วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2558

วัดสรศักดิ์ จังหวัดสุโขทัย

ตั้งอยู่ภายในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ใกล้ ศาลตาผาแดง และ วัดซ่อนข้าว สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย เมื่อปี พ.ศ. 1955 ประวัติและเรื่องราวของวัดได้ถูกจารึกลงใน ศิลาจารึกวัดสรศักดิ์ (ศิลาจารึกหลักที่ 49) ที่ได้ค้นพบใกล้กับบริเวณตระพังสอ เป็นจารึกหินชนวน รูปใบเสมา ซึ่งจารึกไว้เมื่อปี พ.ศ. 1960 ได้กล่าวไว้ว่า นายอินทรสรศักดิ์ ได้ขอพระราชทานที่ดินจาก ออกญาธรรมราชา (พระมหาธรรมราชาที่ 3) เจ้าเมืองสุโขทัย เพื่อสร้างวัดถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์


ครั้นสร้างเสร็จ ได้นิมนต์พระมหาเถรธรรมไตรโลกญาณทัสสี พระน้าของพระองค์ จากตำบลดาวขอน ให้มาจำพรรษาที่ ณ วัดแห่งนี้ ต่อมาปี พ.ศ. 1959 สมเด็จพระบรมราชาที่ 2 (เจ้าสามพระยา) แห่งกรุงศรีอยุธยา ขณะยังทรงพระเยาว์ ได้เสด็จมาบำเพ็ญพระราชกุศล พร้อมพระราชมารดาและพระมาตุจฉา (พระน้า) ที่เมืองสุโขทัย โดยพระมาตุจฉาได้เสด็จประทับยังพระตำหนักสนามเก่า ติดกับวัดสรศักดิ์

โบราณสถานภายในวัดสรศักดิ์ ประกอบด้วย

พระวิหาร ตั้งอยู่ส่วนหน้าของวัด เป็นพระวิหาร ขนาด 5 ห้อง เหลือเฉพาะส่วนฐานที่ก่อด้วยอิฐ และเสาที่ก่อด้วยศิลาแลง โกลนเป็นก้อนกลมก่อซ้อนกันเป็นรูปเสา

เจดีย์ประธานรูปช้างล้อม ตั้งอยู่ด้านหลังพระวิหาร เป็นเจดีย์ทรงระฆัง ก่อด้วยอิฐ รอบฐานประดับด้วยปูนปั้นรูปช้าง จำนวน 25 เชือก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพาหนะของพระเจ้าจักรพรรดิ (ชาติหนึ่งของพระพุทธเจ้า) เป็นตัวแทนของสัตว์พาหนะที่ค้ำจุนพระพุทธศาสนา ฐานเจดีย์เป็นรูปสี่เหลี่ยมหน้ากระดานยกสูง ประดับด้วยปูนปั้นรูปช้างทั้งสี่ด้าน ส่วนบนเป็นฐานกลม ลดหลั่นเป็นชั้นขึ้นไปถึงชั้นบัวถลา เหนือระฆังเป็นบัลลังก์ ก้านฉัตรและปลียอด

วัดสรศักดิ์ ตั้งอยู่ที่ ถนนทางหลวง 1113 ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย

หลวงพ่อเกษม เขมโก

หลวงพ่อเกษม เขมโก (นามเดิม เจ้าเกษม ณ ลำปาง) เป็นพระเถระและเกจิอาจารย์ ผู้เคร่งครัดในธุดงควัตร ปลีกวิเวก พุทธศาสนิกชนในจังหวัดลำปางและชาวไทยเคารพนับถือว่าท่านเป็นพระเถราจารย์ปูชนียบุคคลรูปหนึ่งของประเทศไทย และมีผู้มีความเคารพศรัทธาเป็นจำนวนมากในปัจจุบัน อีกทั้งท่านยังเป็นเจ้านายในราชวงศ์ทิพย์จักร ที่ออกผนวชอีกด้วย


http://www.siamsouth.com/smf/index.php?topic=30568.0

ประวัติ

หลวงพ่อเกษม เขมโก เดิมมีนามว่า เจ้าเกษม ณ ลำปาง ประสูติ เมื่อ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2455 ตรงกับวันพุธ เดือนยี่ (เหนือ) ปีชวด ร.ศ. 131 เป็นบุตรใน เจ้าน้อยหนู ณ ลำปาง (ภายหลังเปลี่ยนนามสกุลใหม่เป็น มณีอรุณ) รับราชการเป็นปลัดอำเภอ กับ เจ้าแม่บัวจ้อน ณ ลำปาง และเป็นราชปนัดดาในเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต เจ้าหลวงผู้ครองนครลำปางองค์สุดท้าย

