หลายปีทีเดียวที่ผมทำงานอยู่ในรูปแบบของมนุษย์เงินเดือน มีชีวิตที่เร่งรีบและเหน็ดเหนื่อยกับสิ่งต่างๆรอบตัว นอนไม่เป็นเวลาเสร็จงานเกือบเช้าตื่นมาก็ทำงานต่อ จนลืมไปแล้วว่าพระอาทิตย์ตอนเช้าเป็นยังไง จนเมื่อปลายปีที่แล้ว ผมตัดสินใจลาออกจากงานประจำ ลาออกมาโดยที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ ผมรู้เพียงแค่ว่าร่างกายต้อการพักผ่อน นอกจากนั้นสภาพจิตใจของผมก็ต้องการฟื้นฟูอย่างมาก สภาพงานที่เครียดจัด ชิงไหวชิงพริบทุกทางเพื่อให้งานผ่านไปได้อย่างไม่มีปัญหา ต้องใช้คิดตลอดเวลาจนแทบหาเวลาพักผ่อนไม่ได้ จนสภาพร่างกายดูแก่กว่าวัยไปมากเหลือเกิน ทั้งๆที่ผมเพิ่งจะย่างเข้าวัยรุ่นเท่านั้นเอง (ล้อเล่น)
หลังจากออกจากงานผมเป็นเหมือนเรือที่ไม่มีหางเสือ ลอยไปตามจังหวะของชีวิต ท่องเที่ยวไปทั่วประเทศ จังหวัดไหนไม่เคยไปก็ไป ที่ไหนอยากไปก็ไปโดยที่ไม่ต้องคิดอะไรมากมาย ตื่นเช้ามาบางครั้งก็ยังต้องถามตัวเองว่า ตอนนี้เราอยู่ที่ไหน ผมเดินทางท่องเที่ยวอยู่หลายเดือน จนเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผมก็มีอันต้องอยู่ติดบ้าน สาเหตุเนื่องมาจากแมวที่เลี้ยงไว้ขาหัก ต้องดูแลใกล้ชิด ทำให้ไปไหนมาไหนไม่สะดวกเหมือนแต่ก่อน และการอยู่กับที่ อยู่กับบ้าน กินแล้วนอน กอนแล้วนิน ของผมทำให้รู้สึกอึดอัดเวลาสวมกางเกง เริ่มเคลื่อนไหวไม่กระฉับกระเฉงเหมือนก่อน ใช่ครับ ผมกำลังอ้วน
ดังนั้นผมก็เริ่มคิดหาวิธีลดน้ำหนักแบบที่ผมอยากจะทำ ในความคิดผมการทำงานอะไรหรือเวลาทำสิ่งใดต้องไม่ทรมานตัวเองมากนัก และต้องมีความสุขที่จะทำด้วย คิดไปคิดมาจึงมาลงตัวที่ การปั่นจักรยาน และการปั่นจักรยานของผมก็ต้องไม่ใช่การไปเป็นกลุ่มปั่นแข่งกัน แล้วมาคุยทับกันว่าใครปั่นได้ไกลกว่า ใครปั่นเร็วกว่า ผมอยากปั่นแบบสบายๆและที่สำคัญได้แวะถ่ายภาพไปด้วย เพราะผมชอบเก็บสื่งที่ประทับใจเอาไว้ในภาพถ่าย เวลากลับมาดูอีกครั้งจะทำให้เรารำลึกความหลังได้มากกว่าการเก็บมันเอาไว้ในสมองอย่างเดียว
ผมปรึกษาเพื่อนผมที่เปิดร้านขายจักรยานเก่าแก่ในเมืองสุราษฎร์ธานี จนได้จักรยานมาหนึ่งคัน เป็นจักรยานที่อัพคุณสมบัติขึ้นมาจากจักรยานแม่บ้านจ่ายตลาดนิดนึง แต่มีเกียร์ช่วยทุ่นแรงในการขับขี่ และที่สำคัญราคาไม่แพงมากนักอยู่ในราคาหลักพัน ผมออกจากร้านมาพร้อมกับคำถามของเพื่อนเจ้าของร้านที่ว่า "จะได้กี่วันวะ" ผมก็ตอบในใจว่า "ไม่รู้เหมือนกัน" และเมื่ออุปกรณ์พร้อม ต่อมาในทุกๆเช้าถ้าไม่มีเหตุสุดวิสัยจริงๆ เวลาตีห้าผมจะสะพายเป้ ที่มีกล้องถ่ายรูป ปั่นจักรยานออกไปชมบรรยากาศยามเช้าของตลาดท่าข้าม และพื้นที่ใกล้เคียงทุกวัน พร้อมกับเก็บภาพมาเป็นที่ระลึกอยู่เสมอ ภาพที่เยอะที่สุดก็เป็นภาพรถไฟกับสะพานจุลจอมเกล้า รวมทั้งบรรยากาศพระอาทิตย์ขึ้น สายหมอกยามเช้า ที่นานมากแล้ว นานจนผมลืมไปแล้วว่าผมได้เห็นบรรยากาศแบบนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
สายหมอกยามเช้าที่บ้านทุ่งโพธิ์
ผมชอบที่จะออกไปในเส้นทางสายล่างที่มุ่งหน้าออกไปทางอำเภอท่าฉาง ไชยา เพราะเส้นทางสายนั้นยังมีท้องทุ่งนาอยู่พอสมควร มีต้นตาลใหญ่ มีวัว ควาย และต้นไม้ใหญ่ให้ชมอยู่มาก ไม่เหมือนเส้นทางสายหลัก ที่มีอต่รถใหญ่และต้นเฟื่องฟ้า กับร้านค้าข้างทาง ที่ดูแล้วไม่แตกต่างกับที่ผมได้เจอในชีวิตประจำวัน ผมปั่นไปเรื่อยๆ ตรงไหนสวยก็จอดถ่ายภาพ มีเพื่อนๆพี่ๆที่ปั่นจักรยานตอนเช้า ผ่านมาเห็นก็หันมามองบ้าง แต่ก็ผ่านเลยไปคงจะคิดว่าไอ้นี่มันคงจะบ้า มาถ่ายรูปอะไรอยู่ได้ทุกวัน บางกลุ่มก็ดูเป็นมืออาชีพใช้รถราคาแพงๆปั่นเร็วเหมือนขี่มอเตอร์ไซค์ กลุ่มนี้ผมคิดว่าเขาคงจะไม่ทันสังเกตุด้วยซ้ำว่าข้างทางที่เขาปั่นผ่านไปมีคนบ้านั่งถ่ายรูปอยู่
