ในระยะเวลาสองเดือนกว่าๆที่ผ่านมา ผมมีภาระกิจเพิ่มเติมจากงานปกติมากขึ้นอีกเล็กน้อย แต่มันก็มากพอที่จะทำให้ชีวิตของผมเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร นั่นก็คือผมต้องดูแลพื้นที่เพิ่มขึ้นในบางส่วนของจังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วนในจังหวัดกระบี่ก็ดูแลเต็มพื้นที่เหมือนเดิม
ในช่วงแรกๆที่เริ่มทำงานในหน้าที่ใหม่นั้นก็ดูเหมือนจะสบายๆไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่พอผ่านเข้าสัปดาห์ที่สองเท่านั้นเองครับ ผมก็เริ่มมีปัญหา
ปัญหาที่ว่าก็คือ ปัญหาจากสภาพอากาศ สภาพอากาศที่แตกต่างกันมากมาย ในพื้นที่ที่ผมรับผิดชอบ ช่วงแรกมีพายุฝนฟ้าคะนองในแถบทะเลอันดามัน ฝนตกหนัก ผมต้องทำงานกลางฝนไปบ้างในบางเวลา แต่เมื่อผมเดินทางเข้ามาทำงานในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช แดดก็ร้อนเสียจนปรับตัวแทบไม่ทัน ยิ่งในสัปดาห์ที่สาม ที่ผมรับงานชิ้นนี้มานั้น ฝนตก แดด ออกอย่างไม่เป็นเวลา อยู่ดีๆ ฝนก็ตก อีกซักพักแดดก็ออก พอค่ำๆ ฝนก็ตกลงมาอีก
ดังนั้น ไม่ว่าจะมีใครบางคนเคยเรียกผมว่าคนเหล็ก หรือ มนุษย์หิน หรืออะไรๆอีกหลายๆอย่าง ก็ไม่อาจที่จะห้ามไม่ให้ผมป่วยได้ ผมป่วยมีไข้สูงพอสมควรแต่ไม่ถึงกับหนักมาก แต่ที่ร้ายที่สุดคือผมมีอาการไอ แพ้อากาศ ที่เต็มไปด้วยฝุ่น ในที่ทำงาน ทั้งๆที่ทางบริษัทให้อุปกรณ์ป้องกันไว้หมดแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถจะป้องกันสิ่งเหล่านี้ได้ทั้งหมด สรุปว่าผมต้องนอนซมอยู่กับบ้าน เพื่อให้อาการป่วยของผมดีขึ้น แต่เมื่อมีงานเข้ามาผมก็ต้องออกไปทำงานตามปกติ
จนเมื่อเดือนที่แล้ว ผมมีเพื่อนร่วมงานเข้ามาอีกหนึ่งคน ที่มาทำงานอยู่กับผมเพื่อเรียนรู้ระบบงาน ก่อนที่จะแยกออกเป็นอีกหนึ่งทีม เพื่อที่จะได้แบ่งเบาการทำงานของผมลงไป แต่จะด้วยสาเหตุอะไรก้ไม่ทราบได้ เพื่อนผมก็ออกอาการป่วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นสภาพในการทำงานของเราทั้งคู่จึงมีสภาพไม่ต่างอะไรกันกับ ไก่ที่ติดเชื้อ อหิวาห์ สองตัว ที่ต้องเดินทางตะลอนๆไปทำงานกันทั้งกลางวันและกลางคืน
นอกจากนี้มนุษย์ที่ไม่เคยเจ็บไม่เคยป่วย อีกคนหนึ่ง ที่ผมมักจะโทรไปปรึกษาเสมอๆเวลาที่ผมเจ็บป่วยก็มามีอาการเหมือนๆกันเสียอีก นั่นคือเป็นไข้ และเจ็บคออย่างหนัก ดังนั้นผมจึงขาดที่ปรึกษาสำคัญไปเสียอีก ผมจึงต้องหาวิธีรักษาอาการป่วยของผมด้วยตัวเอง แต่ผมก็เลือกที่จะไม่ไปโรงพยาบาลครับ ผมคิดว่า อาการป่วยแบบนี้ มันต้องมีวิธีรักษาที่ดีกว่าการไปหามอ จ่ายเงิน ค่ายา เอายามากิน แน่ๆ อยู่ที่ว่าผมจะหาเจอหรือเปล่าเท่านั้นเอง
อาการเจ็บคอของผมนั้น มันเจ็บแบบ เหมือนมีแผลอยู่ในคอ ถ้าอยู่เฉยๆก็จะไม่เป็นไร แต่ถ้า พูดคุยนานๆ ก็จะไออย่างน่ากลัว และเจ็บร้าวไปทั้งตัวเลยครับ ร่างกายก็ร้อนๆอยู่ตลอดเวลา มันอึดอัดไปหมด ไม่ว่าจะเดินหรือทำงานมันเฉื่อยๆชาๆ ไปเสียหมดอ่อนเพลีย ตัวร้อน และไปอย่างน่ากลัวอยู่ตลอดเวลา
วันหนึ่งผมต้องไปงานเลี้ยงที่จังหวัดนครศรีธรรมราช แม่ของน้องที่นั่นถามผมว่า ผมป่วยมีอาการอย่างไรบ้าง พอผมบอกอาการเสร็จ แกก็ขับมอเตอร์ไซค์หายไป แล้วกลับมาพร้อมกับยา ห้าเม็ด สีสันสวยงามมากๆ พร้อมกับบอกให้ผมกินพร้อมกันในคราวเดียวกัน เดี๋ยวก็จะหาย
