ร้านปานโภชนา ท่าข้าม พุนพิน สุราษฎร์ธานี
นานมากแล้วที่ร้านอาหารร้านนี้เปิดอยู่ตรงนี้ นานมากแล้วที่คนเดินทางด้วยรถไฟจากสถานีสุราษฎร์ธานี ไป กรุงเทพ ได้แวะพักทานอาหารก่อนที่จะเดินทางไกล ร้านนี้มีอาหารอร่อยๆหลายอย่าง ผมเองก็เป็นลูกค้าประจำแบบเงียบๆของร้านนี้อยู่ด้วยเช่นกัน สาเหตุที่บอกว่าเป็นลูกค้าประจำแบบเงียบๆก็คงจะเป็นเพราะทุกๆวันจะมีขาประจำแบบเสียงดังๆมานั่งกินนั่งดื่มกันอยู่มากมาย ทำให้บรรยากาศของร้านดูจะคึกคักอยู่ตลอดเวลา
ผมชอบที่จะนั่งโต๊ะมุมเงียบๆสั่งอาหารสามสี่อย่าง ที่ชอบและสั่งประจำคือ แกงส้มไข่ปลาเรียวเซียว หรือ ริวกิว ก็แล้วแต่จะเรียก หน่อไม้ทะเลผัด นี่ก็อร่อยมากๆ ที่เหลือก็พวกของทอด รวมทั้งไข่เจียวปูมากินกับแกงส้ม ทำให้เจริญอาหารดีแท้ๆ
ผมจำได้คลับคล้าคลับคลาว่า ในสมัยที่ผมยังเด็กร้านปานจะอยู่ที่ฝั่งตลาดล่างด้านติดริมแม่น้ำตาปี อยู่แถวๆตลาดเก่าตรงนั้น พอมีการปรับปรุงพื้นที่ ทำถนนสี่เลน มาถึงสถานีรถไฟ ประมาณปี 2531 ตึกแถวไม้เก่าๆตรงนี้ก็ถูกสร้างเป็นตึกสวยงาม และหลังจากนั้นผมก็เห็นร้านปานโภชนา มาตั้งอยู่ตรงนี้ ส่วนข้อมูลชัดเจนเป็นอย่างไรก็ค่อยขอคำยืนยันจากคนท่าข้ามอีกทีนะครับ ผมแค่คลับคล้ายคลับคลา
ร้านนี้เป็นอีกร้านที่ผมอยากแนะนำให้ไปลองชิมกัน แแกงส้มไข่ปลาเรียวเซียว คือเมนูแนะนำครับ ไว้โอกาสหน้าผมจะมาแนะนำร้านอื่นๆที่น่าสนใจอีกนะครับ ร้านนอกกระแส บรรยากาศดีๆ ที่ผมชอบครับ
นภดล มณีวัต
วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
น้ำตกนางรอง จังหวัดนครนายก
น้ำตกนางรอง จังหวัดนครนายก
ที่มา http://www.siamsouth.com/smf/index.php?topic=29919.0
ข้อมูลทั่วๆไปที่ผมพอจะหาได้ของน้ำตกนางรองก่อนที่ผมจะเดินทางเข้าไปชมความงามของน้ำตกแห่งนี้
ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ตั้งอยู่ที่ ต.หินตั้ง อ.เมือง ห่างจากตัวเมืองนครนายกประมาณ 20 กิโลเมตร ตามทางหลวง 3049 ส่วนที่เหลือก็คงจะเดินทางกันไม่ยากนัก เพราะมีป้ายบอกตลอดเส้นทาง ผมแวะเข้าไปตอนสายๆ ในช่วงที่มีน้ำไม่มากนักแต่ก็ยังคงสวยงามอยู่มาก เช่นเดียวกันกับน้ำตกสาริกา ที่ผมตั้งใจไว้ว่าจะกลับมาเยือนอีกครั้งในช่วงที่มีน้ำมากกว่านี้
เส้นทางเข้า ต้องจ่ายเงินค่าเข้าชมตรงนี้ก่อน ทั้งรถยนต์และผู้เข้าชม เป็นส่วนงานบริหารของ อบจ.นครนายกครับ
น้ำตกนางรองขึ้นชื่อมานานเพราะมีการแต่งเพลงบรรยายความงดงามของน้ำตกแห่งนี้ไว้และโด่งดังมีคนรู้จักกันมากมายในยุคสมัยก่อน ขับร้องโดย ทูล ทองใจ ผมเองร้องไม่ได้หรอกครับ เคยฟังผ่านๆหูมาบ้างแต่ก้ไม่มากนัก ต้องให้รุ่นพ่อ รุ่นลุง ที่อายุ ห้าสิบกว่าๆขึ้นไปละครับ มาร้องให้ฟังกัน
เพลงนางรอง
