า คนในนี้รักการเขียน การอ่านกันทั้งนั้น ทำให้สามารถเล่าเรื่องราวต่างๆในบางมุมมองของคนบ้าๆ คนหนื่งมาแบ่งปันกันได้อย่างไม่รู้สึกขัดเขินมากนัก
ด้วยความเคารพ
นภดล มณีวัต 21/4/2558
วันอังคารที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2554
เส้นทางสายเก่า
ที่มาจาก http://www.siamsouth.com
หนึ่งเดือนเต็มๆที่ผมต้องเดินทางไปๆมาๆ ระหว่างจังหวัดกระบี่และสุราษฎร์ธานีทั้งกลางวันและกลางคืน บนถนนสายเดิมสายนี้ ถนนสาย 44 ที่สร้างขึ้นตามโครงการ เชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน ถนนสายนี้ผมใช้เป็นเส้นทางหลักในการเดินทางตั้งแต่สมัยที่ผมดูแลพื้นที่จังหวัดภุเก็ต พังงา ตั้งแต่สมัยที่มันยังสร้างไม่เสร็จ ขับรถไปก็ลุ้นกันไปว่ามันจะมีทางเบี่ยงตรงไหน จะมีอะไรตัดหน้ารถหรือเปล่า นับมาจนถึงขณะนี้ผมใช้เส้นทางสายนี้มาเกือบๆสิบปีแล้วครับ
ถนนสายนี้มีคนใช้งานไม่มากนักถ้าเทียบกับเส้นทางสายอื่นๆในภาคใต้แต่ผมคิดว่าเป็นเส้นทางที่สวยงามมากที่สุดสายหนึ่งเลยทีเดียวผมชอบที่จะหยิบโทรศัพท์มาถ่ายภาพถนนสายนี้ไว้เสมอเวลาที่ได้เห็นภาพสวยๆขณะเดินทาง ทั้งๆที่มันก็เป็นภาพมุมเดิมๆ ไม่ได้แตกต่างอะไรกันมากมาย แต่ผมก็ยังอดไม่ได้ที่จะถ่ายภาพเหล่านี้มาเก็บเอาไว้เป็นบันทึกการเดินทางส่วนตัว
ผมใช้เส้นทางสายนี้แทบจะทุกวันจนนับไม่ได้ว่ากี่ครั้งแต่ไม่ต่ำกว่าพันครั้งแน่นอนตลอดระยะเวลาที่ถนนสายนี้เปิดใช้ แต่เมื่อวานนี้ที่ผมใช้ถนนสายนี้เดินทางกลับบ้าน มันเป็นช่วงเวลาที่ผมมีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นมา เป็นความรู้สึกเหงาๆอย่างบอกไม่ถูก ช่วงเวลาที่ผมเดินทางกลับมานั้นเป็นช่วงบ่ายๆเกือบจะเย็น ผมขับรถมาช้าๆ ใช้ความเร็วไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขับมองสองข้างทางไปเรื่อยๆ ใจก็คิดเรื่องนู้นเรื่องนี้มาตลอดเส้นทาง
บางครั้งผมหันไปดูสวนปาล์มน้ำมันที่อยู่ข้างทาง ที่ดินแปลงนี้ผมเห็นตั้งแต่เจ้าของที่เริ่มโค่นต้นไม้ เริ่มปรับแต่งที่ดิน เริ่มปลูกต้นปาล์ม จนกระทั่งบัดนี้ ต้นปาล์มแปลงนี้ก็ให้ผลผลิตแล้ว แต่ผมยังขับรถอยู่เหมือนเดิม...
และเหมือนกับอะไรมาดลใจ เพลงที่ผมเปิดในรถก็เล่นเพลงของ พี่สุริยา ช้างเผือก นักร้องนักดนตรีแนวเพื่อชีวิต จากจังหวัดชลบุรี ขึ้นมาพอดี เพลงทางสายเก่า เป็นอีกหนึ่งเพลง ของพี่สุริยา ที่ผมชอบฟัง ผมว่าเป็นเพลงที่ดูซื่อๆดีครับ ไม่วกวนฟังง่ายๆสบายๆ และที่สำคัญมันเข้ากับชีวิตของคนเดินทางอย่างผมเป็นอย่างมาก นอกเหนือไปจากเพลงหนุ่มพเนจร ที่ว่า "บนถนนหนทางซุปเปอร์ไฮเวย์ หนุ่มพเนจร ท่องไปตามฝัน..."
พูดถึงพี่สุริยา ช้างเผือก คงจะมีอีกหลายๆคนที่ไม่รู้จัก แน่นอนครับ เพลงดีๆที่ไม่มีแรงโปรโมท ก็ย่อมไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ไม่เหมือนเพลงธรรมดาๆ แต่เปิดให้ฟังทุกวัน ไปไหนมาไหนก็มีคนร้องได้ จากความทรงจำที่เริ่มจะเลือนลางตามประสาคนที่มีอะไรๆเยอะแยะมากมายในหัวสมองอย่างผม ผมจำได้ว่าในอัลบั้มชุดนี้ยังมีเพลงดีๆอีกหลายเพลงที่น่าสนใจ รวมไปถึงเพลง "ไปให้ถึง" ที่มีท่อนแรกที่ว่า "ย่างคนเดียว เปลี่ยวเหงา หนาวสะท้านหวั่นไหว..." ใครที่นึกไม่ออกก็ลองฟังเพลง ขอใจกันหนาวของต่าย อรทัย กันดูนะครับ "เมื่อเลิกงานเดินเหงา มีเงาเป็นเพื่อนเข้าซอย" ที่ผู้แต่งเพลงนี้ คือ ครูสลา คุณวุฒิ ได้ให้เครดิต สุริยา ช้างเผือก ไว้ในปกซีดี ว่าเป็นแรงบันดาลใจในด้านทำนองของเพลง ทำให้เกิดเพลง ขอใจกันหนาวที่โด่งดังของ ต่าย อรทัย
เพลงทางสายเก่า มีเนื้อร้องที่น่าสนใจ เป็นเรื่องราวของ คนที่ต้องเดินทางจากบ้านเพื่อไปทำงานต่างบ้านต่างเมือง เพราะความยากจนและความลำบากในการใช้ชีวิต ต้องอดทนและดิ้นรนมากมาย ผิดหวังล้มเหลวกับชีวิตมากมาย แต่ที่ผมชอบมากที่สุดเห็นจะเป็น ท่อนนี้ครับ
เก็บใจคืนนาบ้านป่ายังคอยค่ารถมีไม่ถึงร้อย ใจดวงน้อยเปี่ยมด้วยความหวัง
หลักกิโลทุกหลักยังยืนทักตลอดเส้นทาง คดเคี้ยวเปล่าเปลี่ยวอ้างว้างบอกทางซื่อตรงคงเดิม