หลังจากที่ผมกินยาทั้งห้าเม็ดนั้นไปได้ซักครู่ มนุษย์ตัวใหญ่ๆแบบผมก็ฟุบหลับลงไปทันที เมื่อตื่นขึ้นมาก็ต้องนั่งทบทวนอยู่แป๊บนึงว่า ตอนนี้ผมอยู่ที่ไหน นี่ถ้ากินตอนจะขับรถละก็ มีหวังได้เหลือแต่ชื่อแน่นอนครับ และเมื่อตื่นขึ้นมาอาการร้อนๆหนาวๆก็หายไปเป็นปลิดทิ้งเช่นกัน แต่เมื่อมาถึงบ้านทุกอย่างก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม
คราวนี้ ผมได้ยาเป็นยาที่ทำมาจาก ฟ้าทะลายโจร ของพ่อ อ่านข้างๆขวดบอกว่าให้กินครั้งละ สองถึงสามเม็ด หลังอาหาร ผมลองกินอยู่สามสี่ครั้งก็ไม่ดีขึ้นซ้ำยังดูเหมือนว่า มันจะแย่ลงกว่าเดิมเสียอีก
คราวนี้ผมเริ่มอ่อนเพลียเพิ่มมากขึ้น งานก็มากขึ้นเพราะมีพายุกระหน่ำเข้ามาในพื้นที่ภาคใต้ ฝั่งอันดามัน ฝนตกทุกวัน แถมบางวันผมต้องกลายเป็น คนสองทะเล เดินทางจากฝั่งอ่าวไทยไปอันดามัน แล้วกลับมาฝั่งอ่าวไทยอีกที ทำให้สภาพร่างกายของผมดูแย่ลงไปมากขึ้นเรื่อย เหตุการณ์ก็คงจะคล้ายๆกับเมื่อ ห้าปีที่แล้วที่ใครๆก็จะถามผมว่า เป็นอะไร อยู่ที่ไหน กินข้าว หรือยัง กินยาหรือยัง และสารพัดคำถามที่จะให้ผมตอบ ทั้งๆที่ผมบอกว่าผมเจ็บคอถ้าพูดมากๆ ผมก็จะไอและปวดเจ็บไปทั้งตัว
จนเมื่อถึงขีดสุดของอาการเจ็บนั้น ผมไอออกมามีลิ่มเลือดติดออกมาด้วย มันทำให้ผมรู้แล้วว่า อาการของผมมันหนักมากแล้ว ผมคงต้องขอลาหยุดไปนอนให้พยาบาล จับมือ เจาะเลือดเล่นๆซักสองสามวันเป็นแน่แท้ แต่ก็เหมือนกับมีอะไรมาดลใจให้ผมได้เจอกับหนังสือเล่มหนึ่ง หนังสือที่เปลี่ยนแนวชีวิตของผมไปเป็นอย่างมาก นั่นก็คือ หนังสือ ต.คนฉบับเดือนสิงหาคมครับ
ในหนังสือมีเรื่องราวของหมอเขียว ที่รักษาโรคด้วยพืชและการปรับสภาพร่างกาย ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ลองไปหามาอ่านกันดูนะครับ ดีมากจริงๆ ผมกับเพื่อนที่ทำงานด้วยกันก็เริ่มทดลองทำตาม พร้อมทั้งซื้อไปฝากพี่ที่ป่วยอยู่ที่สุราษฎร์ธานีด้วยอีกหนึ่งเล่ม เพื่อที่จะได้ทดลองรักษาตัวเองกัน เพราะพี่คนนั้นโทรมาบอกกับผมว่า ไปหาหมอที่โรงพยาบาล แล้วเอายามากิน กินจนยาหมดแล้วอาการก็ไม่ดีขึ้นเลย ดังนั้นเมื่อผมนำหนังสือเล่มนี้ไปฝาก พี่คนนี้ก็เลยทดลองปฏิบัติดูด้วยเช่นกัน
ผมเริ่มต้นจากการลดการกินอาหารที่มีฤทธิ์ร้อน อย่างพวกแกงพริก แกงคั่ว ต่างๆที่แถวๆภาคใต้บ้านผมนิยมชมชอบกันเป็นอย่างมาก ลดการดื่มเครื่องดื่มต่างๆ ลงมาเป็นน้ำเปล่า (ดื่ม คาราบาวแดงอยู่บ้างในบางวัน) กินผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของผม ที่มีฤทธิ์ร้อนอยู่ภายใน ผมเลือกกินแก้วมังกร เพราะที่บ้านมีอยู่พอสมควร ผมกินแก้วมังกรเป็นอาหารมื้อเย็น กินผักให้มากขึ้น กินกล้วยน้ำว้า ไม่กินกล้วยหอม เพราะร่างกายของผมต้องการอาหารที่เป็นความเย็นเข้าไปลดอุณหภูมิ ของความร้อนในร่างกาย
ผมไม่กินอาหารมื้อเย็น นอกจากผลไม้ ลดปริมาณเนื้อลง เพิ่มส่วนที่เป็นผักให้มากขึ้น ผมทำกับข้าวกินเอง ใช้แตงกวามาผัดกับไข่ โดยไม่ใส่กระเทียม กินอาหารแบบไม่ปรุงเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นข้าวแกงหรือ ก๋วยเตี๋ยว ที่กินตามร้านต่างๆในเวลาที่ออกไปทำงาน มาแบบไหนก็กินแบบนั้น ดื่มน้ำมากขึ้นกว่าแต่ก่อนเกือบเท่าตัว