สมัยตอนเด็กๆมีคนเล่าว่าท่านซนมากมีอยู่ครั้งหนึ่งท่านปีนต้นบ่ามั่น(ต้นฝรั่ง)เกิดผลัดตกจนมีแผลเป็นที่ศีรษะ เมื่อท่านอายุได้ 13 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร ซึ่งเป็นการบรรพชาหน้าศพ (บวชหน้าไฟ) ของเจ้าอาวาสวัดป่าดั๊ว 7 วันได้ลาสิกขาและท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรอีกครั้งเมื่ออายุ 15 ปีและจำวัดอยู่ที่วัดบุญยืน จังหวัดลำปาง ท่านได้ศึกษาด้านพระปรัยัติธรรมจนสามารถสอบนักธรรมชั้นโทได้ในปี พ.ศ. 2474 และได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในปีถัดมา โดยมีพระธรรมจินดานายก เจ้าอาวาสวัดบุญวาทย์วิหาร อดีตเจ้าคณะจังหวัดลำปาง เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านได้รับฉายาว่า "เขมโก" แปลว่า ผู้มีธรรมอันเกษม โดยพระภิกษุ เจ้าเกษม เขมโก ได้ศึกษาภาษาบาลีที่สำนักวัดศรีล้อม ต่อมาได้ย้ายมาศึกษาแผนกนักธรรมที่สำนักวัดเชียงราย

พ.ศ. 2479 ท่านสามารถสอบได้นักธรรมชั้นเอก ท่านเรียนรู้ภาษาบาลีจนสามารถเขียนและแปลได้ รวมทั้งสามารถแปลเป็นภาษาบาลีได้เป็นอย่างดี แต่ท่านไม่ยอมสอบเอาวุฒิ จนครูบาอาจารย์ทุกรูปต่างเข้าใจว่าพระภิกษุ เจ้าเกษม เขมโก ไม่ต้องการมีสมณะศักดิ์สูง ๆ เรียนเพื่อจะนำเอาวิชาความรู้มาใช้ในการศึกษาค้นคว้าพระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดาเท่านั้น

เมื่อสำเร็จทางด้านปริยัติธรรมแล้ว ท่านแสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ที่มีความรู้และมีความเชี่ยวชาญในด้านวิปัสสนา จนกระทั่ง ท่านทราบข่าวว่ามีพระเกจิรูปหนึ่งมีชื่อเสียงในด้านวิปัสสนา คือ ครูบาแก่น สุมโน ท่านจึงฝากตัวเป็นศิษย์ ท่านได้ตามครูบาแก่น สุมโน ออกท่องธุดงค์ไปแสวงหาความวิเวกและบำเพ็ญเพียรตามป่าลึก จนถึงช่วงเข้าพรรษาซึ่งพระภิกษุจำเป็นต้องยุติการท่องธุดงค์ชั่วคราวท่านจึงต้องแยกทางกับพระอาจารย์ และกลับมาจำพรรษาที่วัดบุญยืนตามเดิม พอครบกำหนดออก ก็ติดตามอาจารย์ออกธุดงค์บำเพ็ญภาวนา

ต่อมา เจ้าอธิการคำเหมย เจ้าอาวาสวัดบุญยืน มรณภาพลง ทางคณะสงฆ์ได้ประชุมกันเพื่อหาเจ้าอาวาสรูปใหม่และต่างลงความเห็นพ้องต้องกันเห็นควรว่า พระภิกษุ เจ้าเกษม เขมโก มีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งเจ้าอาวาส เมื่อท่านได้รับเลือกเป็นเจ้าอาวาสวัดบุญยืน ท่านก็ไม่ยินดียินร้าย แต่ท่านก็ห่วงทางวัดเพราะท่านเคยจำวัดนี้ ท่านเห็นว่าถือเป็นภารกิจทางศาสนาเพราะท่านเองต้องการให้พระศาสนานี้ดำรงอยู่ จึงยอมรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบุญยืน หลังจากนั้นท่านก็ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสหลายครั้งเนื่องจากท่านอยากจะออกธุดงค์ แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ ดังนั้น ท่านจึงออกจากวัดบุญยืนไปที่ศาลาวังทานพร้อมเขียนข้อความลาออกจากการเป็นเจ้าอาวาสไว้ด้วย