กับสภาพที่กำลังจะถึงบ้าน คิดถึงบ้าน คิดถึงต้นไม้ใบหญ้ารอบๆบ้าน สารพัดจะคิดถึง และบนเส้นทางสายเก่า หลักกิโลข้างทางยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย รวมทั้งต้นไม้สองข้างทางก็ยังทำหน้าที่ของมันเช่นเดิม สภาพของคนเดินทางที่ไม่ได้มีอะไรมากมายกว่าสภาพร่างกายที่กรอบแห้งไปทั้งตัวรวมไปถึงกระเป๋าตังค์ ที่เปลี่ยนสภาพเป็นกระเป๋าใส่บัตร มานานหลายเดือน เงินในกระเป๋ากางเกงยีนส์ตัวเก่ง ที่ผมล้วงออกมานับแบบผ่านๆตอนที่ซื้อ น้ำเปล่าใส่ไว้ในรถตอนที่แวะร้านค้าเจ้าประจำนั้น ผมเห็นว่ามีแบ๊งค์ร้อยยับๆอยู่หนึ่งใบกับแบ๊งค์ยี่สิบ อีกจำนวนหนึ่ง รวมๆแล้วก็ร้อยกว่าบาท "ก็ยังเหลือเยอะกว่าในเพลงละวะ" ผมคิดเล่นๆ แต่วูบหนึ่งผมก็หวนคิดถึงคำพูดของพระที่ผมนับถือมากๆรูปหนึ่งขึ้นมา
"โยมคิดดูนะ การที่โยมทำงานหนัก ได้เงินมาเยอะๆแล้วต้องหมดไปกับการรักษาพยาบาล มันจะคุ้มกันหรือเปล่า" นี่เป็นคำถามของ พ่อท่านหรั่ง สำนักสงฆ์ ห้วยเตง ที่ อำเภอ พรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่เคยถามผมเมื่อประมาณ ห้าปีมาแล้ว แต่วันนี้ผมกลับคิดถึงคำถามคำนี้ของพ่อท่านหรั่งขึ้นมาได้อย่างไรก็ไม่ทราบได้ แต่ก็ได้แค่คิด เพราะถ้าไม่ทำงานแบบนี้ ผมจะไปทำอะไรกินละครับ เหนื่อยไปหน่อย หนักไปนิดแต่ก็ยังอยู่ได้ ไม่ลำบากอะไรมากมาย ก็ต้องสู้กันต่อไป
จนผมใกล้จะถึงบ้านผมก็สลัดเรื่องราวต่างๆออกไป เพื่อที่จะทำหน้าที่ในอีกบทบาทหนึ่งของชีวิต สลัดคราบพนักงานบริษัท ออกทิ้งไว้ในรถ เดินออกจากรถในบทบาทของลูกชายของแม่ พี่ของน้อง หลาน ของลุงป้า อา เป็นเพื่อนของนก ปลา รอบๆบ้านเหมือนเดิม อย่างเพลงทางสายเก่า ของพี่สุริยา ที่ว่า
ลืมความเจ็บปวด ที่คอยปิดทางขวางกั้น โยนทิ้งก่อนคืนสู่บ้าน แบกความฝันไปให้คนที่คอย
ผมเข้าบ้าน กินข้าว พักผ่อน จนเช้า แล้วผมก็กลับมารับบทบาทเดิมๆในชีวิตอีกครั้ง เอาเสื้อผ้าชุดเก่าในเป้ ออกมาใส่ตะกร้า หยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ใส่เข้าไป รอบนี้ไปสองวัน คืนวันศุกร์ก็ได้กลับบ้าน งานเก่า คนเก่า รถเก่า แต่ลักษณะงานที่ไม่ซ้ำกันเลยในแต่ละวัน ทำให้ไม่จำเจซักเท่าไหร่ แต่ที่แน่ๆ วันนี้ผมต้องเดินทางบนเส้นทางสายเก่าอีกแล้ว และจะรอจนถึงวันศุกร์ผมก็จะได้ใช้เส้นทางสายเก่าเดินทางกลับบ้านอีกเช่นกัน และถ้ามีอะไรใหม่ๆบนเส้นทางสายเก่าของชีวิตผมที่น่าสนใจ ผมจะมาเล่าให้ฟังกันใหม่นะครับ
นภดล 9/9/2553
เพลงทางสายเก่า สุริยา ช้างเผือก
หรือเวรกรรมเก่าของเรามากล้น จึงได้เกิดเป็นคนเวียนวนดิ้นรนหากิน
ต้องย้ายถิ่นฐาน เมืองบ้านเป็นคนพลัดถิ่น อดอยากไม่เคยพอกิน แทบสิ้นหาเลี้ยงชีวา
ผิดหวังล้มเหลวมันอยู่ร่ำไป หมดหนทางแก้ไข หาใครมาช่วยนำพา
อาจเอื้อมคว้าดาวได้ยินเสียจนชินชา ท้อแท้หนอโชคชะตา หมดท่าเสียแล้วหนอเรา
เก็บใจคืนนาบ้านป่ายังคอยค่ารถมีไม่ถึงร้อย ใจดวงน้อยเปี่ยมด้วยความหวัง
หลักกิโลทุกหลักยังยืนทักตลอดเส้นทาง คดเคี้ยวเปล่าเปลี่ยวอ้างว้างบอกทางซื่อตรงคงเดิม
เส้นทางสายเก่าบ้านเรายังเขียวตระการ ดอกไม้ยังคงเบ่งบานภูเขาตระหง่าน อบอุ่นหัวใจ
ดินยังชุ่มฉ่ำ สายธารยังคงรินไหล รวงข้าวปลิวพริ้วไสว อุ่นใจเมื่อคืนบ้านมา
เหมือนนกเจ็บหนัก แอบรักษากาย มุ่งบ้านป่าแดนไกล ด้วยใจเปี่ยมด้วยความฝัน
ลืมความเจ็บปวด ที่คอยปิดทางขวางกั้น โยนทิ้งก่อนคืนสู่บ้าน แบกความฝันไปให้คนที่คอย
ลืมความเจ็บปวด ที่คอยปิดทางขวางกั้น โยนทิ้งก่อนคืนสู่บ้าน แบกความฝันไปให้คนที่คอย
หนึ่งเดือนเต็มๆที่ผมต้องเดินทางไปๆมาๆ ระหว่างจังหวัดกระบี่และสุราษฎร์ธานีทั้งกลางวันและกลางคืน บนถนนสายเดิมสายนี้ ถนนสาย 44 ที่สร้างขึ้นตามโครงการ เชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน ถนนสายนี้ผมใช้เป็นเส้นทางหลักในการเดินทางตั้งแต่สมัยที่ผมดูแลพื้นที่จังหวัดภุเก็ต พังงา ตั้งแต่สมัยที่มันยังสร้างไม่เสร็จ ขับรถไปก็ลุ้นกันไปว่ามันจะมีทางเบี่ยงตรงไหน จะมีอะไรตัดหน้ารถหรือเปล่า นับมาจนถึงขณะนี้ผมใช้เส้นทางสายนี้มาเกือบๆสิบปีแล้วครับ