สามวันผ่านไปหลังจากที่ผมเริ่มทำการรักษาตัวเอง ร่างกายผมเบาลงกว่าแต่ก่อน ถึงจะรู้สึกทรมานไปบ้างในตอนค่ำที่ไม่ได้กินอาหาร แต่พอตื่นเช้าขึ้นมาก็ไม่มีอาการหิว การขับถ่ายเป็นไปอย่างปกติ ปัสสาวะออกมาไม่เป็นสีเหลือง เหมือนแต่ก่อน เริ่มรู้สึกหนาว ขึ้นมาในเวลาที่สมควรจะหนาว ทั้งๆที่เมื่อก่อนเวลานอนในโรงแรมที่ต่างจังหวัดผมเปิดแอร์ 15 องศา แต่ยังต้องถอดเสื้อนอนอยู่บ้างในบางครั้ง
สัปดาห์ต่อมา ผมเริ่มกินอาหารน้อยลง เวลาทำงานร่างกายจะขับเหงื่อออกมามากขึ้น ทำให้รู้สึกโล่ง ตัวเบา สบายตัวกว่าแต่ก่อน ทั้งๆที่มีคนบอกกับผมว่า ทำงานแบบผม ต้องกินเยอะๆ กินน้อยๆแบบนี้ ไม่มีแรงทำงานหรอก ต้องกินเนื้อสัตว์ให้มากมันจะได้มีโปรตีน ถ้ากินผักกับผลไม้มากๆร่างกายจะไม่มีแรง จะทำงานไม่ไหว แต่เมื่อผมทดลองทำผมก็ยังทำงานไหวอยู่และดูเหมือนกับว่าร่างกายของผมจะดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก
แต่กว่าจะถึงช่วงนี้ผมรู้เลยว่าร่างกายของผมต้องขับสารพิษออกจากร่างกายของผมอย่างหนัก เพราะผมเองไม่เคยใช้ชีวิตแบบนี้มาก่อน ผมกินไม่เป็นเวลา บางครั้งมื้อเช้ากินตอนบ่ายสอง มื้อสุดท้าย กินตอนตีสามตีสี่ อยู่บ่อยครั้ง ทำให้ร่างกายของผมมันเจ็บป่วยเพราะใช้ร่างกายแบบไม่ปล่อยให้มันได้พักเลย
ทุกวันนี้ในตู้เย็นที่บ้านผมจะมีสารพัดผักที่จะเอามาทำอาหาร มีผลไม้มากมายมาแทนที่ ไส้กรอก หมูบด และมาม่า และไม่ต้องเสียเวลากับร้านสะดวกซื้อในขณะเดินทางเหมือนเมื่อก่อน และเมื่อถามพี่คนที่ผมซื้อหนังสือไปฝากก็ได้รับคำตอบเหมือนๆกัน นั่นก็คือ หายป่วยแบบเด็ดขาดไม่มีอาการเจ็บคอ ตัวร้อนอีกเลย
ผมจึงสรุปเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นกับตัวผมและคนรอบข้างว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะตัวเราเอง การดูแลสุขภาพที่ถูกวิธีไม่จำเป็นต้องกิน อาหารเสริมขวดละพัน แค่กินให้พอดี และ กินให้ถูกต้องตามความต้องการของร่างกายตัวเองแค่นี้ก็ทำให้สุขภาพดีขึ้นมาได้แล้ว และเมื่อการกินที่ดีบวกกับการออกกำลังกายยิ่งทำให้สุขภาพร่างกายของเราแข็งแรงได้โดยไม่ต้องพึ่งอาหารเสริมใดๆเลยครับ
ที่ผมบ่นๆมาทั้งหมดนี้อาจจะเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับใครบางคน หรือเป็นเรื่องที่หลายๆคนทำอยู่แล้ว แต่ที่ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นก็เพื่อจะบอกกับคนที่ยังไม่รู้หรือคนที่ยังไม่ได้ทำครับ ลองปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตกันดูนะครับ ร่างกายแข็งแรงขึ้นจริงๆนะครับ ใช้เงินน้อยลงมาก มื้อหนึ่งไม่เกินสามสิบบาท แต่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าการกินอาหารเสริมราคาแพงมากมายเลยครับ
นภดล www.siamsouth.com
วันศุกร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2553
วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ใบกระท่อม หางกั้ง
ใบกระท่อม หางกั้ง
ต้นฉบับที่ http://www.siamsouth.com