นางรอง เจิ่งรินไหลนองท้องนา หลั่งอุทก ตกมาตามเนินผางามสะพรั่ง
จากธารไหลหลั่ง สาวน้อยร้อยชั่ง งามเหมือนดัง เงือกน้ำ
นางลง สระสรงลงในสายชล แหวกกระแส ว่ายวน ระเริงสายชล เย็นฉ่ำ
จดใจ ฝังจำ พี่หลงครวญคร่ำ เอ่ยน้ำคำพร่ำรักฝากใจ
น้ำตกนางรอง อาจเป็นสอง รองเขาอื่น แต่เจ้างามชื่น จะไม่เป็นสอง รองใคร
เจ้าชื่อนางรอง แต่น้องจะรู้บ้างไหม นางเอกประจำใจ พี่มั่นหมายไว้แต่น้องนางเดียว
นางรอง พี่ปองน้องเป็นขวัญตา เจ้าเป็นข้าวคู่นา พี่จึงขอมาเก็บเกี่ยว
มอบใจรักเหนี่ยว เสมือนคมเคียว เกี่ยวหัวใจเจ้าไว้ครอบครอง
น้ำตกนางรอง อาจเป็นสองรองเขาอื่น แต่เจ้างามชื่น จะไม่เป็นสอง รองใคร
วันนี้ร่ำลากันตรงนี้ก่อนนะครับ พรุ่งนี้จะพาไปชมที่ไหนอีกก็คอยติดตามกันต่อไป แต่ก็คงจะอยู่แถวๆนครนายกนั่นละครับ
นภดล มณีวัต
ที่มา http://www.siamsouth.com/smf/index.php?topic=29919.0
ข้อมูลทั่วๆไปที่ผมพอจะหาได้ของน้ำตกนางรองก่อนที่ผมจะเดินทางเข้าไปชมความงามของน้ำตกแห่งนี้
ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ตั้งอยู่ที่ ต.หินตั้ง อ.เมือง ห่างจากตัวเมืองนครนายกประมาณ 20 กิโลเมตร ตามทางหลวง 3049 ส่วนที่เหลือก็คงจะเดินทางกันไม่ยากนัก เพราะมีป้ายบอกตลอดเส้นทาง ผมแวะเข้าไปตอนสายๆ ในช่วงที่มีน้ำไม่มากนักแต่ก็ยังคงสวยงามอยู่มาก เช่นเดียวกันกับน้ำตกสาริกา ที่ผมตั้งใจไว้ว่าจะกลับมาเยือนอีกครั้งในช่วงที่มีน้ำมากกว่านี้
เส้นทางเข้า ต้องจ่ายเงินค่าเข้าชมตรงนี้ก่อน ทั้งรถยนต์และผู้เข้าชม เป็นส่วนงานบริหารของ อบจ.นครนายกครับ
น้ำตกนางรองขึ้นชื่อมานานเพราะมีการแต่งเพลงบรรยายความงดงามของน้ำตกแห่งนี้ไว้และโด่งดังมีคนรู้จักกันมากมายในยุคสมัยก่อน ขับร้องโดย ทูล ทองใจ ผมเองร้องไม่ได้หรอกครับ เคยฟังผ่านๆหูมาบ้างแต่ก้ไม่มากนัก ต้องให้รุ่นพ่อ รุ่นลุง ที่อายุ ห้าสิบกว่าๆขึ้นไปละครับ มาร้องให้ฟังกัน
เพลงนางรอง
นางรอง เจิ่งรินไหลนองท้องนา หลั่งอุทก ตกมาตามเนินผางามสะพรั่ง
จากธารไหลหลั่ง สาวน้อยร้อยชั่ง งามเหมือนดัง เงือกน้ำ
นางลง สระสรงลงในสายชล แหวกกระแส ว่ายวน ระเริงสายชล เย็นฉ่ำ
จดใจ ฝังจำ พี่หลงครวญคร่ำ เอ่ยน้ำคำพร่ำรักฝากใจ
น้ำตกนางรอง อาจเป็นสอง รองเขาอื่น แต่เจ้างามชื่น จะไม่เป็นสอง รองใคร
เจ้าชื่อนางรอง แต่น้องจะรู้บ้างไหม นางเอกประจำใจ พี่มั่นหมายไว้แต่น้องนางเดียว
นางรอง พี่ปองน้องเป็นขวัญตา เจ้าเป็นข้าวคู่นา พี่จึงขอมาเก็บเกี่ยว
มอบใจรักเหนี่ยว เสมือนคมเคียว เกี่ยวหัวใจเจ้าไว้ครอบครอง
น้ำตกนางรอง อาจเป็นสองรองเขาอื่น แต่เจ้างามชื่น จะไม่เป็นสอง รองใคร
วันนี้ร่ำลากันตรงนี้ก่อนนะครับ พรุ่งนี้จะพาไปชมที่ไหนอีกก็คอยติดตามกันต่อไป แต่ก็คงจะอยู่แถวๆนครนายกนั่นละครับ