ถนนสายนี้มีคนใช้งานไม่มากนักถ้าเทียบกับเส้นทางสายอื่นๆในภาคใต้แต่ผมคิดว่าเป็นเส้นทางที่สวยงามมากที่สุดสายหนึ่งเลยทีเดียวผมชอบที่จะหยิบโทรศัพท์มาถ่ายภาพถนนสายนี้ไว้เสมอเวลาที่ได้เห็นภาพสวยๆขณะเดินทาง ทั้งๆที่มันก็เป็นภาพมุมเดิมๆ ไม่ได้แตกต่างอะไรกันมากมาย แต่ผมก็ยังอดไม่ได้ที่จะถ่ายภาพเหล่านี้มาเก็บเอาไว้เป็นบันทึกการเดินทางส่วนตัว
ผมใช้เส้นทางสายนี้แทบจะทุกวันจนนับไม่ได้ว่ากี่ครั้งแต่ไม่ต่ำกว่าพันครั้งแน่นอนตลอดระยะเวลาที่ถนนสายนี้เปิดใช้ แต่เมื่อวานนี้ที่ผมใช้ถนนสายนี้เดินทางกลับบ้าน มันเป็นช่วงเวลาที่ผมมีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นมา เป็นความรู้สึกเหงาๆอย่างบอกไม่ถูก ช่วงเวลาที่ผมเดินทางกลับมานั้นเป็นช่วงบ่ายๆเกือบจะเย็น ผมขับรถมาช้าๆ ใช้ความเร็วไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขับมองสองข้างทางไปเรื่อยๆ ใจก็คิดเรื่องนู้นเรื่องนี้มาตลอดเส้นทาง
บางครั้งผมหันไปดูสวนปาล์มน้ำมันที่อยู่ข้างทาง ที่ดินแปลงนี้ผมเห็นตั้งแต่เจ้าของที่เริ่มโค่นต้นไม้ เริ่มปรับแต่งที่ดิน เริ่มปลูกต้นปาล์ม จนกระทั่งบัดนี้ ต้นปาล์มแปลงนี้ก็ให้ผลผลิตแล้ว แต่ผมยังขับรถอยู่เหมือนเดิม...
และเหมือนกับอะไรมาดลใจ เพลงที่ผมเปิดในรถก็เล่นเพลงของ พี่สุริยา ช้างเผือก นักร้องนักดนตรีแนวเพื่อชีวิต จากจังหวัดชลบุรี ขึ้นมาพอดี เพลงทางสายเก่า เป็นอีกหนึ่งเพลง ของพี่สุริยา ที่ผมชอบฟัง ผมว่าเป็นเพลงที่ดูซื่อๆดีครับ ไม่วกวนฟังง่ายๆสบายๆ และที่สำคัญมันเข้ากับชีวิตของคนเดินทางอย่างผมเป็นอย่างมาก นอกเหนือไปจากเพลงหนุ่มพเนจร ที่ว่า "บนถนนหนทางซุปเปอร์ไฮเวย์ หนุ่มพเนจร ท่องไปตามฝัน..."
พูดถึงพี่สุริยา ช้างเผือก คงจะมีอีกหลายๆคนที่ไม่รู้จัก แน่นอนครับ เพลงดีๆที่ไม่มีแรงโปรโมท ก็ย่อมไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ไม่เหมือนเพลงธรรมดาๆ แต่เปิดให้ฟังทุกวัน ไปไหนมาไหนก็มีคนร้องได้ จากความทรงจำที่เริ่มจะเลือนลางตามประสาคนที่มีอะไรๆเยอะแยะมากมายในหัวสมองอย่างผม ผมจำได้ว่าในอัลบั้มชุดนี้ยังมีเพลงดีๆอีกหลายเพลงที่น่าสนใจ รวมไปถึงเพลง "ไปให้ถึง" ที่มีท่อนแรกที่ว่า "ย่างคนเดียว เปลี่ยวเหงา หนาวสะท้านหวั่นไหว..." ใครที่นึกไม่ออกก็ลองฟังเพลง ขอใจกันหนาวของต่าย อรทัย กันดูนะครับ "เมื่อเลิกงานเดินเหงา มีเงาเป็นเพื่อนเข้าซอย" ที่ผู้แต่งเพลงนี้ คือ ครูสลา คุณวุฒิ ได้ให้เครดิต สุริยา ช้างเผือก ไว้ในปกซีดี ว่าเป็นแรงบันดาลใจในด้านทำนองของเพลง ทำให้เกิดเพลง ขอใจกันหนาวที่โด่งดังของ ต่าย อรทัย
เพลงทางสายเก่า มีเนื้อร้องที่น่าสนใจ เป็นเรื่องราวของ คนที่ต้องเดินทางจากบ้านเพื่อไปทำงานต่างบ้านต่างเมือง เพราะความยากจนและความลำบากในการใช้ชีวิต ต้องอดทนและดิ้นรนมากมาย ผิดหวังล้มเหลวกับชีวิตมากมาย แต่ที่ผมชอบมากที่สุดเห็นจะเป็น ท่อนนี้ครับ
เก็บใจคืนนาบ้านป่ายังคอยค่ารถมีไม่ถึงร้อย ใจดวงน้อยเปี่ยมด้วยความหวัง
หลักกิโลทุกหลักยังยืนทักตลอดเส้นทาง คดเคี้ยวเปล่าเปลี่ยวอ้างว้างบอกทางซื่อตรงคงเดิม
กับสภาพที่กำลังจะถึงบ้าน คิดถึงบ้าน คิดถึงต้นไม้ใบหญ้ารอบๆบ้าน สารพัดจะคิดถึง และบนเส้นทางสายเก่า หลักกิโลข้างทางยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย รวมทั้งต้นไม้สองข้างทางก็ยังทำหน้าที่ของมันเช่นเดิม สภาพของคนเดินทางที่ไม่ได้มีอะไรมากมายกว่าสภาพร่างกายที่กรอบแห้งไปทั้งตัวรวมไปถึงกระเป๋าตังค์ ที่เปลี่ยนสภาพเป็นกระเป๋าใส่บัตร มานานหลายเดือน เงินในกระเป๋ากางเกงยีนส์ตัวเก่ง ที่ผมล้วงออกมานับแบบผ่านๆตอนที่ซื้อ น้ำเปล่าใส่ไว้ในรถตอนที่แวะร้านค้าเจ้าประจำนั้น ผมเห็นว่ามีแบ๊งค์ร้อยยับๆอยู่หนึ่งใบกับแบ๊งค์ยี่สิบ อีกจำนวนหนึ่ง รวมๆแล้วก็ร้อยกว่าบาท "ก็ยังเหลือเยอะกว่าในเพลงละวะ" ผมคิดเล่นๆ แต่วูบหนึ่งผมก็หวนคิดถึงคำพูดของพระที่ผมนับถือมากๆรูปหนึ่งขึ้นมา
"โยมคิดดูนะ การที่โยมทำงานหนัก ได้เงินมาเยอะๆแล้วต้องหมดไปกับการรักษาพยาบาล มันจะคุ้มกันหรือเปล่า" นี่เป็นคำถามของ พ่อท่านหรั่ง สำนักสงฆ์ ห้วยเตง ที่ อำเภอ พรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่เคยถามผมเมื่อประมาณ ห้าปีมาแล้ว แต่วันนี้ผมกลับคิดถึงคำถามคำนี้ของพ่อท่านหรั่งขึ้นมาได้อย่างไรก็ไม่ทราบได้ แต่ก็ได้แค่คิด เพราะถ้าไม่ทำงานแบบนี้ ผมจะไปทำอะไรกินละครับ เหนื่อยไปหน่อย หนักไปนิดแต่ก็ยังอยู่ได้ ไม่ลำบากอะไรมากมาย ก็ต้องสู้กันต่อไป