ผมสารภาพว่าในชีวิตผมที่ผ่านมาสามสิบกว่าปีมานี้ ผมไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อนเลย ผมรู้แค่ว่าใบกระท่อมที่คนแถวๆนี้กินกันอยู่มีแบบก้านเขียวก้านแดงเท่านั้น มีคนบอกว่า ใบกระท่อมก้านแดงกินแล้วจะมึนๆกว่าใบกระท่อมก้านเขียว แต่สำหรับผมแล้ว กินแบบไหนก็เหมือนกันครับ ประมาณว่าไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับสิ่งที่กินเข้าไปซักเท่าไหร่
บางคนที่บังเอิญเข้ามาอ่านเจอบทความนี้อาจจะคิดว่า ทำไมวันนี้ผมถึงพูดเรื่องของใบกระท่อม ใบกระท่อมมันผิดกฎหมายนี่นา แล้วทำไมถึงเอามาเขียนในลักษณะแบบนี้ ผมเองก็รู้อยู่นะครับว่าใบกระท่อมมันผิดกฎหมาย แต่มันก็เพิ่งจะมาผิดกฎหมายเอาเมื่อไม่กี่ปีมานี่เอง
กระท่อม เป็นพืชล้มลุก ที่จัดเป็น ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ตามความใน พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 7 ยาเสพติดให้โทษ ซึ่งสิ่งเสพติดในประเภท 5 ได้แก่ กัญชา และพืชกระท่อม
คนรุ่นปู่รุ่นพ่อของผมยังกินใบกระท่อมกันเป็นเรื่องปกติ กินวันละไม่กี่ใบ กินแล้วทำงาน ไม่ใช่เอามาต้มกินให้เมาแบบเด็กๆในปัจจุบันนี้ ถ้าใบกระท่อมผิดกฎหมาย เราลองย้อนกลับไปในสมัย "เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย" กันดูซักนิดนะครับ สมัยนั้นท่านผู้นำ ห้ามคนแก่กินหมาก ห้ามเล่นดนตรีไทย ด้วยสาเหตุที่ว่ามันล้าสมัย ทำให้คนในสมัยนั้นแทบจะลงแดงตายกันไปถ้วนหน้า แต่พอถึงปัจจุบันนี้ก็ยังมีคนกินหมากอยู่ทั่วไป ทั้งๆที่ช่วงนั้นมันก็ผิดกฏหมายเช่นกัน
พูดถึงยุคนั้นแล้วใครที่เคยดูหนังเรื่องโหมโรง คงจะยังพอเข้าใจว่า ความรันทดในสิ่งที่ถูกบังคับให้หลงลืมความเป็นไทยของเราไปนั้นมันเจ็บปวดแค่ไหน ศิลปวัฒนธรรมที่เราสร้างสมกันมายาวนาน ถูกบีบบังคับด้วยคำว่าล้าสมัย ยิ่งมาถึงยุคนี้สมัยนี้ ยุคที่ฝรั่งครองเมือง ขีดเส้นชี้ทางให้เราเดินตาม คนที่มีจิตสำนึกในความเป็นไทยอยู่บ้างก็คงจะเริ่มอึดอัด แต่ก็เป็นแค่บางคนเท่านั้น บางคนยังยกย่องฝรั่งเป็นพระเจ้า เป็นเทวดาอยู่ทุกวัน ฝรั่งทำอะไรถูกไปเสียหมด คนแบบนั้นเราก็คงต้องทำใจแล้วปล่อยให้เขาดำเนินชีวิตไปตามแบบที่เขาต้องการครับ อย่าไปยุ่งกับเขาเลย
ผลการศึกษาหลายแห่งสรุปว่า
การใช้ใบกระท่อมในขนาดยาต่ำ ให้ผลกระตุ้นประสาท
ส่วนการใช้ขนาดยาสูง ให้ผลกดประสาท
เนื้อแท้ของใบกระท่อมแล้วนั้น มันมีสารเสพติดอยู่บ้างก็จริง แต่ผมคิดเอาเองนะครับว่า คงจะพอๆกันกับ กาแฟ ที่พวกเรากินประจำ น้ำอัดลมยี่ห้อดัง มีคาเฟอีนอยู่ในปริมาณที่มากพอสมควร น้ำชาเขียว ที่เราซื้อติดมือออกมาจากร้านสะดวกซื้อที่เปิด 24 ชั่วโมงนั้น ลองอ่านดูที่ข้างขวดจะเห็นถึงปริมาณของ คาเฟอีน ที่มากพอที่จะบั่นทอนสุขภาพเราได้อย่างไม่ยากลำบากมากมายนัก
แต่สองสามอย่างที่ผมยกมาอ้างนั้น มันเป็นของถูกกฎหมาย และจ่ายภาษีถูกต้อง เราเลยแกล้งลืมๆไป ทำเป็นไม่สนใจ รวมทั้งสื่อต่างๆก็ช่วยกันล้างสมองผู้บริโภค ที่โง่จริงๆหรือแกล้งโง่แบบพวกเราว่า มันมีสารต่อต้านตัวต้นเหตุของมะเร็ง แล้ว..เราก็เป็นเหยื่อของมัน