นภดล มณีวัต
พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์
พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์
เคยฟังเพลงของคาราบาวมานานมาก ตั้งแต่สมัยเด็กๆ แต่ยังไม่เคยมีโอกาสได้ไปที่ดอนเจดีย์เลยซักครั้ง ทั้งๆที่ขับรถเฉียดไปเฉียดมาอยู่หลายปี วันนี้มีโอกาสได้ไปกราบองค์พระนเรศวร ที่ดอนเจดีย์เสียที ทำให้รู้สึกได้ถึงพลังศรัทธาและความเคารพนับถือของชาวสุพรรณบุรีและคนทั่วไปได้อย่างมากมายมหาศาล
เพลงดอนเจดีย์ วงคาราบาว
ดอนเจดีย์ มีเจดีย์อยู่บนดอน ดอนเจดีย์ ดอนเจดีย์
ดอนเจดีย์ เป็นปูชนีย์สถาน ดินแดนตำนาน ขององค์ราชัน พระนเรศวร
หนองสาหร่าย ตำบลยุทธหัตถี ทรงกำชัยเหนือไพรี นำทัพไทย แผ่นดินกลับคืน
ดอนเจดีย์ มีเจดีย์อยู่บนดอน ดอนเจดีย์ ดอนเจดีย์
ดอนเจดีย์ เป็นองค์สักขีพยาน อันชาวไทยแต่โบราณ คือชายชาญ ทหารกล้า
กู้เอกราช สร้างชาติ อธิปไตย เพื่อลูก เพื่อหลานสืบไป เพื่อคนไทยทุกๆคน
ประวัติศาสตร์ เอกราช ของชนชาติไทย
ได้มา ด้วยหยาดเหงื่อไคล ด้วยเลือดเนื้อ ไปแลกกับเหล็ก
เอาช้างไปชนกับช้าง อย่างองค์พระนเรศวร
ทรงช้าง นำหน้าขบวน แหกหลาวแหลนทวน ประชิดข้าศึก
ง้าวที่เงื้อสุดแรง ฟันลงเพื่อความเป็นไทย
พระนเรศวรมีชัย เราคนไทย มีแผ่นดินอยู่
ดอนเจดีย์ สักขีของความเป็นไทย ลูกหลานได้จำใส่ใจ บรรพบุรุษไทย ผู้ควรเทิดทูน
ขอน้อมเกล้า แด่องค์สมเด็จ พระนเรศวรมหาราช ในสงครามประวัติศาสตร์ ของการกู้ชาติ ณ ดอนเจดีย์
ประวัติจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ ตั้งอยู่ที่ ตำบลดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี ประกอบด้วยพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงพระคชาธารออกศึก และองค์เจดีย์ยุทธหัตถี สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงสร้างเจดีย์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะในสงครามยุทธหัตถีที่ทรงมีต่อพระมหาอุปราชาแห่งพม่า เมื่อเดือนมกราคม ปี พ.ศ. 2135 และในปี พ.ศ. 2495 กองทัพบกได้บูรณปฏิสังขรณ์องค์เจดีย์ขึ้นใหม่ โดยสร้างเป็นเจดีย์แบบลังกาทรงกลมใหญ่ สูง 66 เมตร ฐานกว้างด้านละ 36 เมตร ครอบเจดีย์องค์เดิมไว้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จไปประกอบพิธีบวงสรวงและเปิดพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2502 ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดให้วันที่ 25 มกราคม ของทุกปี เป็นวันถวายราชสักการะพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ พร้อมกันนั้นทางจังหวัดได้จัดให้มีงานเฉลิมฉลองพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ทุกปี เลยจากเจดีย์ไปประมาณ 100 เมตร เป็นที่ตั้งของ พระตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภายในมีรูปปั้นของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและพระสุพรรณกัลยา มีผู้นิยมไปสักการบูชาอยู่เสมอ