จนผมใกล้จะถึงบ้านผมก็สลัดเรื่องราวต่างๆออกไป เพื่อที่จะทำหน้าที่ในอีกบทบาทหนึ่งของชีวิต สลัดคราบพนักงานบริษัท ออกทิ้งไว้ในรถ เดินออกจากรถในบทบาทของลูกชายของแม่ พี่ของน้อง หลาน ของลุงป้า อา เป็นเพื่อนของนก ปลา รอบๆบ้านเหมือนเดิม อย่างเพลงทางสายเก่า ของพี่สุริยา ที่ว่า
ลืมความเจ็บปวด ที่คอยปิดทางขวางกั้น โยนทิ้งก่อนคืนสู่บ้าน แบกความฝันไปให้คนที่คอย
ผมเข้าบ้าน กินข้าว พักผ่อน จนเช้า แล้วผมก็กลับมารับบทบาทเดิมๆในชีวิตอีกครั้ง เอาเสื้อผ้าชุดเก่าในเป้ ออกมาใส่ตะกร้า หยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ใส่เข้าไป รอบนี้ไปสองวัน คืนวันศุกร์ก็ได้กลับบ้าน งานเก่า คนเก่า รถเก่า แต่ลักษณะงานที่ไม่ซ้ำกันเลยในแต่ละวัน ทำให้ไม่จำเจซักเท่าไหร่ แต่ที่แน่ๆ วันนี้ผมต้องเดินทางบนเส้นทางสายเก่าอีกแล้ว และจะรอจนถึงวันศุกร์ผมก็จะได้ใช้เส้นทางสายเก่าเดินทางกลับบ้านอีกเช่นกัน และถ้ามีอะไรใหม่ๆบนเส้นทางสายเก่าของชีวิตผมที่น่าสนใจ ผมจะมาเล่าให้ฟังกันใหม่นะครับ
นภดล 9/9/2553
เพลงทางสายเก่า สุริยา ช้างเผือก
หรือเวรกรรมเก่าของเรามากล้น จึงได้เกิดเป็นคนเวียนวนดิ้นรนหากิน
ต้องย้ายถิ่นฐาน เมืองบ้านเป็นคนพลัดถิ่น อดอยากไม่เคยพอกิน แทบสิ้นหาเลี้ยงชีวา
ผิดหวังล้มเหลวมันอยู่ร่ำไป หมดหนทางแก้ไข หาใครมาช่วยนำพา
อาจเอื้อมคว้าดาวได้ยินเสียจนชินชา ท้อแท้หนอโชคชะตา หมดท่าเสียแล้วหนอเรา
เก็บใจคืนนาบ้านป่ายังคอยค่ารถมีไม่ถึงร้อย ใจดวงน้อยเปี่ยมด้วยความหวัง
หลักกิโลทุกหลักยังยืนทักตลอดเส้นทาง คดเคี้ยวเปล่าเปลี่ยวอ้างว้างบอกทางซื่อตรงคงเดิม
เส้นทางสายเก่าบ้านเรายังเขียวตระการ ดอกไม้ยังคงเบ่งบานภูเขาตระหง่าน อบอุ่นหัวใจ
ดินยังชุ่มฉ่ำ สายธารยังคงรินไหล รวงข้าวปลิวพริ้วไสว อุ่นใจเมื่อคืนบ้านมา
เหมือนนกเจ็บหนัก แอบรักษากาย มุ่งบ้านป่าแดนไกล ด้วยใจเปี่ยมด้วยความฝัน
ลืมความเจ็บปวด ที่คอยปิดทางขวางกั้น โยนทิ้งก่อนคืนสู่บ้าน แบกความฝันไปให้คนที่คอย
ลืมความเจ็บปวด ที่คอยปิดทางขวางกั้น โยนทิ้งก่อนคืนสู่บ้าน แบกความฝันไปให้คนที่คอย
วันศุกร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2553
เมื่อผมรักษาตัวเอง
ในระยะเวลาสองเดือนกว่าๆที่ผ่านมา ผมมีภาระกิจเพิ่มเติมจากงานปกติมากขึ้นอีกเล็กน้อย แต่มันก็มากพอที่จะทำให้ชีวิตของผมเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร นั่นก็คือผมต้องดูแลพื้นที่เพิ่มขึ้นในบางส่วนของจังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วนในจังหวัดกระบี่ก็ดูแลเต็มพื้นที่เหมือนเดิม
ในช่วงแรกๆที่เริ่มทำงานในหน้าที่ใหม่นั้นก็ดูเหมือนจะสบายๆไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่พอผ่านเข้าสัปดาห์ที่สองเท่านั้นเองครับ ผมก็เริ่มมีปัญหา
ปัญหาที่ว่าก็คือ ปัญหาจากสภาพอากาศ สภาพอากาศที่แตกต่างกันมากมาย ในพื้นที่ที่ผมรับผิดชอบ ช่วงแรกมีพายุฝนฟ้าคะนองในแถบทะเลอันดามัน ฝนตกหนัก ผมต้องทำงานกลางฝนไปบ้างในบางเวลา แต่เมื่อผมเดินทางเข้ามาทำงานในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช แดดก็ร้อนเสียจนปรับตัวแทบไม่ทัน ยิ่งในสัปดาห์ที่สาม ที่ผมรับงานชิ้นนี้มานั้น ฝนตก แดด ออกอย่างไม่เป็นเวลา อยู่ดีๆ ฝนก็ตก อีกซักพักแดดก็ออก พอค่ำๆ ฝนก็ตกลงมาอีก
ดังนั้น ไม่ว่าจะมีใครบางคนเคยเรียกผมว่าคนเหล็ก หรือ มนุษย์หิน หรืออะไรๆอีกหลายๆอย่าง ก็ไม่อาจที่จะห้ามไม่ให้ผมป่วยได้ ผมป่วยมีไข้สูงพอสมควรแต่ไม่ถึงกับหนักมาก แต่ที่ร้ายที่สุดคือผมมีอาการไอ แพ้อากาศ ที่เต็มไปด้วยฝุ่น ในที่ทำงาน ทั้งๆที่ทางบริษัทให้อุปกรณ์ป้องกันไว้หมดแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถจะป้องกันสิ่งเหล่านี้ได้ทั้งหมด สรุปว่าผมต้องนอนซมอยู่กับบ้าน เพื่อให้อาการป่วยของผมดีขึ้น แต่เมื่อมีงานเข้ามาผมก็ต้องออกไปทำงานตามปกติ