ที่บ่นๆมาทั้งหมดก็เพื่อจะบอกว่า คนที่กินใบกระท่อมในตอนนี้ไม่ใช่ว่าจะเป็นคนไม่ดี แต่ที่กลายเป็นคนผิดก็เพราะกฏหมายบอกว่าผิด ดังนั้นคนกินใบกระท่อมจึงต้องหลบๆซ่อนๆ แต่ก็ยังพอหาได้ตามหัวไร่ปลายนา พอให้ไม่ลงแดงตายกันไปเสียก่อนที่มันจะพลิกกลับขึ้นมาอยู่บนดินเหมือนเช่นแต่ก่อน

ใบกระท่อมรูปหางกั้ง
สมัยผมเรียน ปวส ผมเคยไปบ้านน้องคนหนึ่ง ที่บ้านของน้องคนนี้มีอาชีพปลูกกระท่อมขายครับ ปลูกแบบยกร่องใส่ปุ๋ยดูแลกันแบบเกษตรกรที่ปลูกมะม่วงหรือชมพู่ ในสมัยนี้ทีเดียว ช่วงบ่ายๆพ่อจะเข้าไปเก็บ แม่จะทำเป็นพับๆ แบบใบพลูแล้วเอาใส่ตะกร้า พายเรือออกมาส่งที่ตลาดท่าข้าม แต่ทุกวันนี้ผมกลับเข้าไปแถวนั้นก็ไม่เห็นแล้วครับ ต้นกระท่อมเหล่านั้นโดนโค่นทิ้งไปพร้อมๆกับความเข้มงวดของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจนหมด
เรื่องใบกระท่อม ยังมีอีกเรื่องที่อยากจะเล่าให้ฟัง ประมาณ ห้า หก ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมยังทำงานในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ไปกลับ สุราษฎร์ - ภูเก็ต เป็นว่าเล่น วันหนึ่งพี่หมูชวนผมไปเติมน้ำมัน Gen ที่ถลาง วันนั้นผมไม่ค่อยสบาย เลยบอกให้พี่หมูแวะที่ร้านค้าแถวๆข้างทาง ร้านที่พวกคนขับรถทางไกลจะทราบกันดีว่า ที่หน้าร้านจะมีใบกระท่อมใส่กระติกไว้คอยบริการลูกค้าอยู่เป็นประจำทุกวัน
วันนี้ผมเดินไปซื้อ เอ็มร้อยห้าสิบสองขวดแล้วหยิบใบกระท่อมมาสามสี่ใบ กะว่าจะเผื่อพี่หมูด้วย แต่พี่หมูปฏิเสธ ใบกระท่อม แกบอกว่าแกไม่เคยกิน คราวนี้เมื่อผมกินเอ็มร้อยห้าสิบ "หวน" ใบกระท่อม คำว่า หวน เป็น กริยาในภาษาใต้ หมายถึงการกินตามไปทันที เช่น กินยาแล้วหวนน้ำ หมายถึง กินยาแล้วดื่มน้ำตามเข้าไปทันที คำว่ากินเอ็มร้อยห้าสิบหวนใบกระท่อม ก็จะหมายถึง การกินใบกระท่อมแล้วดื่มเอ็มร้อยห้าสิบตามเข้าไปทันที
เมื่อผมกินเรียบร้อยมีใบกระท่อมเหลืออยู่สองใบ ไม่รู้จะเอาไว้ที่ไหน ผมก็เลยเอาใส่ไว้ในสมุดทะเบียนรถ กะว่าจะเก็บไว้กินตอนเย็น อีกรอบ แต่แล้วผมก็ลืมครับ ลืมกิน ลืมหยิบออกไปทิ้ง แต่วันรุ่งขึ้น ผมมีงานด่วนต้องไปภูเก็ตอีกรอบ คราวนี้ไปคนเดียว เมื่อมาถึงบริเวณแยกถลาง ผมเจอ ตำรวจเรียกตรวจ ตำรวจก็ดันขอดูคู่มือทะเบียนรถขึ้นมา ผมก็เปิดลิ้นชักด้านหน้าแล้วหยิบออกมาเปิดให้ตำรวจดู นอกจากทะเบียนรถแล้ว สิ่งที่อยู่ในสมุดคือ ใบกระท่อม ที่ยังเขียวๆอยู่สองใบ ตำรวจถามผมว่า "มีเยอะมั๊ย" "มีอยู่สองใบนี่ละครับ" พี่ตำรวจแกยิ้มแล้วบอกให้ผมไปได้ ...รอดมาหวุดหวิด ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม สงสัยพี่แกจะกินกระท่อมเหมือนกัน เลยปล่อยผมด้วยความรู้สึกที่ว่า "พวกเดียวกัน"
มาถึงเรื่องใบกระท่อมหางกั้งกันบ้าง ถึงผมจะกินใบกระท่อม แต่ก็ไม่กินแบบมืออาชีพ นั่นก็คือมีก็กินไม่มีก็ไม่เป็นไร ดังนั้นผมจึงไม่ได้สังเกตอะไรมากมาย จนช่วงที่ผมไปงานศพพ่อของเพื่อนที่ทำงานที่จังหวัดตรัง พ่อของเพื่อนผมคนนี้คงจะนิยมในรสชาดของใบกระท่อมอยู่พอสมควร จึงปลูกต้นกระท่อมไว้ที่หลังบ้านซะเลย ต้นกระท่อมต้นนี้พวกเราได้อาศัยกินเพิ่มพลังงานอยู่บ่อยๆในสมัยที่จังหวัดตรังยังไม่โอนไปให้ภาคใต้ตอนล่างดูแล ดังนั้นเมื่อกลับมาที่บ้านนี้อีกครั้งผมจึงเดินเข้าไปเก็บมาฝากพี่สมพร