เคยฟังเพลงของคาราบาวมานานมาก ตั้งแต่สมัยเด็กๆ แต่ยังไม่เคยมีโอกาสได้ไปที่ดอนเจดีย์เลยซักครั้ง ทั้งๆที่ขับรถเฉียดไปเฉียดมาอยู่หลายปี วันนี้มีโอกาสได้ไปกราบองค์พระนเรศวร ที่ดอนเจดีย์เสียที ทำให้รู้สึกได้ถึงพลังศรัทธาและความเคารพนับถือของชาวสุพรรณบุรีและคนทั่วไปได้อย่างมากมายมหาศาล
เพลงดอนเจดีย์ วงคาราบาว
ดอนเจดีย์ มีเจดีย์อยู่บนดอน ดอนเจดีย์ ดอนเจดีย์
ดอนเจดีย์ เป็นปูชนีย์สถาน ดินแดนตำนาน ขององค์ราชัน พระนเรศวร
หนองสาหร่าย ตำบลยุทธหัตถี ทรงกำชัยเหนือไพรี นำทัพไทย แผ่นดินกลับคืน
ดอนเจดีย์ มีเจดีย์อยู่บนดอน ดอนเจดีย์ ดอนเจดีย์
ดอนเจดีย์ เป็นองค์สักขีพยาน อันชาวไทยแต่โบราณ คือชายชาญ ทหารกล้า
กู้เอกราช สร้างชาติ อธิปไตย เพื่อลูก เพื่อหลานสืบไป เพื่อคนไทยทุกๆคน
ประวัติศาสตร์ เอกราช ของชนชาติไทย
ได้มา ด้วยหยาดเหงื่อไคล ด้วยเลือดเนื้อ ไปแลกกับเหล็ก
เอาช้างไปชนกับช้าง อย่างองค์พระนเรศวร
ทรงช้าง นำหน้าขบวน แหกหลาวแหลนทวน ประชิดข้าศึก
ง้าวที่เงื้อสุดแรง ฟันลงเพื่อความเป็นไทย
พระนเรศวรมีชัย เราคนไทย มีแผ่นดินอยู่
ดอนเจดีย์ สักขีของความเป็นไทย ลูกหลานได้จำใส่ใจ บรรพบุรุษไทย ผู้ควรเทิดทูน
ขอน้อมเกล้า แด่องค์สมเด็จ พระนเรศวรมหาราช ในสงครามประวัติศาสตร์ ของการกู้ชาติ ณ ดอนเจดีย์
ประวัติจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ ตั้งอยู่ที่ ตำบลดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี ประกอบด้วยพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงพระคชาธารออกศึก และองค์เจดีย์ยุทธหัตถี สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงสร้างเจดีย์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะในสงครามยุทธหัตถีที่ทรงมีต่อพระมหาอุปราชาแห่งพม่า เมื่อเดือนมกราคม ปี พ.ศ. 2135 และในปี พ.ศ. 2495 กองทัพบกได้บูรณปฏิสังขรณ์องค์เจดีย์ขึ้นใหม่ โดยสร้างเป็นเจดีย์แบบลังกาทรงกลมใหญ่ สูง 66 เมตร ฐานกว้างด้านละ 36 เมตร ครอบเจดีย์องค์เดิมไว้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จไปประกอบพิธีบวงสรวงและเปิดพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2502 ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดให้วันที่ 25 มกราคม ของทุกปี เป็นวันถวายราชสักการะพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ พร้อมกันนั้นทางจังหวัดได้จัดให้มีงานเฉลิมฉลองพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ทุกปี เลยจากเจดีย์ไปประมาณ 100 เมตร เป็นที่ตั้งของ พระตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภายในมีรูปปั้นของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและพระสุพรรณกัลยา มีผู้นิยมไปสักการบูชาอยู่เสมอ
วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
พุทธอุทยานมาฆบูชาอนุสรณ์ สวนพุทธชยันตี 2600 ปี
พุทธอุทยานมาฆบูชาอนุสรณ์ สวนพุทธชยันตี 2600 ปี
ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับน้ำตกสาลิกา มีพระพุทธรูปปางแสดงโอวาทปาติโมกข์ขนาดหน้าตัก 9 เมตร สูง 13.5 เมตร ตั้งอยู่ มีการสร้างพระพุทธรูปขนาดหน้าตัก 90 ซม. อีก 1,250 องค์อยู่รอบๆ เป็นสถานที่จำลองเหตุการณ์ วันแสดงโอวาทปาติโมกข์ ในวันมาฆบูชา
ความสำคัญของวันมาฆบูชา จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
นมาฆบูชา (บาลี: มาฆปูชา; อักษรโรมัน: Magha Puja) เป็นวันสำคัญของชาวพุทธเถรวาทและวันหยุดราชการในประเทศไทย "มาฆบูชา" ย่อมาจาก "มาฆปูรณมีบูชา" หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญกลางเดือนมาฆะตามปฏิทินของอินเดีย หรือเดือน 3 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย (ตกช่วงเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคม) ถ้าปีใดมีเดือนอธิกมาส คือ มีเดือน 8 สองหน (ปีอธิกมาส) ก็เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน 3 หลัง (วันเพ็ญเดือน 4)
วันมาฆบูชาได้รับการยกย่องเป็นวันสำคัญทางศาสนาพุทธ เนื่องจากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 2,500 กว่าปีก่อน คือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ท่ามกลางที่ประชุมมหาสังฆสันนิบาตครั้งใหญ่ในพระพุทธศาสนา โดยมีเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน 4 ประการ คือ พระสงฆ์สาวก 1,250 รูปได้มาประชุมพร้อมกันยังวัดเวฬุวันโดยมิได้นัดหมาย, พระสงฆ์ที่มาประชุมทั้งหมดเป็น "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" หรือผู้ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง, พระสงฆ์ที่มาประชุมล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญา 6, และวันดังกล่าวตรงกับวันเพ็ญมาฆปุรณมีดิถี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ดังนั้น จึงเรียกวันนี้อีกอย่างหนึ่งว่า "วันจาตุรงคสันนิบาต" หรือ วันที่มีการประชุมพร้อมด้วยองค์ 4