จนเมื่อเดือนที่แล้ว ผมมีเพื่อนร่วมงานเข้ามาอีกหนึ่งคน ที่มาทำงานอยู่กับผมเพื่อเรียนรู้ระบบงาน ก่อนที่จะแยกออกเป็นอีกหนึ่งทีม เพื่อที่จะได้แบ่งเบาการทำงานของผมลงไป แต่จะด้วยสาเหตุอะไรก้ไม่ทราบได้ เพื่อนผมก็ออกอาการป่วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นสภาพในการทำงานของเราทั้งคู่จึงมีสภาพไม่ต่างอะไรกันกับ ไก่ที่ติดเชื้อ อหิวาห์ สองตัว ที่ต้องเดินทางตะลอนๆไปทำงานกันทั้งกลางวันและกลางคืน
นอกจากนี้มนุษย์ที่ไม่เคยเจ็บไม่เคยป่วย อีกคนหนึ่ง ที่ผมมักจะโทรไปปรึกษาเสมอๆเวลาที่ผมเจ็บป่วยก็มามีอาการเหมือนๆกันเสียอีก นั่นคือเป็นไข้ และเจ็บคออย่างหนัก ดังนั้นผมจึงขาดที่ปรึกษาสำคัญไปเสียอีก ผมจึงต้องหาวิธีรักษาอาการป่วยของผมด้วยตัวเอง แต่ผมก็เลือกที่จะไม่ไปโรงพยาบาลครับ ผมคิดว่า อาการป่วยแบบนี้ มันต้องมีวิธีรักษาที่ดีกว่าการไปหามอ จ่ายเงิน ค่ายา เอายามากิน แน่ๆ อยู่ที่ว่าผมจะหาเจอหรือเปล่าเท่านั้นเอง
อาการเจ็บคอของผมนั้น มันเจ็บแบบ เหมือนมีแผลอยู่ในคอ ถ้าอยู่เฉยๆก็จะไม่เป็นไร แต่ถ้า พูดคุยนานๆ ก็จะไออย่างน่ากลัว และเจ็บร้าวไปทั้งตัวเลยครับ ร่างกายก็ร้อนๆอยู่ตลอดเวลา มันอึดอัดไปหมด ไม่ว่าจะเดินหรือทำงานมันเฉื่อยๆชาๆ ไปเสียหมดอ่อนเพลีย ตัวร้อน และไปอย่างน่ากลัวอยู่ตลอดเวลา
วันหนึ่งผมต้องไปงานเลี้ยงที่จังหวัดนครศรีธรรมราช แม่ของน้องที่นั่นถามผมว่า ผมป่วยมีอาการอย่างไรบ้าง พอผมบอกอาการเสร็จ แกก็ขับมอเตอร์ไซค์หายไป แล้วกลับมาพร้อมกับยา ห้าเม็ด สีสันสวยงามมากๆ พร้อมกับบอกให้ผมกินพร้อมกันในคราวเดียวกัน เดี๋ยวก็จะหาย
หลังจากที่ผมกินยาทั้งห้าเม็ดนั้นไปได้ซักครู่ มนุษย์ตัวใหญ่ๆแบบผมก็ฟุบหลับลงไปทันที เมื่อตื่นขึ้นมาก็ต้องนั่งทบทวนอยู่แป๊บนึงว่า ตอนนี้ผมอยู่ที่ไหน นี่ถ้ากินตอนจะขับรถละก็ มีหวังได้เหลือแต่ชื่อแน่นอนครับ และเมื่อตื่นขึ้นมาอาการร้อนๆหนาวๆก็หายไปเป็นปลิดทิ้งเช่นกัน แต่เมื่อมาถึงบ้านทุกอย่างก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม
คราวนี้ ผมได้ยาเป็นยาที่ทำมาจาก ฟ้าทะลายโจร ของพ่อ อ่านข้างๆขวดบอกว่าให้กินครั้งละ สองถึงสามเม็ด หลังอาหาร ผมลองกินอยู่สามสี่ครั้งก็ไม่ดีขึ้นซ้ำยังดูเหมือนว่า มันจะแย่ลงกว่าเดิมเสียอีก
คราวนี้ผมเริ่มอ่อนเพลียเพิ่มมากขึ้น งานก็มากขึ้นเพราะมีพายุกระหน่ำเข้ามาในพื้นที่ภาคใต้ ฝั่งอันดามัน ฝนตกทุกวัน แถมบางวันผมต้องกลายเป็น คนสองทะเล เดินทางจากฝั่งอ่าวไทยไปอันดามัน แล้วกลับมาฝั่งอ่าวไทยอีกที ทำให้สภาพร่างกายของผมดูแย่ลงไปมากขึ้นเรื่อย เหตุการณ์ก็คงจะคล้ายๆกับเมื่อ ห้าปีที่แล้วที่ใครๆก็จะถามผมว่า เป็นอะไร อยู่ที่ไหน กินข้าว หรือยัง กินยาหรือยัง และสารพัดคำถามที่จะให้ผมตอบ ทั้งๆที่ผมบอกว่าผมเจ็บคอถ้าพูดมากๆ ผมก็จะไอและปวดเจ็บไปทั้งตัว
จนเมื่อถึงขีดสุดของอาการเจ็บนั้น ผมไอออกมามีลิ่มเลือดติดออกมาด้วย มันทำให้ผมรู้แล้วว่า อาการของผมมันหนักมากแล้ว ผมคงต้องขอลาหยุดไปนอนให้พยาบาล จับมือ เจาะเลือดเล่นๆซักสองสามวันเป็นแน่แท้ แต่ก็เหมือนกับมีอะไรมาดลใจให้ผมได้เจอกับหนังสือเล่มหนึ่ง หนังสือที่เปลี่ยนแนวชีวิตของผมไปเป็นอย่างมาก นั่นก็คือ หนังสือ ต.คนฉบับเดือนสิงหาคมครับ
ในหนังสือมีเรื่องราวของหมอเขียว ที่รักษาโรคด้วยพืชและการปรับสภาพร่างกาย ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ลองไปหามาอ่านกันดูนะครับ ดีมากจริงๆ ผมกับเพื่อนที่ทำงานด้วยกันก็เริ่มทดลองทำตาม พร้อมทั้งซื้อไปฝากพี่ที่ป่วยอยู่ที่สุราษฎร์ธานีด้วยอีกหนึ่งเล่ม เพื่อที่จะได้ทดลองรักษาตัวเองกัน เพราะพี่คนนั้นโทรมาบอกกับผมว่า ไปหาหมอที่โรงพยาบาล แล้วเอายามากิน กินจนยาหมดแล้วอาการก็ไม่ดีขึ้นเลย ดังนั้นเมื่อผมนำหนังสือเล่มนี้ไปฝาก พี่คนนี้ก็เลยทดลองปฏิบัติดูด้วยเช่นกัน
ผมเริ่มต้นจากการลดการกินอาหารที่มีฤทธิ์ร้อน อย่างพวกแกงพริก แกงคั่ว ต่างๆที่แถวๆภาคใต้บ้านผมนิยมชมชอบกันเป็นอย่างมาก ลดการดื่มเครื่องดื่มต่างๆ ลงมาเป็นน้ำเปล่า (ดื่ม คาราบาวแดงอยู่บ้างในบางวัน) กินผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของผม ที่มีฤทธิ์ร้อนอยู่ภายใน ผมเลือกกินแก้วมังกร เพราะที่บ้านมีอยู่พอสมควร ผมกินแก้วมังกรเป็นอาหารมื้อเย็น กินผักให้มากขึ้น กินกล้วยน้ำว้า ไม่กินกล้วยหอม เพราะร่างกายของผมต้องการอาหารที่เป็นความเย็นเข้าไปลดอุณหภูมิ ของความร้อนในร่างกาย