"นี่ๆๆน้องนภเหอ ใบท่อมหางกั้งพันนี้ เมาหรอย" เสียงพี่พรบอกกับผม ผมจึงหันไปดู พี่พรเลยอธิบายว่าใบกระท่อมแบบนี้ เรียกว่าใบกระท่อมหางกั้ง คนทั่วๆไปจะเชื่อว่ามันมีความเข้มข้นสูง กินเข้าไปแล้วให้พลังงานมากกว่าปกติ จนถึงขนาดทำให้มึน เมา ได้มากกว่าใบกระท่อมทั่วไป
วันนี้ผมได้ความรู้ใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกแล้ว ความรู้ที่หาเรียนไม่ได้ในห้องเรียน ความรู้ที่ต้องอาศัยความสนใจในสิ่งรอบๆข้างถึงจะได้เห็น ถึงจะได้รู้ ขอบคุณคนเก่าเล่าเรื่องในวันนี้ เป็นอย่างมากที่เล่าเรื่องราวแบบนี้ให้ผมได้มาเล่าต่อ ให้คนอื่นๆได้รู้ (ช่วงนี้เอาพี่สมพรมาหากินเยอะเป็นพิเศษ)
ไว้วันหน้ามีเรื่องราวอะไรที่น่าสนใจผมจะมาเล่าให้ฟังกันอีกนะครับ
นภดล 19/7/2553
ต้นฉบับที่ http://www.siamsouth.com
ผมสารภาพว่าในชีวิตผมที่ผ่านมาสามสิบกว่าปีมานี้ ผมไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อนเลย ผมรู้แค่ว่าใบกระท่อมที่คนแถวๆนี้กินกันอยู่มีแบบก้านเขียวก้านแดงเท่านั้น มีคนบอกว่า ใบกระท่อมก้านแดงกินแล้วจะมึนๆกว่าใบกระท่อมก้านเขียว แต่สำหรับผมแล้ว กินแบบไหนก็เหมือนกันครับ ประมาณว่าไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับสิ่งที่กินเข้าไปซักเท่าไหร่
บางคนที่บังเอิญเข้ามาอ่านเจอบทความนี้อาจจะคิดว่า ทำไมวันนี้ผมถึงพูดเรื่องของใบกระท่อม ใบกระท่อมมันผิดกฎหมายนี่นา แล้วทำไมถึงเอามาเขียนในลักษณะแบบนี้ ผมเองก็รู้อยู่นะครับว่าใบกระท่อมมันผิดกฎหมาย แต่มันก็เพิ่งจะมาผิดกฎหมายเอาเมื่อไม่กี่ปีมานี่เอง
กระท่อม เป็นพืชล้มลุก ที่จัดเป็น ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ตามความใน พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 7 ยาเสพติดให้โทษ ซึ่งสิ่งเสพติดในประเภท 5 ได้แก่ กัญชา และพืชกระท่อม
คนรุ่นปู่รุ่นพ่อของผมยังกินใบกระท่อมกันเป็นเรื่องปกติ กินวันละไม่กี่ใบ กินแล้วทำงาน ไม่ใช่เอามาต้มกินให้เมาแบบเด็กๆในปัจจุบันนี้ ถ้าใบกระท่อมผิดกฎหมาย เราลองย้อนกลับไปในสมัย "เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย" กันดูซักนิดนะครับ สมัยนั้นท่านผู้นำ ห้ามคนแก่กินหมาก ห้ามเล่นดนตรีไทย ด้วยสาเหตุที่ว่ามันล้าสมัย ทำให้คนในสมัยนั้นแทบจะลงแดงตายกันไปถ้วนหน้า แต่พอถึงปัจจุบันนี้ก็ยังมีคนกินหมากอยู่ทั่วไป ทั้งๆที่ช่วงนั้นมันก็ผิดกฏหมายเช่นกัน
พูดถึงยุคนั้นแล้วใครที่เคยดูหนังเรื่องโหมโรง คงจะยังพอเข้าใจว่า ความรันทดในสิ่งที่ถูกบังคับให้หลงลืมความเป็นไทยของเราไปนั้นมันเจ็บปวดแค่ไหน ศิลปวัฒนธรรมที่เราสร้างสมกันมายาวนาน ถูกบีบบังคับด้วยคำว่าล้าสมัย ยิ่งมาถึงยุคนี้สมัยนี้ ยุคที่ฝรั่งครองเมือง ขีดเส้นชี้ทางให้เราเดินตาม คนที่มีจิตสำนึกในความเป็นไทยอยู่บ้างก็คงจะเริ่มอึดอัด แต่ก็เป็นแค่บางคนเท่านั้น บางคนยังยกย่องฝรั่งเป็นพระเจ้า เป็นเทวดาอยู่ทุกวัน ฝรั่งทำอะไรถูกไปเสียหมด คนแบบนั้นเราก็คงต้องทำใจแล้วปล่อยให้เขาดำเนินชีวิตไปตามแบบที่เขาต้องการครับ อย่าไปยุ่งกับเขาเลย
ผลการศึกษาหลายแห่งสรุปว่า
การใช้ใบกระท่อมในขนาดยาต่ำ ให้ผลกระตุ้นประสาท
ส่วนการใช้ขนาดยาสูง ให้ผลกดประสาท