เดิมนั้นไม่มีพิธีมาฆบูชาในประเทศพุทธเถรวาท จนมาในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) พระองค์ได้ทรงปรารภถึงเหตุการณ์ครั้งพุทธกาลในวันเพ็ญเดือน 3 ดังกล่าวว่า เป็นวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญยิ่ง ควรประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นที่ตั้งแห่งความศรัทธาเลื่อมใส จึงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชกุศลมาฆบูชาขึ้น การประกอบพระราชพิธีคงคล้ายกับวันวิสาขบูชา คือ มีการบำเพ็ญพระราชกุศลต่าง ๆ และมีการพระราชทานจุดเทียนตามประทีปเป็นพุทธบูชาในวัดพระศรีรัตนศาสดารามและพระอารามหลวงต่าง ๆ เป็นต้น ในช่วงแรก พิธีมาฆบูชาคงเป็นการพระราชพิธีภายใน ยังไม่แพร่หลายทั่วไป ต่อมา ความนิยมจัดพิธีมาฆบูชาจึงได้ขยายออกไปทั่วราชอาณาจักร
ปัจจุบัน วันมาฆบูชาได้รับการประกาศให้เป็นวันหยุดราชการในประเทศไทย โดยพุทธศาสนิกชนทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ พระสงฆ์และประชาชนประกอบพิธีต่าง ๆ เช่น การตักบาตร การฟังพระธรรมเทศนา การเวียนเทียน เป็นต้น เพื่อบูชารำลึกถึงพระรัตนตรัยและเหตุการณ์สำคัญดังกล่าวที่ถือได้ว่า เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประทานโอวาทปาฏิโมกข์ ซึ่งกล่าวถึงหลักคำสอนอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้แก่ การไม่ทำความชั่วทั้งปวง การบำเพ็ญความดีให้ถึงพร้อม และการทำจิตของตนให้ผ่องใส เพื่อเป็นหลักปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนทั้งมวล
นอกจากนี้ ในปี พ.ศ. 2549 รัฐบาลไทยได้ประกาศให้วันมาฆบูชาเป็น "วันกตัญญูแห่งชาติ" เนื่องจากในสังคมไทยปัจจุบัน หญิงสาวมักเสียตัวในวันวาเลนไทน์ หลายหน่วยงานจึงพยายามรณรงค์ให้วันมาฆบูชาเป็นวันแห่งความรัก (อันบริสุทธิ์) แทน
ในปี พ.ศ. 2558 วันมาฆบูชาตรงกับ วันพุธที่ 4 มีนาคม ปีนี้ เป็นปีอธิกมาส ตรงกับวัน ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4
ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับน้ำตกสาลิกา มีพระพุทธรูปปางแสดงโอวาทปาติโมกข์ขนาดหน้าตัก 9 เมตร สูง 13.5 เมตร ตั้งอยู่ มีการสร้างพระพุทธรูปขนาดหน้าตัก 90 ซม. อีก 1,250 องค์อยู่รอบๆ เป็นสถานที่จำลองเหตุการณ์ วันแสดงโอวาทปาติโมกข์ ในวันมาฆบูชา
ความสำคัญของวันมาฆบูชา จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
นมาฆบูชา (บาลี: มาฆปูชา; อักษรโรมัน: Magha Puja) เป็นวันสำคัญของชาวพุทธเถรวาทและวันหยุดราชการในประเทศไทย "มาฆบูชา" ย่อมาจาก "มาฆปูรณมีบูชา" หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญกลางเดือนมาฆะตามปฏิทินของอินเดีย หรือเดือน 3 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย (ตกช่วงเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคม) ถ้าปีใดมีเดือนอธิกมาส คือ มีเดือน 8 สองหน (ปีอธิกมาส) ก็เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน 3 หลัง (วันเพ็ญเดือน 4)