ผมปั่นจักรยานอยู่หลายวัน จนรู้สึกว่าถ้าวันไหนไม่ออกไปปั่นจักรยานจะรู้สึกเหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง เพราะเวลากลับบ้านผมจะแวะซื้ออาหารเช้าติดมือกลับมาด้วยทุกครั้ง ทำให้ผมได้กินมื้อเช้า ที่ผมไม่ได้กินมานานหลายปี การกินมื้อเช้าทำให้มื้อดึกของผมหายไป เพราะมันไม่หิว ร่างกานก็รู้สึกกระฉับกระเฉง มีเวลาคิดที่จะทำอะไรหลายอย่าง อย่างน้อยๆก็มีแรคิดแรงเขียนเรื่องราวในบล็อกนี่ละครับ ที่ผมคิดว่าผมจะทำให้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผมไปอีกอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน เพราะในขณะที่ปั่นจักรยานผมคิดอะไรๆได้มากมายหลายอย่างเหมือนกัน อยากจะนำมาบันทึกไว้ เพื่อป้องกันการลืม และจะได้กลับมาอ่านได้อีกครั้งเมื่อต้องการ
โม้มากมากแล้วสำหรับวันนี้ คงจะพอแค่นี้ก่อนนะครับ ไว้โอกาสหน้าจะมาบ่นให้อ่านกันอีก และถึงแม้ว่าจะไม่มีคนอ่านผมก็จะมาบ่นอยู่ดี ด้วยความเคารพทุกท่านครับ
นภดล มณีวัต
วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2558
ข้างทางรถไฟ
ชายคนนี้ ผมเจอตอนถ่ายภาพรถไฟที่สถานีสวี จังหวัดชุมพร เขาเดินมาขอบุหรี่ผมหนึ่งมวน ทักทายบอก พขร. ให้ขับรถดีๆ แล้วเดินจากไปเงียบๆ หลังจากนั้น ผมได้เจอเขาอีกครั้ง ในวันที่การเมืองร้อนแรง ที่องค์พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม วันนั้นเขาแต่งตัวเต็มยศ ติดธงชาติ ห้อยนกหวีด เขาขอบุหรี่ผม หนึ่งมวนเหมือนเดิม แต่คราวนี้ เขาเป่านกหวีดให้ผมฟังด้วย
โลกไม่กลมหรอกนะ แต่มันแคบ
ไปเป็นมหาราชาที่อินเดีย
เจ้านี่เป็นแขกที่กวนตีนที่สุดเท่าที่ผมเจอในอินเดีย ผมเจอมันที่ ตโปธาร วรรณะของมันคงจะสูงอยู่นะ เพราะเข้ามาในเขตที่พวกชั้นสูงๆอาบน้ำกันได้ มันคอยหากินด้วยการเอาน้ำในโถราดมือ อวยพร แล้วเรียกมหาราชา มหารานี มันรดน้ำใส่มือผม แล้วบอกว่า มหาราชา วันฮันเดรดรูปี ...
ผมบอกมันเป็นภาษาไทยว่า วันฮันเดรดพ่อมึงสิ แล้วเดินหนี มันวิ่งมาดักหน้า ดักหลัง ทำท่าร่ายมนต์ มุบมิบๆ เหมือนจะเล่นของ ผมเลยทำปากมุบมิบๆ ร้องกลอนมโนราห์ ให้มันฟัง มันทำหน้างงๆ ผมบอกมันว่า ของกูแช่งน่ากลัวกว่าของมึงอีก ผมจ้องหน้ามันแล้วยิ้ม มันก็ยิ้มแล้วบอกว่า เทนรูปี โอเค..?
เล่นลดราคาจนน่าใจหายแบบนี้ ผมเลยให้มันไป สิบรูปี ก็ประมาณ ห้าบาทไทย แล้วบอกมันว่า มึงมานี่ๆๆ มาถ่ายรูปก่อน หลังจากให้ไปสิบรูปี ตอนนี้ผมจะทำอะไรกับมันก็ได้ จะถ่ายกี่รูปก็ตามใจ ก่อนจากมันยังยิ้ม แล้วบอก กู๊ด บาย สุดท้ายเลยให้มันอีกสิบรูปี มันเป็นแขกคนเดียวในอินเดียที่ทำให้ผมหัวเราะได้เต็มที่ คิดถึงมันทีไร ต้องยิ้มทุกที ... ไอ้แขกนรก
ผมบอกมันเป็นภาษาไทยว่า วันฮันเดรดพ่อมึงสิ แล้วเดินหนี มันวิ่งมาดักหน้า ดักหลัง ทำท่าร่ายมนต์ มุบมิบๆ เหมือนจะเล่นของ ผมเลยทำปากมุบมิบๆ ร้องกลอนมโนราห์ ให้มันฟัง มันทำหน้างงๆ ผมบอกมันว่า ของกูแช่งน่ากลัวกว่าของมึงอีก ผมจ้องหน้ามันแล้วยิ้ม มันก็ยิ้มแล้วบอกว่า เทนรูปี โอเค..?