เนื้อแท้ของใบกระท่อมแล้วนั้น มันมีสารเสพติดอยู่บ้างก็จริง แต่ผมคิดเอาเองนะครับว่า คงจะพอๆกันกับ กาแฟ ที่พวกเรากินประจำ น้ำอัดลมยี่ห้อดัง มีคาเฟอีนอยู่ในปริมาณที่มากพอสมควร น้ำชาเขียว ที่เราซื้อติดมือออกมาจากร้านสะดวกซื้อที่เปิด 24 ชั่วโมงนั้น ลองอ่านดูที่ข้างขวดจะเห็นถึงปริมาณของ คาเฟอีน ที่มากพอที่จะบั่นทอนสุขภาพเราได้อย่างไม่ยากลำบากมากมายนัก
แต่สองสามอย่างที่ผมยกมาอ้างนั้น มันเป็นของถูกกฎหมาย และจ่ายภาษีถูกต้อง เราเลยแกล้งลืมๆไป ทำเป็นไม่สนใจ รวมทั้งสื่อต่างๆก็ช่วยกันล้างสมองผู้บริโภค ที่โง่จริงๆหรือแกล้งโง่แบบพวกเราว่า มันมีสารต่อต้านตัวต้นเหตุของมะเร็ง แล้ว..เราก็เป็นเหยื่อของมัน
ที่บ่นๆมาทั้งหมดก็เพื่อจะบอกว่า คนที่กินใบกระท่อมในตอนนี้ไม่ใช่ว่าจะเป็นคนไม่ดี แต่ที่กลายเป็นคนผิดก็เพราะกฏหมายบอกว่าผิด ดังนั้นคนกินใบกระท่อมจึงต้องหลบๆซ่อนๆ แต่ก็ยังพอหาได้ตามหัวไร่ปลายนา พอให้ไม่ลงแดงตายกันไปเสียก่อนที่มันจะพลิกกลับขึ้นมาอยู่บนดินเหมือนเช่นแต่ก่อน
ใบกระท่อมรูปหางกั้ง
สมัยผมเรียน ปวส ผมเคยไปบ้านน้องคนหนึ่ง ที่บ้านของน้องคนนี้มีอาชีพปลูกกระท่อมขายครับ ปลูกแบบยกร่องใส่ปุ๋ยดูแลกันแบบเกษตรกรที่ปลูกมะม่วงหรือชมพู่ ในสมัยนี้ทีเดียว ช่วงบ่ายๆพ่อจะเข้าไปเก็บ แม่จะทำเป็นพับๆ แบบใบพลูแล้วเอาใส่ตะกร้า พายเรือออกมาส่งที่ตลาดท่าข้าม แต่ทุกวันนี้ผมกลับเข้าไปแถวนั้นก็ไม่เห็นแล้วครับ ต้นกระท่อมเหล่านั้นโดนโค่นทิ้งไปพร้อมๆกับความเข้มงวดของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจนหมด
เรื่องใบกระท่อม ยังมีอีกเรื่องที่อยากจะเล่าให้ฟัง ประมาณ ห้า หก ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมยังทำงานในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ไปกลับ สุราษฎร์ - ภูเก็ต เป็นว่าเล่น วันหนึ่งพี่หมูชวนผมไปเติมน้ำมัน Gen ที่ถลาง วันนั้นผมไม่ค่อยสบาย เลยบอกให้พี่หมูแวะที่ร้านค้าแถวๆข้างทาง ร้านที่พวกคนขับรถทางไกลจะทราบกันดีว่า ที่หน้าร้านจะมีใบกระท่อมใส่กระติกไว้คอยบริการลูกค้าอยู่เป็นประจำทุกวัน
วันนี้ผมเดินไปซื้อ เอ็มร้อยห้าสิบสองขวดแล้วหยิบใบกระท่อมมาสามสี่ใบ กะว่าจะเผื่อพี่หมูด้วย แต่พี่หมูปฏิเสธ ใบกระท่อม แกบอกว่าแกไม่เคยกิน คราวนี้เมื่อผมกินเอ็มร้อยห้าสิบ "หวน" ใบกระท่อม คำว่า หวน เป็น กริยาในภาษาใต้ หมายถึงการกินตามไปทันที เช่น กินยาแล้วหวนน้ำ หมายถึง กินยาแล้วดื่มน้ำตามเข้าไปทันที คำว่ากินเอ็มร้อยห้าสิบหวนใบกระท่อม ก็จะหมายถึง การกินใบกระท่อมแล้วดื่มเอ็มร้อยห้าสิบตามเข้าไปทันที
เมื่อผมกินเรียบร้อยมีใบกระท่อมเหลืออยู่สองใบ ไม่รู้จะเอาไว้ที่ไหน ผมก็เลยเอาใส่ไว้ในสมุดทะเบียนรถ กะว่าจะเก็บไว้กินตอนเย็น อีกรอบ แต่แล้วผมก็ลืมครับ ลืมกิน ลืมหยิบออกไปทิ้ง แต่วันรุ่งขึ้น ผมมีงานด่วนต้องไปภูเก็ตอีกรอบ คราวนี้ไปคนเดียว เมื่อมาถึงบริเวณแยกถลาง ผมเจอ ตำรวจเรียกตรวจ ตำรวจก็ดันขอดูคู่มือทะเบียนรถขึ้นมา ผมก็เปิดลิ้นชักด้านหน้าแล้วหยิบออกมาเปิดให้ตำรวจดู นอกจากทะเบียนรถแล้ว สิ่งที่อยู่ในสมุดคือ ใบกระท่อม ที่ยังเขียวๆอยู่สองใบ ตำรวจถามผมว่า "มีเยอะมั๊ย" "มีอยู่สองใบนี่ละครับ" พี่ตำรวจแกยิ้มแล้วบอกให้ผมไปได้ ...รอดมาหวุดหวิด ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม สงสัยพี่แกจะกินกระท่อมเหมือนกัน เลยปล่อยผมด้วยความรู้สึกที่ว่า "พวกเดียวกัน"