ผมไม่กินอาหารมื้อเย็น นอกจากผลไม้ ลดปริมาณเนื้อลง เพิ่มส่วนที่เป็นผักให้มากขึ้น ผมทำกับข้าวกินเอง ใช้แตงกวามาผัดกับไข่ โดยไม่ใส่กระเทียม กินอาหารแบบไม่ปรุงเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นข้าวแกงหรือ ก๋วยเตี๋ยว ที่กินตามร้านต่างๆในเวลาที่ออกไปทำงาน มาแบบไหนก็กินแบบนั้น ดื่มน้ำมากขึ้นกว่าแต่ก่อนเกือบเท่าตัว
สามวันผ่านไปหลังจากที่ผมเริ่มทำการรักษาตัวเอง ร่างกายผมเบาลงกว่าแต่ก่อน ถึงจะรู้สึกทรมานไปบ้างในตอนค่ำที่ไม่ได้กินอาหาร แต่พอตื่นเช้าขึ้นมาก็ไม่มีอาการหิว การขับถ่ายเป็นไปอย่างปกติ ปัสสาวะออกมาไม่เป็นสีเหลือง เหมือนแต่ก่อน เริ่มรู้สึกหนาว ขึ้นมาในเวลาที่สมควรจะหนาว ทั้งๆที่เมื่อก่อนเวลานอนในโรงแรมที่ต่างจังหวัดผมเปิดแอร์ 15 องศา แต่ยังต้องถอดเสื้อนอนอยู่บ้างในบางครั้ง
สัปดาห์ต่อมา ผมเริ่มกินอาหารน้อยลง เวลาทำงานร่างกายจะขับเหงื่อออกมามากขึ้น ทำให้รู้สึกโล่ง ตัวเบา สบายตัวกว่าแต่ก่อน ทั้งๆที่มีคนบอกกับผมว่า ทำงานแบบผม ต้องกินเยอะๆ กินน้อยๆแบบนี้ ไม่มีแรงทำงานหรอก ต้องกินเนื้อสัตว์ให้มากมันจะได้มีโปรตีน ถ้ากินผักกับผลไม้มากๆร่างกายจะไม่มีแรง จะทำงานไม่ไหว แต่เมื่อผมทดลองทำผมก็ยังทำงานไหวอยู่และดูเหมือนกับว่าร่างกายของผมจะดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก
แต่กว่าจะถึงช่วงนี้ผมรู้เลยว่าร่างกายของผมต้องขับสารพิษออกจากร่างกายของผมอย่างหนัก เพราะผมเองไม่เคยใช้ชีวิตแบบนี้มาก่อน ผมกินไม่เป็นเวลา บางครั้งมื้อเช้ากินตอนบ่ายสอง มื้อสุดท้าย กินตอนตีสามตีสี่ อยู่บ่อยครั้ง ทำให้ร่างกายของผมมันเจ็บป่วยเพราะใช้ร่างกายแบบไม่ปล่อยให้มันได้พักเลย
ทุกวันนี้ในตู้เย็นที่บ้านผมจะมีสารพัดผักที่จะเอามาทำอาหาร มีผลไม้มากมายมาแทนที่ ไส้กรอก หมูบด และมาม่า และไม่ต้องเสียเวลากับร้านสะดวกซื้อในขณะเดินทางเหมือนเมื่อก่อน และเมื่อถามพี่คนที่ผมซื้อหนังสือไปฝากก็ได้รับคำตอบเหมือนๆกัน นั่นก็คือ หายป่วยแบบเด็ดขาดไม่มีอาการเจ็บคอ ตัวร้อนอีกเลย
ผมจึงสรุปเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นกับตัวผมและคนรอบข้างว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะตัวเราเอง การดูแลสุขภาพที่ถูกวิธีไม่จำเป็นต้องกิน อาหารเสริมขวดละพัน แค่กินให้พอดี และ กินให้ถูกต้องตามความต้องการของร่างกายตัวเองแค่นี้ก็ทำให้สุขภาพดีขึ้นมาได้แล้ว และเมื่อการกินที่ดีบวกกับการออกกำลังกายยิ่งทำให้สุขภาพร่างกายของเราแข็งแรงได้โดยไม่ต้องพึ่งอาหารเสริมใดๆเลยครับ
ที่ผมบ่นๆมาทั้งหมดนี้อาจจะเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับใครบางคน หรือเป็นเรื่องที่หลายๆคนทำอยู่แล้ว แต่ที่ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นก็เพื่อจะบอกกับคนที่ยังไม่รู้หรือคนที่ยังไม่ได้ทำครับ ลองปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตกันดูนะครับ ร่างกายแข็งแรงขึ้นจริงๆนะครับ ใช้เงินน้อยลงมาก มื้อหนึ่งไม่เกินสามสิบบาท แต่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าการกินอาหารเสริมราคาแพงมากมายเลยครับ
นภดล www.siamsouth.com
ในช่วงแรกๆที่เริ่มทำงานในหน้าที่ใหม่นั้นก็ดูเหมือนจะสบายๆไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่พอผ่านเข้าสัปดาห์ที่สองเท่านั้นเองครับ ผมก็เริ่มมีปัญหา
ปัญหาที่ว่าก็คือ ปัญหาจากสภาพอากาศ สภาพอากาศที่แตกต่างกันมากมาย ในพื้นที่ที่ผมรับผิดชอบ ช่วงแรกมีพายุฝนฟ้าคะนองในแถบทะเลอันดามัน ฝนตกหนัก ผมต้องทำงานกลางฝนไปบ้างในบางเวลา แต่เมื่อผมเดินทางเข้ามาทำงานในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช แดดก็ร้อนเสียจนปรับตัวแทบไม่ทัน ยิ่งในสัปดาห์ที่สาม ที่ผมรับงานชิ้นนี้มานั้น ฝนตก แดด ออกอย่างไม่เป็นเวลา อยู่ดีๆ ฝนก็ตก อีกซักพักแดดก็ออก พอค่ำๆ ฝนก็ตกลงมาอีก