เล่นลดราคาจนน่าใจหายแบบนี้ ผมเลยให้มันไป สิบรูปี ก็ประมาณ ห้าบาทไทย แล้วบอกมันว่า มึงมานี่ๆๆ มาถ่ายรูปก่อน หลังจากให้ไปสิบรูปี ตอนนี้ผมจะทำอะไรกับมันก็ได้ จะถ่ายกี่รูปก็ตามใจ ก่อนจากมันยังยิ้ม แล้วบอก กู๊ด บาย สุดท้ายเลยให้มันอีกสิบรูปี มันเป็นแขกคนเดียวในอินเดียที่ทำให้ผมหัวเราะได้เต็มที่ คิดถึงมันทีไร ต้องยิ้มทุกที ... ไอ้แขกนรก
กลับมาอีกครั้ง
ทำไมต้องกลับมาอีกครั้ง ต้องมีคนสงสัยแน่ๆว่า "กลับมาทำไม ... ฉันลืมเธอไปหมดแล้ว" สาเหตุมาจากการที่ผมนอกใจ บล็อก เวบบอร์ด ไปสิงสถิตย์อยู่ในเฟซบุ๊คนั่นเอง สี่ปีกว่าๆที่หายหน้าไป สี่ปีกว่าๆที่เรียกได้ว่าลืมไปเลยกับการมานั่งเขียนอะไรๆเกี่ยวกับสิ่งที่ได้พบเห็นลงมาในเวบบอร์ด หรือเวบบล็อก แห่งนี้ จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ผมได้รู้จักชาวโปแลนด์ สามคนที่เข้ามาเที่ยวเมืองไทย พวกเขาแทบจะไม่ใช้เฟซบุ๊คเลย การเขียนบันทึกต่างๆ พวกเขาใช้เวบบล็อก เขียนเล่าเรื่องราวต่าๆมากกว่าเฟซบุ๊ค ทำให้ผมมานั่งคิดทบทวนดูแล้ว เวบบล็อก หรือเวบบอร์ดต่างๆมีข้อดีมากกว่าเฟซบุ๊คมากมาย ไม่หายไปไหน ค้นหาง่าย และที่สำคัญไม่ปลิวหายไปไหนง่ายๆเหมือนเฟซบุ๊ค ผมเห็นเพื่อนๆหลายคน รวมทั้งเพจดังๆหลายเพจ ที่อยู่ดีๆก้หายไปเนื่องจากผิดระเบียบของเฟซบุ๊ค ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่สร้างมา หายวับไปกับตา ดังนั้นผมจึงกลับมาอีกครั้งกับ เวบบล็อกแห่งนี้ กลับมาเป็นบล็อกเกอร์ อีกครั้ง และตั้งใจว่าคราวนี้จะอยู่ยาวๆเลยครับ
เฟซบุ๊คมีข้อดีอยู่ตรงที่สะดวกรวดเร็ว ถ่ายภาพปุ๊บ แชร์ได้เลยทันที ทันใจ และผมเองก็ติดใจในความสามารถอันนั้น จนบอกลาจากการเขียนเวบบล้อกไปนานถึงสี่ปีกว่าๆ แต่ผมยังมั่นใจว่ายังมีใครอีกหลายคนที่ยังใช้งาน บล็อกเกอร์ แห่งนี้อยู่ ผมจึงกลับมาตามหาความรู้สึกเก่าๆอีกครั้ง เพื่อที่ว่าจะได้ใช้ชีวิตให้ช้าลงเสียบ้าง หลังจากใช้ชีวิตรวดเร็วไปกับ 3G จนตอนนี้มี 4G เข้าไปแล้ว วันนี้ถือฤกษ์งามยามดีในการเริ่มต้นการเขียนบล็อกของผม ด้วยการบ่นๆๆๆ ไปตามเรื่องตามราวแบบนี้ไปก่อนนะครับ ผมยังต้องกลับไปแก้ไข เวบไซท์ www.siamsouth.com ของผมอีกพักใหญ่ๆ เพราะปล่อยมานาน นานจนเริ่มจะแก้ ข้อผิดพลาดต่างๆไม่ไหวแล้ว ต้องขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอีกหลายคนเลยทีเดียว
ภาพเสาสัญญาณในท่าอนุญาต
วันนี้ร่ำลากันด้วยภาพนี้ครับ ผมชอบภาพนี้เพราะว่า มันคล้ายๆกับการอนุญาตให้ผมได้ไปต่อ ในการเขียนบล็อกเพื่อต่อสู้กับเฟซบุ๊ค ที่รวดเร็ว และดูหยาบเกินไปในความรู้สึก ที่ใครคิดจะทำอะไรก็ได้ ง่ายไปเสียทุกอย่าง ต้องเขียนสั้นๆ เพราะเขียนยาวไปก็ไม่มีคนอ่าน แต่ถ้าเขียนในนี้ ผมมั่นใจว่า คนในนี้รักการเขียน การอ่านกันทั้งนั้น ทำให้สามารถเล่าเรื่องราวต่างๆในบางมุมมองของคนบ้าๆ คนหนื่งมาแบ่งปันกันได้อย่างไม่รู้สึกขัดเขินมากนัก
ด้วยความเคารพ
นภดล มณีวัต 21/4/2558