วันมาฆบูชาได้รับการยกย่องเป็นวันสำคัญทางศาสนาพุทธ เนื่องจากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 2,500 กว่าปีก่อน คือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ท่ามกลางที่ประชุมมหาสังฆสันนิบาตครั้งใหญ่ในพระพุทธศาสนา โดยมีเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน 4 ประการ คือ พระสงฆ์สาวก 1,250 รูปได้มาประชุมพร้อมกันยังวัดเวฬุวันโดยมิได้นัดหมาย, พระสงฆ์ที่มาประชุมทั้งหมดเป็น "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" หรือผู้ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง, พระสงฆ์ที่มาประชุมล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญา 6, และวันดังกล่าวตรงกับวันเพ็ญมาฆปุรณมีดิถี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ดังนั้น จึงเรียกวันนี้อีกอย่างหนึ่งว่า "วันจาตุรงคสันนิบาต" หรือ วันที่มีการประชุมพร้อมด้วยองค์ 4
เดิมนั้นไม่มีพิธีมาฆบูชาในประเทศพุทธเถรวาท จนมาในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) พระองค์ได้ทรงปรารภถึงเหตุการณ์ครั้งพุทธกาลในวันเพ็ญเดือน 3 ดังกล่าวว่า เป็นวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญยิ่ง ควรประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นที่ตั้งแห่งความศรัทธาเลื่อมใส จึงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชกุศลมาฆบูชาขึ้น การประกอบพระราชพิธีคงคล้ายกับวันวิสาขบูชา คือ มีการบำเพ็ญพระราชกุศลต่าง ๆ และมีการพระราชทานจุดเทียนตามประทีปเป็นพุทธบูชาในวัดพระศรีรัตนศาสดารามและพระอารามหลวงต่าง ๆ เป็นต้น ในช่วงแรก พิธีมาฆบูชาคงเป็นการพระราชพิธีภายใน ยังไม่แพร่หลายทั่วไป ต่อมา ความนิยมจัดพิธีมาฆบูชาจึงได้ขยายออกไปทั่วราชอาณาจักร
ปัจจุบัน วันมาฆบูชาได้รับการประกาศให้เป็นวันหยุดราชการในประเทศไทย โดยพุทธศาสนิกชนทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ พระสงฆ์และประชาชนประกอบพิธีต่าง ๆ เช่น การตักบาตร การฟังพระธรรมเทศนา การเวียนเทียน เป็นต้น เพื่อบูชารำลึกถึงพระรัตนตรัยและเหตุการณ์สำคัญดังกล่าวที่ถือได้ว่า เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประทานโอวาทปาฏิโมกข์ ซึ่งกล่าวถึงหลักคำสอนอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้แก่ การไม่ทำความชั่วทั้งปวง การบำเพ็ญความดีให้ถึงพร้อม และการทำจิตของตนให้ผ่องใส เพื่อเป็นหลักปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนทั้งมวล