ดังนั้น ไม่ว่าจะมีใครบางคนเคยเรียกผมว่าคนเหล็ก หรือ มนุษย์หิน หรืออะไรๆอีกหลายๆอย่าง ก็ไม่อาจที่จะห้ามไม่ให้ผมป่วยได้ ผมป่วยมีไข้สูงพอสมควรแต่ไม่ถึงกับหนักมาก แต่ที่ร้ายที่สุดคือผมมีอาการไอ แพ้อากาศ ที่เต็มไปด้วยฝุ่น ในที่ทำงาน ทั้งๆที่ทางบริษัทให้อุปกรณ์ป้องกันไว้หมดแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถจะป้องกันสิ่งเหล่านี้ได้ทั้งหมด สรุปว่าผมต้องนอนซมอยู่กับบ้าน เพื่อให้อาการป่วยของผมดีขึ้น แต่เมื่อมีงานเข้ามาผมก็ต้องออกไปทำงานตามปกติ
จนเมื่อเดือนที่แล้ว ผมมีเพื่อนร่วมงานเข้ามาอีกหนึ่งคน ที่มาทำงานอยู่กับผมเพื่อเรียนรู้ระบบงาน ก่อนที่จะแยกออกเป็นอีกหนึ่งทีม เพื่อที่จะได้แบ่งเบาการทำงานของผมลงไป แต่จะด้วยสาเหตุอะไรก้ไม่ทราบได้ เพื่อนผมก็ออกอาการป่วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นสภาพในการทำงานของเราทั้งคู่จึงมีสภาพไม่ต่างอะไรกันกับ ไก่ที่ติดเชื้อ อหิวาห์ สองตัว ที่ต้องเดินทางตะลอนๆไปทำงานกันทั้งกลางวันและกลางคืน
นอกจากนี้มนุษย์ที่ไม่เคยเจ็บไม่เคยป่วย อีกคนหนึ่ง ที่ผมมักจะโทรไปปรึกษาเสมอๆเวลาที่ผมเจ็บป่วยก็มามีอาการเหมือนๆกันเสียอีก นั่นคือเป็นไข้ และเจ็บคออย่างหนัก ดังนั้นผมจึงขาดที่ปรึกษาสำคัญไปเสียอีก ผมจึงต้องหาวิธีรักษาอาการป่วยของผมด้วยตัวเอง แต่ผมก็เลือกที่จะไม่ไปโรงพยาบาลครับ ผมคิดว่า อาการป่วยแบบนี้ มันต้องมีวิธีรักษาที่ดีกว่าการไปหามอ จ่ายเงิน ค่ายา เอายามากิน แน่ๆ อยู่ที่ว่าผมจะหาเจอหรือเปล่าเท่านั้นเอง
อาการเจ็บคอของผมนั้น มันเจ็บแบบ เหมือนมีแผลอยู่ในคอ ถ้าอยู่เฉยๆก็จะไม่เป็นไร แต่ถ้า พูดคุยนานๆ ก็จะไออย่างน่ากลัว และเจ็บร้าวไปทั้งตัวเลยครับ ร่างกายก็ร้อนๆอยู่ตลอดเวลา มันอึดอัดไปหมด ไม่ว่าจะเดินหรือทำงานมันเฉื่อยๆชาๆ ไปเสียหมดอ่อนเพลีย ตัวร้อน และไปอย่างน่ากลัวอยู่ตลอดเวลา
วันหนึ่งผมต้องไปงานเลี้ยงที่จังหวัดนครศรีธรรมราช แม่ของน้องที่นั่นถามผมว่า ผมป่วยมีอาการอย่างไรบ้าง พอผมบอกอาการเสร็จ แกก็ขับมอเตอร์ไซค์หายไป แล้วกลับมาพร้อมกับยา ห้าเม็ด สีสันสวยงามมากๆ พร้อมกับบอกให้ผมกินพร้อมกันในคราวเดียวกัน เดี๋ยวก็จะหาย
หลังจากที่ผมกินยาทั้งห้าเม็ดนั้นไปได้ซักครู่ มนุษย์ตัวใหญ่ๆแบบผมก็ฟุบหลับลงไปทันที เมื่อตื่นขึ้นมาก็ต้องนั่งทบทวนอยู่แป๊บนึงว่า ตอนนี้ผมอยู่ที่ไหน นี่ถ้ากินตอนจะขับรถละก็ มีหวังได้เหลือแต่ชื่อแน่นอนครับ และเมื่อตื่นขึ้นมาอาการร้อนๆหนาวๆก็หายไปเป็นปลิดทิ้งเช่นกัน แต่เมื่อมาถึงบ้านทุกอย่างก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม
คราวนี้ ผมได้ยาเป็นยาที่ทำมาจาก ฟ้าทะลายโจร ของพ่อ อ่านข้างๆขวดบอกว่าให้กินครั้งละ สองถึงสามเม็ด หลังอาหาร ผมลองกินอยู่สามสี่ครั้งก็ไม่ดีขึ้นซ้ำยังดูเหมือนว่า มันจะแย่ลงกว่าเดิมเสียอีก
คราวนี้ผมเริ่มอ่อนเพลียเพิ่มมากขึ้น งานก็มากขึ้นเพราะมีพายุกระหน่ำเข้ามาในพื้นที่ภาคใต้ ฝั่งอันดามัน ฝนตกทุกวัน แถมบางวันผมต้องกลายเป็น คนสองทะเล เดินทางจากฝั่งอ่าวไทยไปอันดามัน แล้วกลับมาฝั่งอ่าวไทยอีกที ทำให้สภาพร่างกายของผมดูแย่ลงไปมากขึ้นเรื่อย เหตุการณ์ก็คงจะคล้ายๆกับเมื่อ ห้าปีที่แล้วที่ใครๆก็จะถามผมว่า เป็นอะไร อยู่ที่ไหน กินข้าว หรือยัง กินยาหรือยัง และสารพัดคำถามที่จะให้ผมตอบ ทั้งๆที่ผมบอกว่าผมเจ็บคอถ้าพูดมากๆ ผมก็จะไอและปวดเจ็บไปทั้งตัว
จนเมื่อถึงขีดสุดของอาการเจ็บนั้น ผมไอออกมามีลิ่มเลือดติดออกมาด้วย มันทำให้ผมรู้แล้วว่า อาการของผมมันหนักมากแล้ว ผมคงต้องขอลาหยุดไปนอนให้พยาบาล จับมือ เจาะเลือดเล่นๆซักสองสามวันเป็นแน่แท้ แต่ก็เหมือนกับมีอะไรมาดลใจให้ผมได้เจอกับหนังสือเล่มหนึ่ง หนังสือที่เปลี่ยนแนวชีวิตของผมไปเป็นอย่างมาก นั่นก็คือ หนังสือ ต.คนฉบับเดือนสิงหาคมครับ