เฟซบุ๊คมีข้อดีอยู่ตรงที่สะดวกรวดเร็ว ถ่ายภาพปุ๊บ แชร์ได้เลยทันที ทันใจ และผมเองก็ติดใจในความสามารถอันนั้น จนบอกลาจากการเขียนเวบบล้อกไปนานถึงสี่ปีกว่าๆ แต่ผมยังมั่นใจว่ายังมีใครอีกหลายคนที่ยังใช้งาน บล็อกเกอร์ แห่งนี้อยู่ ผมจึงกลับมาตามหาความรู้สึกเก่าๆอีกครั้ง เพื่อที่ว่าจะได้ใช้ชีวิตให้ช้าลงเสียบ้าง หลังจากใช้ชีวิตรวดเร็วไปกับ 3G จนตอนนี้มี 4G เข้าไปแล้ว วันนี้ถือฤกษ์งามยามดีในการเริ่มต้นการเขียนบล็อกของผม ด้วยการบ่นๆๆๆ ไปตามเรื่องตามราวแบบนี้ไปก่อนนะครับ ผมยังต้องกลับไปแก้ไข เวบไซท์ www.siamsouth.com ของผมอีกพักใหญ่ๆ เพราะปล่อยมานาน นานจนเริ่มจะแก้ ข้อผิดพลาดต่างๆไม่ไหวแล้ว ต้องขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอีกหลายคนเลยทีเดียว
ภาพเสาสัญญาณในท่าอนุญาต
วันนี้ร่ำลากันด้วยภาพนี้ครับ ผมชอบภาพนี้เพราะว่า มันคล้ายๆกับการอนุญาตให้ผมได้ไปต่อ ในการเขียนบล็อกเพื่อต่อสู้กับเฟซบุ๊ค ที่รวดเร็ว และดูหยาบเกินไปในความรู้สึก ที่ใครคิดจะทำอะไรก็ได้ ง่ายไปเสียทุกอย่าง ต้องเขียนสั้นๆ เพราะเขียนยาวไปก็ไม่มีคนอ่าน แต่ถ้าเขียนในนี้ ผมมั่นใจว่า คนในนี้รักการเขียน การอ่านกันทั้งนั้น ทำให้สามารถเล่าเรื่องราวต่างๆในบางมุมมองของคนบ้าๆ คนหนื่งมาแบ่งปันกันได้อย่างไม่รู้สึกขัดเขินมากนัก
ด้วยความเคารพ
นภดล มณีวัต 21/4/2558
วันอังคารที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2554
เส้นทางสายเก่า
ที่มาจาก http://www.siamsouth.com
หนึ่งเดือนเต็มๆที่ผมต้องเดินทางไปๆมาๆ ระหว่างจังหวัดกระบี่และสุราษฎร์ธานีทั้งกลางวันและกลางคืน บนถนนสายเดิมสายนี้ ถนนสาย 44 ที่สร้างขึ้นตามโครงการ เชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน ถนนสายนี้ผมใช้เป็นเส้นทางหลักในการเดินทางตั้งแต่สมัยที่ผมดูแลพื้นที่จังหวัดภุเก็ต พังงา ตั้งแต่สมัยที่มันยังสร้างไม่เสร็จ ขับรถไปก็ลุ้นกันไปว่ามันจะมีทางเบี่ยงตรงไหน จะมีอะไรตัดหน้ารถหรือเปล่า นับมาจนถึงขณะนี้ผมใช้เส้นทางสายนี้มาเกือบๆสิบปีแล้วครับ
ถนนสายนี้มีคนใช้งานไม่มากนักถ้าเทียบกับเส้นทางสายอื่นๆในภาคใต้แต่ผมคิดว่าเป็นเส้นทางที่สวยงามมากที่สุดสายหนึ่งเลยทีเดียวผมชอบที่จะหยิบโทรศัพท์มาถ่ายภาพถนนสายนี้ไว้เสมอเวลาที่ได้เห็นภาพสวยๆขณะเดินทาง ทั้งๆที่มันก็เป็นภาพมุมเดิมๆ ไม่ได้แตกต่างอะไรกันมากมาย แต่ผมก็ยังอดไม่ได้ที่จะถ่ายภาพเหล่านี้มาเก็บเอาไว้เป็นบันทึกการเดินทางส่วนตัว
ผมใช้เส้นทางสายนี้แทบจะทุกวันจนนับไม่ได้ว่ากี่ครั้งแต่ไม่ต่ำกว่าพันครั้งแน่นอนตลอดระยะเวลาที่ถนนสายนี้เปิดใช้ แต่เมื่อวานนี้ที่ผมใช้ถนนสายนี้เดินทางกลับบ้าน มันเป็นช่วงเวลาที่ผมมีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นมา เป็นความรู้สึกเหงาๆอย่างบอกไม่ถูก ช่วงเวลาที่ผมเดินทางกลับมานั้นเป็นช่วงบ่ายๆเกือบจะเย็น ผมขับรถมาช้าๆ ใช้ความเร็วไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขับมองสองข้างทางไปเรื่อยๆ ใจก็คิดเรื่องนู้นเรื่องนี้มาตลอดเส้นทาง
บางครั้งผมหันไปดูสวนปาล์มน้ำมันที่อยู่ข้างทาง ที่ดินแปลงนี้ผมเห็นตั้งแต่เจ้าของที่เริ่มโค่นต้นไม้ เริ่มปรับแต่งที่ดิน เริ่มปลูกต้นปาล์ม จนกระทั่งบัดนี้ ต้นปาล์มแปลงนี้ก็ให้ผลผลิตแล้ว แต่ผมยังขับรถอยู่เหมือนเดิม...