นอกจากนี้ ในปี พ.ศ. 2549 รัฐบาลไทยได้ประกาศให้วันมาฆบูชาเป็น "วันกตัญญูแห่งชาติ" เนื่องจากในสังคมไทยปัจจุบัน หญิงสาวมักเสียตัวในวันวาเลนไทน์ หลายหน่วยงานจึงพยายามรณรงค์ให้วันมาฆบูชาเป็นวันแห่งความรัก (อันบริสุทธิ์) แทน
ในปี พ.ศ. 2558 วันมาฆบูชาตรงกับ วันพุธที่ 4 มีนาคม ปีนี้ เป็นปีอธิกมาส ตรงกับวัน ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4
วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
พระพิฆเนศ นครนายก
เมื่อปีที่แล้วผมได้อ่านข่าวเรื่องที่จะมีการขายที่ดิน ที่เป็นที่ตั้งขององคืพระพิฆเนศ ที่จังหวัดนครนายก ให้กับโรงงานที่อยู่แถวๆนั้น หลังจากมีปัญหาเรื่องที่ดินกันมายาวนาน ในรายละเอียดตื้นลึกหนาบางยังไงนั้นผมเองก็ไม่ทราบได้ ว่าสรุปสุดท้ายจะลงเอยกันอย่างไร แต่ที่แน่ๆผมขอไปเก็บภาพพระพิฆเนศที่จังหวัดนครนายกมาเป็นที่ระลึกเสียก่อน ต่อไปถึงจะยังคงอยู่หรือว่าจะย้ายที่ยังไงก็ค่อยปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตไปครับ วันนี้ไปสักการะเสียก่อนก็แล้วกัน
ตามธรรมเนียมครับ ต้องไปค้นหาสาระความรู้เพิ่มเติมมาให้อ่านเพิ่มเติมกันอีกนิดหน่อยด้วยเดี๋ยวจะว่าไม่มีสาระ 555
อุทยานพระพิฆเนศ
ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกประชาเกษม หมู่ 11 ถนนนครนายก-น้ำตกสาริกา ต.สาริกา อ.เมือง จ.นครนายก เป็นที่ประดิษฐานเทวรูปพระพิฆเณศวรขนาดใหญ่ มีความสูงถึง 9 เมตร
สถานที่แห่งนี้จัดสร้างโดย พระราชพิพัฒน์โกศล หรือ หลวงพ่อเณร เจ้าอาวาสวัดศรีสุดาราม บางขุนนนท์ กรุงเทพฯ
ภายใน อุทยานพระพิฆเณศ ผู้ศรัทธาจะพบกับความอลังการของเทวรูปพระพิฆเนศขนาดมหึมา นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงพระพิฆเนศปางต่างๆ ถึง 108 ปาง
และ หอมหาเทพ ซึ่งประดิษฐานมหาเทพสูงสุดทั้ง 3 พระองค์คือ พระพรหม พระวิษณุ พระศิวะ
ที่มา http://www.siamganesh.com/nakornnayok.html
ตามธรรมเนียมครับ ต้องไปค้นหาสาระความรู้เพิ่มเติมมาให้อ่านเพิ่มเติมกันอีกนิดหน่อยด้วยเดี๋ยวจะว่าไม่มีสาระ 555
อุทยานพระพิฆเนศ
ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกประชาเกษม หมู่ 11 ถนนนครนายก-น้ำตกสาริกา ต.สาริกา อ.เมือง จ.นครนายก เป็นที่ประดิษฐานเทวรูปพระพิฆเณศวรขนาดใหญ่ มีความสูงถึง 9 เมตร
สถานที่แห่งนี้จัดสร้างโดย พระราชพิพัฒน์โกศล หรือ หลวงพ่อเณร เจ้าอาวาสวัดศรีสุดาราม บางขุนนนท์ กรุงเทพฯ
ภายใน อุทยานพระพิฆเณศ ผู้ศรัทธาจะพบกับความอลังการของเทวรูปพระพิฆเนศขนาดมหึมา นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงพระพิฆเนศปางต่างๆ ถึง 108 ปาง
และ หอมหาเทพ ซึ่งประดิษฐานมหาเทพสูงสุดทั้ง 3 พระองค์คือ พระพรหม พระวิษณุ พระศิวะ
ที่มา http://www.siamganesh.com/nakornnayok.html