หลวงพ่อเกษม เขมโก เป็นพระสายวิปัสสนาธุระ ไม่ยึดติดแม้แต่สถานที่ ท่านได้ปฏิบัติธรรม ณ สุสานไตรลักษณ์ตลอดชนชีพ เป็นพระที่เป็นที่เคารพสักการะของคนในจังหวัดลำปางและทั่วประเทศ ท่านปฏิบัติศีลบริสุทธิ์ตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยไม่ติดยึดในกิเลสทั้งปวง หลวงพ่อเกษม เขมโก มรณภาพ ณ ห้องไอซียู โรงพยาบาลลำปาง จังหวัดลำปาง เมื่อเวลา 19:40 น. ของวันจันทร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2539 ซึ่งตรงกับวันแรม 11 ค่ำ เดือน 2 ยังความอาลัยเศร้าโศกเสียใจมายังหมู่สานุศิษย์ทั่วประเทศ ส่วนสรีระของท่านนั้นก็ยังความอัศจรรย์ด้วยเนื่องจากไม่เน่าเปื่อยเหมือนอย่างสังขารทั่วไป ทั้งยังเขียนป้ายบอกผู้ที่มาเคารพสรีระ ท่านด้วยว่าให้พนมมือไหว้ที่หน้าอกเพียงครั้งเดียวแล้วไม่ต้องกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์อย่างศพของพระเถระทั่วไปนับว่าท่าน นั้นถือสมถะเป็นอย่างมาก

วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2558

พระธาตุศรีสองรัก จังหวัดเลย

พระธาตุศรีสองรัก ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำหมัน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย สร้างขึ้นสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช เมื่อปี พ.ศ. 2103 เสร็จในปี พ.ศ. 2106


พระธาตุศรีสองรักสร้างขึ้นเพื่อ เป็นสักขีพยานในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างกรุงศรีอยุธยา(สมัยพระมหาจักรพรรดิ) และกรุงศรีสัตนาคนหุต (ปัจจุบันคือ เวียงจันทร์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว)

กษัตริย์ทั้งสองพระองค์ทรงครองราชสมบัติ ตรงกับสมัยที่พม่าเรืองอำนาจ และมีการรุกรานดินแดนต่าง ๆ เพื่อขยายอำนาจ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิและพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช จึงตกลงรวมกำลัง เพื่อต่อสู้กับพม่า จึงทรงกระทำสัตยาธิษฐานว่าจะไม่ล่วงล้ำดินแดนของกันและกัน และเพื่อเป็นที่ระลึกในการทำไมตรีต่อกัน จึงได้ร่วมกันสร้างพระธาตุศรีสองรักเพื่อเป็นสักขีพยาน ณ กึ่งกลางระหว่างแม่น้ำน่านและแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นรอยต่อของทั้งสองราชอาณาจักร

นอกจากนี้ภายในวัดยังมีพระพุทธรูปปางนาคปรก ศิลปะทิเบต หัวนาคปรกสร้างด้วยศิลา องค์พระพุทธรูปสร้างด้วยทองสัมริด มีหน้าตักกว้าง 21 นิ้ว สูง 30 นิ้ว

ทุกวันขึ้น 15 เดือน 6 ชาวอำเภอด่านซ้าย หรือ"ลูกผึ้งลูกเทียน" จะร่วมกันจัดงานสมโภชพระธาตุขึ้น โดยจะนำต้นผึ้ง มาถวายพระธาตุถือเป็นประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดขึ้นประจำทุกปี

วัดศรีชุม จังหวัดสุโขทัย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

วัดศรีชุม เป็นโบราณสถานในเขตอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จังหวัดสุโขทัย ตัววัดเป็นโบราณสถานตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงโม นอกกำแพงเมืองวัดนี้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์ใหญ่ซึ่งมีนามว่า "พระอจนะ" องค์พระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ในมณฑป พระพุทธอจนะ เป็นที่เลื่องลือถึงความศักดิ์สิทธิ์และมีมนต์เสน่ห์และเอกลักษณ์ชวนให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมและสักการะอย่างไม่ขาดสาย ในปัจจุบันทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ไม่ห่างจากตัวโบราณสถานนัก มีวัดสร้างใหม่มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษา ใช้ชื่อว่าวัดศรีชุมเช่นเดียวกัน