และเหมือนกับอะไรมาดลใจ เพลงที่ผมเปิดในรถก็เล่นเพลงของ พี่สุริยา ช้างเผือก นักร้องนักดนตรีแนวเพื่อชีวิต จากจังหวัดชลบุรี ขึ้นมาพอดี เพลงทางสายเก่า เป็นอีกหนึ่งเพลง ของพี่สุริยา ที่ผมชอบฟัง ผมว่าเป็นเพลงที่ดูซื่อๆดีครับ ไม่วกวนฟังง่ายๆสบายๆ และที่สำคัญมันเข้ากับชีวิตของคนเดินทางอย่างผมเป็นอย่างมาก นอกเหนือไปจากเพลงหนุ่มพเนจร ที่ว่า "บนถนนหนทางซุปเปอร์ไฮเวย์ หนุ่มพเนจร ท่องไปตามฝัน..."
พูดถึงพี่สุริยา ช้างเผือก คงจะมีอีกหลายๆคนที่ไม่รู้จัก แน่นอนครับ เพลงดีๆที่ไม่มีแรงโปรโมท ก็ย่อมไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ไม่เหมือนเพลงธรรมดาๆ แต่เปิดให้ฟังทุกวัน ไปไหนมาไหนก็มีคนร้องได้ จากความทรงจำที่เริ่มจะเลือนลางตามประสาคนที่มีอะไรๆเยอะแยะมากมายในหัวสมองอย่างผม ผมจำได้ว่าในอัลบั้มชุดนี้ยังมีเพลงดีๆอีกหลายเพลงที่น่าสนใจ รวมไปถึงเพลง "ไปให้ถึง" ที่มีท่อนแรกที่ว่า "ย่างคนเดียว เปลี่ยวเหงา หนาวสะท้านหวั่นไหว..." ใครที่นึกไม่ออกก็ลองฟังเพลง ขอใจกันหนาวของต่าย อรทัย กันดูนะครับ "เมื่อเลิกงานเดินเหงา มีเงาเป็นเพื่อนเข้าซอย" ที่ผู้แต่งเพลงนี้ คือ ครูสลา คุณวุฒิ ได้ให้เครดิต สุริยา ช้างเผือก ไว้ในปกซีดี ว่าเป็นแรงบันดาลใจในด้านทำนองของเพลง ทำให้เกิดเพลง ขอใจกันหนาวที่โด่งดังของ ต่าย อรทัย
เพลงทางสายเก่า มีเนื้อร้องที่น่าสนใจ เป็นเรื่องราวของ คนที่ต้องเดินทางจากบ้านเพื่อไปทำงานต่างบ้านต่างเมือง เพราะความยากจนและความลำบากในการใช้ชีวิต ต้องอดทนและดิ้นรนมากมาย ผิดหวังล้มเหลวกับชีวิตมากมาย แต่ที่ผมชอบมากที่สุดเห็นจะเป็น ท่อนนี้ครับ
เก็บใจคืนนาบ้านป่ายังคอยค่ารถมีไม่ถึงร้อย ใจดวงน้อยเปี่ยมด้วยความหวัง
หลักกิโลทุกหลักยังยืนทักตลอดเส้นทาง คดเคี้ยวเปล่าเปลี่ยวอ้างว้างบอกทางซื่อตรงคงเดิม
กับสภาพที่กำลังจะถึงบ้าน คิดถึงบ้าน คิดถึงต้นไม้ใบหญ้ารอบๆบ้าน สารพัดจะคิดถึง และบนเส้นทางสายเก่า หลักกิโลข้างทางยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย รวมทั้งต้นไม้สองข้างทางก็ยังทำหน้าที่ของมันเช่นเดิม สภาพของคนเดินทางที่ไม่ได้มีอะไรมากมายกว่าสภาพร่างกายที่กรอบแห้งไปทั้งตัวรวมไปถึงกระเป๋าตังค์ ที่เปลี่ยนสภาพเป็นกระเป๋าใส่บัตร มานานหลายเดือน เงินในกระเป๋ากางเกงยีนส์ตัวเก่ง ที่ผมล้วงออกมานับแบบผ่านๆตอนที่ซื้อ น้ำเปล่าใส่ไว้ในรถตอนที่แวะร้านค้าเจ้าประจำนั้น ผมเห็นว่ามีแบ๊งค์ร้อยยับๆอยู่หนึ่งใบกับแบ๊งค์ยี่สิบ อีกจำนวนหนึ่ง รวมๆแล้วก็ร้อยกว่าบาท "ก็ยังเหลือเยอะกว่าในเพลงละวะ" ผมคิดเล่นๆ แต่วูบหนึ่งผมก็หวนคิดถึงคำพูดของพระที่ผมนับถือมากๆรูปหนึ่งขึ้นมา
"โยมคิดดูนะ การที่โยมทำงานหนัก ได้เงินมาเยอะๆแล้วต้องหมดไปกับการรักษาพยาบาล มันจะคุ้มกันหรือเปล่า" นี่เป็นคำถามของ พ่อท่านหรั่ง สำนักสงฆ์ ห้วยเตง ที่ อำเภอ พรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่เคยถามผมเมื่อประมาณ ห้าปีมาแล้ว แต่วันนี้ผมกลับคิดถึงคำถามคำนี้ของพ่อท่านหรั่งขึ้นมาได้อย่างไรก็ไม่ทราบได้ แต่ก็ได้แค่คิด เพราะถ้าไม่ทำงานแบบนี้ ผมจะไปทำอะไรกินละครับ เหนื่อยไปหน่อย หนักไปนิดแต่ก็ยังอยู่ได้ ไม่ลำบากอะไรมากมาย ก็ต้องสู้กันต่อไป
จนผมใกล้จะถึงบ้านผมก็สลัดเรื่องราวต่างๆออกไป เพื่อที่จะทำหน้าที่ในอีกบทบาทหนึ่งของชีวิต สลัดคราบพนักงานบริษัท ออกทิ้งไว้ในรถ เดินออกจากรถในบทบาทของลูกชายของแม่ พี่ของน้อง หลาน ของลุงป้า อา เป็นเพื่อนของนก ปลา รอบๆบ้านเหมือนเดิม อย่างเพลงทางสายเก่า ของพี่สุริยา ที่ว่า