ในหนังสือมีเรื่องราวของหมอเขียว ที่รักษาโรคด้วยพืชและการปรับสภาพร่างกาย ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ลองไปหามาอ่านกันดูนะครับ ดีมากจริงๆ ผมกับเพื่อนที่ทำงานด้วยกันก็เริ่มทดลองทำตาม พร้อมทั้งซื้อไปฝากพี่ที่ป่วยอยู่ที่สุราษฎร์ธานีด้วยอีกหนึ่งเล่ม เพื่อที่จะได้ทดลองรักษาตัวเองกัน เพราะพี่คนนั้นโทรมาบอกกับผมว่า ไปหาหมอที่โรงพยาบาล แล้วเอายามากิน กินจนยาหมดแล้วอาการก็ไม่ดีขึ้นเลย ดังนั้นเมื่อผมนำหนังสือเล่มนี้ไปฝาก พี่คนนี้ก็เลยทดลองปฏิบัติดูด้วยเช่นกัน
ผมเริ่มต้นจากการลดการกินอาหารที่มีฤทธิ์ร้อน อย่างพวกแกงพริก แกงคั่ว ต่างๆที่แถวๆภาคใต้บ้านผมนิยมชมชอบกันเป็นอย่างมาก ลดการดื่มเครื่องดื่มต่างๆ ลงมาเป็นน้ำเปล่า (ดื่ม คาราบาวแดงอยู่บ้างในบางวัน) กินผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของผม ที่มีฤทธิ์ร้อนอยู่ภายใน ผมเลือกกินแก้วมังกร เพราะที่บ้านมีอยู่พอสมควร ผมกินแก้วมังกรเป็นอาหารมื้อเย็น กินผักให้มากขึ้น กินกล้วยน้ำว้า ไม่กินกล้วยหอม เพราะร่างกายของผมต้องการอาหารที่เป็นความเย็นเข้าไปลดอุณหภูมิ ของความร้อนในร่างกาย
ผมไม่กินอาหารมื้อเย็น นอกจากผลไม้ ลดปริมาณเนื้อลง เพิ่มส่วนที่เป็นผักให้มากขึ้น ผมทำกับข้าวกินเอง ใช้แตงกวามาผัดกับไข่ โดยไม่ใส่กระเทียม กินอาหารแบบไม่ปรุงเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นข้าวแกงหรือ ก๋วยเตี๋ยว ที่กินตามร้านต่างๆในเวลาที่ออกไปทำงาน มาแบบไหนก็กินแบบนั้น ดื่มน้ำมากขึ้นกว่าแต่ก่อนเกือบเท่าตัว
สามวันผ่านไปหลังจากที่ผมเริ่มทำการรักษาตัวเอง ร่างกายผมเบาลงกว่าแต่ก่อน ถึงจะรู้สึกทรมานไปบ้างในตอนค่ำที่ไม่ได้กินอาหาร แต่พอตื่นเช้าขึ้นมาก็ไม่มีอาการหิว การขับถ่ายเป็นไปอย่างปกติ ปัสสาวะออกมาไม่เป็นสีเหลือง เหมือนแต่ก่อน เริ่มรู้สึกหนาว ขึ้นมาในเวลาที่สมควรจะหนาว ทั้งๆที่เมื่อก่อนเวลานอนในโรงแรมที่ต่างจังหวัดผมเปิดแอร์ 15 องศา แต่ยังต้องถอดเสื้อนอนอยู่บ้างในบางครั้ง
สัปดาห์ต่อมา ผมเริ่มกินอาหารน้อยลง เวลาทำงานร่างกายจะขับเหงื่อออกมามากขึ้น ทำให้รู้สึกโล่ง ตัวเบา สบายตัวกว่าแต่ก่อน ทั้งๆที่มีคนบอกกับผมว่า ทำงานแบบผม ต้องกินเยอะๆ กินน้อยๆแบบนี้ ไม่มีแรงทำงานหรอก ต้องกินเนื้อสัตว์ให้มากมันจะได้มีโปรตีน ถ้ากินผักกับผลไม้มากๆร่างกายจะไม่มีแรง จะทำงานไม่ไหว แต่เมื่อผมทดลองทำผมก็ยังทำงานไหวอยู่และดูเหมือนกับว่าร่างกายของผมจะดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก
แต่กว่าจะถึงช่วงนี้ผมรู้เลยว่าร่างกายของผมต้องขับสารพิษออกจากร่างกายของผมอย่างหนัก เพราะผมเองไม่เคยใช้ชีวิตแบบนี้มาก่อน ผมกินไม่เป็นเวลา บางครั้งมื้อเช้ากินตอนบ่ายสอง มื้อสุดท้าย กินตอนตีสามตีสี่ อยู่บ่อยครั้ง ทำให้ร่างกายของผมมันเจ็บป่วยเพราะใช้ร่างกายแบบไม่ปล่อยให้มันได้พักเลย
ทุกวันนี้ในตู้เย็นที่บ้านผมจะมีสารพัดผักที่จะเอามาทำอาหาร มีผลไม้มากมายมาแทนที่ ไส้กรอก หมูบด และมาม่า และไม่ต้องเสียเวลากับร้านสะดวกซื้อในขณะเดินทางเหมือนเมื่อก่อน และเมื่อถามพี่คนที่ผมซื้อหนังสือไปฝากก็ได้รับคำตอบเหมือนๆกัน นั่นก็คือ หายป่วยแบบเด็ดขาดไม่มีอาการเจ็บคอ ตัวร้อนอีกเลย
ผมจึงสรุปเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นกับตัวผมและคนรอบข้างว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะตัวเราเอง การดูแลสุขภาพที่ถูกวิธีไม่จำเป็นต้องกิน อาหารเสริมขวดละพัน แค่กินให้พอดี และ กินให้ถูกต้องตามความต้องการของร่างกายตัวเองแค่นี้ก็ทำให้สุขภาพดีขึ้นมาได้แล้ว และเมื่อการกินที่ดีบวกกับการออกกำลังกายยิ่งทำให้สุขภาพร่างกายของเราแข็งแรงได้โดยไม่ต้องพึ่งอาหารเสริมใดๆเลยครับ
ที่ผมบ่นๆมาทั้งหมดนี้อาจจะเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับใครบางคน หรือเป็นเรื่องที่หลายๆคนทำอยู่แล้ว แต่ที่ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นก็เพื่อจะบอกกับคนที่ยังไม่รู้หรือคนที่ยังไม่ได้ทำครับ ลองปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตกันดูนะครับ ร่างกายแข็งแรงขึ้นจริงๆนะครับ ใช้เงินน้อยลงมาก มื้อหนึ่งไม่เกินสามสิบบาท แต่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าการกินอาหารเสริมราคาแพงมากมายเลยครับ
นภดล www.siamsouth.com