"วัดศรีชุม" มาจากคำเรียกพื้นเมืองเดิม ซึ่งหมายถึง ต้นโพธิ์ ดังนั้นชื่อ ศรีชุม จึงหมายถึงดงของต้นโพธิ์ แต่ในหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาที่เขียนในสมัยอยุธยาตอนปลาย ไม่เข้าใจความหมายนี้แล้ว จึงเรียกสถานที่นั้นว่า "ฤๅษีชุม"

วัดศรีชุมนั้น สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพ่อขุนรามคำแหง โดยปรากฏอยู่ในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 ว่า "เบื้องตีนนอนเมืองสุโขทัยนี้...............มีพระอจนะ มีปราสาท" พระประธานในมณฑปจึงมีชื่อว่า "พระอจนะ"

พระมณฑปกว้างด้านละ 32 เมตร สูง 15 เมตร ผนังหนา 3 เมตร ผนังด้านซ้ายเจาะเป็นทางทำบันได ในผนังขึ้นไปถึงหลังคา ตามฝาผนังอุโมงค์มีภาพเขียนเก่าแก่แต่เลอะเลือนเกือบหมด ภาพเขียนนี้มีอายุเกือบ 700 ปี เพดานผนังมีแผ่นหินชนวนสลักภาพลายเส้นเป็นเรื่องในชาดกต่างๆ มีจำนวน 50 ภาพ เรียงประดับต่อเนื่องกัน ทั้งหมดนี้ถือได้ว่าเป็นงานจิตรกรรมไทยที่เก่าแก่ที่สุด

ในสมัยอยุธยา เมื่อครั้งสมเด็จสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ประกาศอิสรภาพในปี พ.ศ. 2127 ที่เมืองแครง ทำให้หัวเมืองต่าง ๆ ยกเลิกการส่งส่วยให้กับพม่า แต่ยังมีเมืองเชลียง ( สวรรคโลก) ที่ไม่ยอมทำตามพระราชโองการของพระองค์ พระองค์จึงนำทัพเสด็จมาปราบเมืองเชลียง และได้มีการมาชุมนุมทัพที่วัดศรีชุมแห่งนี้ก่อนที่จะไปตีเมืองเชลียง และด้วยการรบในครั้งนั้นเป็นการรบระหว่างคนไทยกับคนไทยด้วยกัน ทำให้เหล่าทหารไม่มีกำลังใจในการรบไม่อยากรบ สมเด็จพระนเรศวรจึงได้วางแผนสร้างกำลังใจให้กับทหาร โดยการให้ทหารคนหนึ่งปีนบันไดขึ้นไปทางด้านหลังองค์พระ และพูดให้กำลังใจแก่เหล่าทหาร ทำให้ทหารเกิดกำลังใจที่จะต่อสู้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดตำนานพระพูดได้ที่วัดศรีชุมแห่งนี้ และพระนเรศวรยังได้มีการทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาขึ้นที่วัดแห่งนี้ด้วย

ตามหลักฐานระบุว่าวัดแห่งนี้ได้มีการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยพระเจ้าลิไท และมีการดูแลบูรณะเรื่อยมา สันนิษฐานว่าวัดนี้ได้ถูกทิ้งร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย จนกระทั่งในสมัย รัชกาลที่ 9 ได้มีโครงการบูรณปฏิสังขรณ์ ในปี พ.ศ. 2495 โดยเริ่มมีการบูรณะพระพุทธรูปพระอจนะ โดยศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี และอาจารย์เขียน ยิ้มสิริ วัดจึงอยู่ในสภาพที่เห็นในปัจจุบัน