ลืมความเจ็บปวด ที่คอยปิดทางขวางกั้น โยนทิ้งก่อนคืนสู่บ้าน แบกความฝันไปให้คนที่คอย
ผมเข้าบ้าน กินข้าว พักผ่อน จนเช้า แล้วผมก็กลับมารับบทบาทเดิมๆในชีวิตอีกครั้ง เอาเสื้อผ้าชุดเก่าในเป้ ออกมาใส่ตะกร้า หยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ใส่เข้าไป รอบนี้ไปสองวัน คืนวันศุกร์ก็ได้กลับบ้าน งานเก่า คนเก่า รถเก่า แต่ลักษณะงานที่ไม่ซ้ำกันเลยในแต่ละวัน ทำให้ไม่จำเจซักเท่าไหร่ แต่ที่แน่ๆ วันนี้ผมต้องเดินทางบนเส้นทางสายเก่าอีกแล้ว และจะรอจนถึงวันศุกร์ผมก็จะได้ใช้เส้นทางสายเก่าเดินทางกลับบ้านอีกเช่นกัน และถ้ามีอะไรใหม่ๆบนเส้นทางสายเก่าของชีวิตผมที่น่าสนใจ ผมจะมาเล่าให้ฟังกันใหม่นะครับ
นภดล 9/9/2553
เพลงทางสายเก่า สุริยา ช้างเผือก
หรือเวรกรรมเก่าของเรามากล้น จึงได้เกิดเป็นคนเวียนวนดิ้นรนหากิน
ต้องย้ายถิ่นฐาน เมืองบ้านเป็นคนพลัดถิ่น อดอยากไม่เคยพอกิน แทบสิ้นหาเลี้ยงชีวา
ผิดหวังล้มเหลวมันอยู่ร่ำไป หมดหนทางแก้ไข หาใครมาช่วยนำพา
อาจเอื้อมคว้าดาวได้ยินเสียจนชินชา ท้อแท้หนอโชคชะตา หมดท่าเสียแล้วหนอเรา
เก็บใจคืนนาบ้านป่ายังคอยค่ารถมีไม่ถึงร้อย ใจดวงน้อยเปี่ยมด้วยความหวัง
หลักกิโลทุกหลักยังยืนทักตลอดเส้นทาง คดเคี้ยวเปล่าเปลี่ยวอ้างว้างบอกทางซื่อตรงคงเดิม
เส้นทางสายเก่าบ้านเรายังเขียวตระการ ดอกไม้ยังคงเบ่งบานภูเขาตระหง่าน อบอุ่นหัวใจ
ดินยังชุ่มฉ่ำ สายธารยังคงรินไหล รวงข้าวปลิวพริ้วไสว อุ่นใจเมื่อคืนบ้านมา
เหมือนนกเจ็บหนัก แอบรักษากาย มุ่งบ้านป่าแดนไกล ด้วยใจเปี่ยมด้วยความฝัน
ลืมความเจ็บปวด ที่คอยปิดทางขวางกั้น โยนทิ้งก่อนคืนสู่บ้าน แบกความฝันไปให้คนที่คอย
ลืมความเจ็บปวด ที่คอยปิดทางขวางกั้น โยนทิ้งก่อนคืนสู่บ้าน แบกความฝันไปให้คนที่คอย
หนึ่งเดือนเต็มๆที่ผมต้องเดินทางไปๆมาๆ ระหว่างจังหวัดกระบี่และสุราษฎร์ธานีทั้งกลางวันและกลางคืน บนถนนสายเดิมสายนี้ ถนนสาย 44 ที่สร้างขึ้นตามโครงการ เชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน ถนนสายนี้ผมใช้เป็นเส้นทางหลักในการเดินทางตั้งแต่สมัยที่ผมดูแลพื้นที่จังหวัดภุเก็ต พังงา ตั้งแต่สมัยที่มันยังสร้างไม่เสร็จ ขับรถไปก็ลุ้นกันไปว่ามันจะมีทางเบี่ยงตรงไหน จะมีอะไรตัดหน้ารถหรือเปล่า นับมาจนถึงขณะนี้ผมใช้เส้นทางสายนี้มาเกือบๆสิบปีแล้วครับ
ถนนสายนี้มีคนใช้งานไม่มากนักถ้าเทียบกับเส้นทางสายอื่นๆในภาคใต้แต่ผมคิดว่าเป็นเส้นทางที่สวยงามมากที่สุดสายหนึ่งเลยทีเดียวผมชอบที่จะหยิบโทรศัพท์มาถ่ายภาพถนนสายนี้ไว้เสมอเวลาที่ได้เห็นภาพสวยๆขณะเดินทาง ทั้งๆที่มันก็เป็นภาพมุมเดิมๆ ไม่ได้แตกต่างอะไรกันมากมาย แต่ผมก็ยังอดไม่ได้ที่จะถ่ายภาพเหล่านี้มาเก็บเอาไว้เป็นบันทึกการเดินทางส่วนตัว
ผมใช้เส้นทางสายนี้แทบจะทุกวันจนนับไม่ได้ว่ากี่ครั้งแต่ไม่ต่ำกว่าพันครั้งแน่นอนตลอดระยะเวลาที่ถนนสายนี้เปิดใช้ แต่เมื่อวานนี้ที่ผมใช้ถนนสายนี้เดินทางกลับบ้าน มันเป็นช่วงเวลาที่ผมมีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นมา เป็นความรู้สึกเหงาๆอย่างบอกไม่ถูก ช่วงเวลาที่ผมเดินทางกลับมานั้นเป็นช่วงบ่ายๆเกือบจะเย็น ผมขับรถมาช้าๆ ใช้ความเร็วไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขับมองสองข้างทางไปเรื่อยๆ ใจก็คิดเรื่องนู้นเรื่องนี้มาตลอดเส้นทาง
บางครั้งผมหันไปดูสวนปาล์มน้ำมันที่อยู่ข้างทาง ที่ดินแปลงนี้ผมเห็นตั้งแต่เจ้าของที่เริ่มโค่นต้นไม้ เริ่มปรับแต่งที่ดิน เริ่มปลูกต้นปาล์ม จนกระทั่งบัดนี้ ต้นปาล์มแปลงนี้ก็ให้ผลผลิตแล้ว แต่ผมยังขับรถอยู่เหมือนเดิม...