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

อ้ายเหนื่อยเหลือเกิน

หลายปีมาแล้ว สมัยที่ในรถยนต์ยังไม่มีเครื่องเล่น CD มีแต่ช่องใส่ตลับเทป กับวิทยุ FM ตอนนั้นวิทยุชุมชนก็ยังไม่มี มีแต่คลื่นหลักไม่กี่คลื่น ปีนั้นผมทำงานอยู่ที่จังหวัดตรัง ทุกๆวันผมจะขับรถทำงานไปทั่วจังหวัด แล้วแต่ว่าจะได้รับแจ้งมาให้ไปทำงานตรงจุดไหน วันหนึ่งผมหมุนหาคลื่นเปิดวิทยุฟังไปเรื่อยๆ จนมาได้ฟังท่อนอินโทรของเพลงนี้

ตอนแรกผมคิดว่าเป็นเพลงโทรหาแหน่เด้อ ของต่าย อรทัย ที่กำลังดังเลยหยุดฟัง ( อินโทรคล้ายกันจริงๆนะ) แต่พอได้ยินเสียงร้อง กลายเป็นผู้ชาย แต่ก็ไม่จบเพลง ฟังแค่ท่อนแรก แล้วก็มีเสียง นักจัดรายการพูดขึ้น เลยได้รู้ว่า เพลงนี้เป็นเพลงเปิดรายการของนักจัดรายการที่ชื่อ นที ศรีตรัง

รายการนี้จะจัดช่วงบ่ายๆของทุกวัน ( เสาร์ อาทิตย์ ไม่แน่ใจ ไม่ได้ฟัง เพราะผมกลับบ้านที่สุราษฎร์) ผมติดตามฟังอยู่หลายวัน จนรู้ชื่อเพลง และนักร้อง เพราะนักจัดรายการบอกว่า เข้ากับชีวิตของเขามากและชอบเป็นพิเศษ เลยนำมาเป็นเพลงเปิดรายการ ผมเองก็ฟังอยู่ทุกวัน จนได้ไฟล์เพลง มาฟังจนจบ และฟังมาตลอดจนถึงทุกวันนี้

เพลงนี้ทำให้ผมรู้จักชื่อ คำมอด พรขุนเดช นักร้องชื่อแปลกๆ แต่เสียงดี เมื่อเริ่มหาเพลงของคำมอด มาฟังก็ยิ่งชอบ จนวันหนึ่งคำมอด ก็เริ่มเป็นที่รู้จักกับเพลง วิ่งว่าว แต่สำหรับผมแล้ว พอจะคุยกับคนอื่นได้ว่า รู้จักมานานแล้ว เพราะว่าคำมอดมีเพลงดีๆมากมาย เป็นเพลงที่มีความหมายดีเยี่ยม รวมทั้งมีเสียงร้องที่ไพเราะ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้ได้รับเลือกให้เป็นนักร้องประจำรถของผม อยู่หลายปี

และที่น่าประหลาดใจคือเพลงของคำมอดที่ผมชอบและฟังในรถมายาวนานหลายปี เพลงที่สร้างความสุขและกำลังใจในชีวิตแทบทุกเพลง เป็นฝีมือของครูเพลงเมืองบุรีรัมย์ อาจารย์ สัญญาลักษณ์ ดอนศรี หรือ อาจารย์ ส. ที่มีชื่อเสียงโด่งดังกับ เพลง มอเตอร์ไซค์ฮ่าง ดาวมหาลัย มันต้องถอนและอีกมากมาย

ดังนั้นเมื่อมีโลกโซเชียล ผมจึงเป็นผู้ติดตามเฟซอาจารย์ ส. อย่างที่เรียกว่าขาดไม่ได้ ตามอ่านทุกวันทุกเรื่องราว อาจารย์ ส. เป็นคนน่ารักมาก เวลาที่เจอกันได้นั่งคุยกัน จะได้รับสาระความรู้ และความอบอุ่นเป็นกันเองอย่างมาก จนแทบจะหอบผ้าหนีตามเลยทีเดียว อย่าว่าแต่สาวๆเลยครับ ขนาดผมเป็นผู้ชายยังเคลิ้มๆไปเป็นระยะๆ

วันนี้เลยนำเพลงนี้มาให้ฟังกัน เพลงดีๆ ไพเราะ ถึงขายไม่ได้ อย่างที่ อาจารย์ ส. เคยว่าไว้ แต่มันประทับใจคนฟัง และฟังได้ยาวนาน เป็นหนึ่งในเพลงอมตะในดวงใจของผมเลยครับ

ลองฟังกันดูนะครับ

https://youtu.be/yrLVrmUqWm0