และเหมือนกับอะไรมาดลใจ เพลงที่ผมเปิดในรถก็เล่นเพลงของ พี่สุริยา ช้างเผือก นักร้องนักดนตรีแนวเพื่อชีวิต จากจังหวัดชลบุรี ขึ้นมาพอดี เพลงทางสายเก่า เป็นอีกหนึ่งเพลง ของพี่สุริยา ที่ผมชอบฟัง ผมว่าเป็นเพลงที่ดูซื่อๆดีครับ ไม่วกวนฟังง่ายๆสบายๆ และที่สำคัญมันเข้ากับชีวิตของคนเดินทางอย่างผมเป็นอย่างมาก นอกเหนือไปจากเพลงหนุ่มพเนจร ที่ว่า "บนถนนหนทางซุปเปอร์ไฮเวย์ หนุ่มพเนจร ท่องไปตามฝัน..."
พูดถึงพี่สุริยา ช้างเผือก คงจะมีอีกหลายๆคนที่ไม่รู้จัก แน่นอนครับ เพลงดีๆที่ไม่มีแรงโปรโมท ก็ย่อมไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ไม่เหมือนเพลงธรรมดาๆ แต่เปิดให้ฟังทุกวัน ไปไหนมาไหนก็มีคนร้องได้ จากความทรงจำที่เริ่มจะเลือนลางตามประสาคนที่มีอะไรๆเยอะแยะมากมายในหัวสมองอย่างผม ผมจำได้ว่าในอัลบั้มชุดนี้ยังมีเพลงดีๆอีกหลายเพลงที่น่าสนใจ รวมไปถึงเพลง "ไปให้ถึง" ที่มีท่อนแรกที่ว่า "ย่างคนเดียว เปลี่ยวเหงา หนาวสะท้านหวั่นไหว..." ใครที่นึกไม่ออกก็ลองฟังเพลง ขอใจกันหนาวของต่าย อรทัย กันดูนะครับ "เมื่อเลิกงานเดินเหงา มีเงาเป็นเพื่อนเข้าซอย" ที่ผู้แต่งเพลงนี้ คือ ครูสลา คุณวุฒิ ได้ให้เครดิต สุริยา ช้างเผือก ไว้ในปกซีดี ว่าเป็นแรงบันดาลใจในด้านทำนองของเพลง ทำให้เกิดเพลง ขอใจกันหนาวที่โด่งดังของ ต่าย อรทัย
เพลงทางสายเก่า มีเนื้อร้องที่น่าสนใจ เป็นเรื่องราวของ คนที่ต้องเดินทางจากบ้านเพื่อไปทำงานต่างบ้านต่างเมือง เพราะความยากจนและความลำบากในการใช้ชีวิต ต้องอดทนและดิ้นรนมากมาย ผิดหวังล้มเหลวกับชีวิตมากมาย แต่ที่ผมชอบมากที่สุดเห็นจะเป็น ท่อนนี้ครับ
เก็บใจคืนนาบ้านป่ายังคอยค่ารถมีไม่ถึงร้อย ใจดวงน้อยเปี่ยมด้วยความหวัง
หลักกิโลทุกหลักยังยืนทักตลอดเส้นทาง คดเคี้ยวเปล่าเปลี่ยวอ้างว้างบอกทางซื่อตรงคงเดิม
กับสภาพที่กำลังจะถึงบ้าน คิดถึงบ้าน คิดถึงต้นไม้ใบหญ้ารอบๆบ้าน สารพัดจะคิดถึง และบนเส้นทางสายเก่า หลักกิโลข้างทางยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย รวมทั้งต้นไม้สองข้างทางก็ยังทำหน้าที่ของมันเช่นเดิม สภาพของคนเดินทางที่ไม่ได้มีอะไรมากมายกว่าสภาพร่างกายที่กรอบแห้งไปทั้งตัวรวมไปถึงกระเป๋าตังค์ ที่เปลี่ยนสภาพเป็นกระเป๋าใส่บัตร มานานหลายเดือน เงินในกระเป๋ากางเกงยีนส์ตัวเก่ง ที่ผมล้วงออกมานับแบบผ่านๆตอนที่ซื้อ น้ำเปล่าใส่ไว้ในรถตอนที่แวะร้านค้าเจ้าประจำนั้น ผมเห็นว่ามีแบ๊งค์ร้อยยับๆอยู่หนึ่งใบกับแบ๊งค์ยี่สิบ อีกจำนวนหนึ่ง รวมๆแล้วก็ร้อยกว่าบาท "ก็ยังเหลือเยอะกว่าในเพลงละวะ" ผมคิดเล่นๆ แต่วูบหนึ่งผมก็หวนคิดถึงคำพูดของพระที่ผมนับถือมากๆรูปหนึ่งขึ้นมา
"โยมคิดดูนะ การที่โยมทำงานหนัก ได้เงินมาเยอะๆแล้วต้องหมดไปกับการรักษาพยาบาล มันจะคุ้มกันหรือเปล่า" นี่เป็นคำถามของ พ่อท่านหรั่ง สำนักสงฆ์ ห้วยเตง ที่ อำเภอ พรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่เคยถามผมเมื่อประมาณ ห้าปีมาแล้ว แต่วันนี้ผมกลับคิดถึงคำถามคำนี้ของพ่อท่านหรั่งขึ้นมาได้อย่างไรก็ไม่ทราบได้ แต่ก็ได้แค่คิด เพราะถ้าไม่ทำงานแบบนี้ ผมจะไปทำอะไรกินละครับ เหนื่อยไปหน่อย หนักไปนิดแต่ก็ยังอยู่ได้ ไม่ลำบากอะไรมากมาย ก็ต้องสู้กันต่อไป
จนผมใกล้จะถึงบ้านผมก็สลัดเรื่องราวต่างๆออกไป เพื่อที่จะทำหน้าที่ในอีกบทบาทหนึ่งของชีวิต สลัดคราบพนักงานบริษัท ออกทิ้งไว้ในรถ เดินออกจากรถในบทบาทของลูกชายของแม่ พี่ของน้อง หลาน ของลุงป้า อา เป็นเพื่อนของนก ปลา รอบๆบ้านเหมือนเดิม อย่างเพลงทางสายเก่า ของพี่สุริยา ที่ว่า
ลืมความเจ็บปวด ที่คอยปิดทางขวางกั้น โยนทิ้งก่อนคืนสู่บ้าน แบกความฝันไปให้คนที่คอย
ผมเข้าบ้าน กินข้าว พักผ่อน จนเช้า แล้วผมก็กลับมารับบทบาทเดิมๆในชีวิตอีกครั้ง เอาเสื้อผ้าชุดเก่าในเป้ ออกมาใส่ตะกร้า หยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ใส่เข้าไป รอบนี้ไปสองวัน คืนวันศุกร์ก็ได้กลับบ้าน งานเก่า คนเก่า รถเก่า แต่ลักษณะงานที่ไม่ซ้ำกันเลยในแต่ละวัน ทำให้ไม่จำเจซักเท่าไหร่ แต่ที่แน่ๆ วันนี้ผมต้องเดินทางบนเส้นทางสายเก่าอีกแล้ว และจะรอจนถึงวันศุกร์ผมก็จะได้ใช้เส้นทางสายเก่าเดินทางกลับบ้านอีกเช่นกัน และถ้ามีอะไรใหม่ๆบนเส้นทางสายเก่าของชีวิตผมที่น่าสนใจ ผมจะมาเล่าให้ฟังกันใหม่นะครับ
นภดล 9/9/2553
เพลงทางสายเก่า สุริยา ช้างเผือก
หรือเวรกรรมเก่าของเรามากล้น จึงได้เกิดเป็นคนเวียนวนดิ้นรนหากิน
ต้องย้ายถิ่นฐาน เมืองบ้านเป็นคนพลัดถิ่น อดอยากไม่เคยพอกิน แทบสิ้นหาเลี้ยงชีวา
ผิดหวังล้มเหลวมันอยู่ร่ำไป หมดหนทางแก้ไข หาใครมาช่วยนำพา
อาจเอื้อมคว้าดาวได้ยินเสียจนชินชา ท้อแท้หนอโชคชะตา หมดท่าเสียแล้วหนอเรา
เก็บใจคืนนาบ้านป่ายังคอยค่ารถมีไม่ถึงร้อย ใจดวงน้อยเปี่ยมด้วยความหวัง
หลักกิโลทุกหลักยังยืนทักตลอดเส้นทาง คดเคี้ยวเปล่าเปลี่ยวอ้างว้างบอกทางซื่อตรงคงเดิม
เส้นทางสายเก่าบ้านเรายังเขียวตระการ ดอกไม้ยังคงเบ่งบานภูเขาตระหง่าน อบอุ่นหัวใจ
ดินยังชุ่มฉ่ำ สายธารยังคงรินไหล รวงข้าวปลิวพริ้วไสว อุ่นใจเมื่อคืนบ้านมา
เหมือนนกเจ็บหนัก แอบรักษากาย มุ่งบ้านป่าแดนไกล ด้วยใจเปี่ยมด้วยความฝัน
ลืมความเจ็บปวด ที่คอยปิดทางขวางกั้น โยนทิ้งก่อนคืนสู่บ้าน แบกความฝันไปให้คนที่คอย
ลืมความเจ็บปวด ที่คอยปิดทางขวางกั้น โยนทิ้งก่อนคืนสู่บ้าน แบกความฝันไปให้คนที่คอย