มาถึงเรื่องใบกระท่อมหางกั้งกันบ้าง ถึงผมจะกินใบกระท่อม แต่ก็ไม่กินแบบมืออาชีพ นั่นก็คือมีก็กินไม่มีก็ไม่เป็นไร ดังนั้นผมจึงไม่ได้สังเกตอะไรมากมาย จนช่วงที่ผมไปงานศพพ่อของเพื่อนที่ทำงานที่จังหวัดตรัง พ่อของเพื่อนผมคนนี้คงจะนิยมในรสชาดของใบกระท่อมอยู่พอสมควร จึงปลูกต้นกระท่อมไว้ที่หลังบ้านซะเลย ต้นกระท่อมต้นนี้พวกเราได้อาศัยกินเพิ่มพลังงานอยู่บ่อยๆในสมัยที่จังหวัดตรังยังไม่โอนไปให้ภาคใต้ตอนล่างดูแล ดังนั้นเมื่อกลับมาที่บ้านนี้อีกครั้งผมจึงเดินเข้าไปเก็บมาฝากพี่สมพร
"นี่ๆๆน้องนภเหอ ใบท่อมหางกั้งพันนี้ เมาหรอย" เสียงพี่พรบอกกับผม ผมจึงหันไปดู พี่พรเลยอธิบายว่าใบกระท่อมแบบนี้ เรียกว่าใบกระท่อมหางกั้ง คนทั่วๆไปจะเชื่อว่ามันมีความเข้มข้นสูง กินเข้าไปแล้วให้พลังงานมากกว่าปกติ จนถึงขนาดทำให้มึน เมา ได้มากกว่าใบกระท่อมทั่วไป
วันนี้ผมได้ความรู้ใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกแล้ว ความรู้ที่หาเรียนไม่ได้ในห้องเรียน ความรู้ที่ต้องอาศัยความสนใจในสิ่งรอบๆข้างถึงจะได้เห็น ถึงจะได้รู้ ขอบคุณคนเก่าเล่าเรื่องในวันนี้ เป็นอย่างมากที่เล่าเรื่องราวแบบนี้ให้ผมได้มาเล่าต่อ ให้คนอื่นๆได้รู้ (ช่วงนี้เอาพี่สมพรมาหากินเยอะเป็นพิเศษ)
ไว้วันหน้ามีเรื่องราวอะไรที่น่าสนใจผมจะมาเล่าให้ฟังกันอีกนะครับ
นภดล 19/7/2553
วันพุธที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
เอกลักษณ์ไทย
หลายๆวันมานี้ ท่านบรมครูวิเชียร คำเจริญ หรือครูลพ บุรีรัตน์ เป็นผู้ที่นำความสุขสดชื่นมาสู่ชีวิตผมเป็นอย่างมาก หลายๆวันที่ผมต้องเดินทางไกล ต้องทำอะไรๆที่มากมายเหลือเกิน แต่ในช่วงเวลาที่ดูเหมือนจะยาวนานในแต่ละวันที่น่าเบื่อของผมนั้น หมดไปกับเสียงเพลงของพี่ผึ้ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ ที่กลั่นกรองออกมาจากความสามารถระดับศิลปินแห่งชาติ ของครูลพ บุรีรัตน์ อย่างเพลง ทรัพย์สินคนเก่า และตอนนี้ที่ผมฟังติดต่อกันหลายๆรอบก็จะเป็นเพลง "เอกลักษณ์ไทย" ครับ
เพลงนี้เนื้อหาใจความ คำร้องทำนอง เข้าไปถึงส่วนลึกของหัวใจผมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะท่อนที่ว่า
"ไทยมิเคยเป็นทาส ให้ต่างชาติ มาคอยชี้เหนือชี้ใต้" มันเข้าไปสะกิดความรู้สึกส่วนลึกของ ตนไทยตัวเล็กๆคนหนึ่ง ที่มีนายจ้างส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติแบบผมเสียเหลือเกิน ฟังเพลงนี้แล้วรู้สึกภูมิใจในความเป็นไทยอย่างบอกไม่ถูก รู้สึก "รักในหลวง หวงประเทศ" ขึ้นมาอย่างเต็มกำลังทุกครั้งที่ได้ยิน ถ้ามีโอกาสผมอยากจะเข้าไปกราบท่านผู้ประพันธ์เพลงนี้ซักครั้ง กราบด้วยหัวใจที่เคารพและศรัทธาอย่างสูงสุด ที่ท่านได้สร้างสิ่งดีๆฝากไว้กับแผ่นดินไทยอย่างมากมายเหลือคณานับ
เพลงที่มีคุณค่าเหล่านี้สมควรเป็นอย่างยิ่งที่เราจะช่วยกันเผยแพร่ออกสู่วงกว้าง โดยไม่ต้องไปคำนึงถึงเรื่องผลประโยชน์ว่า ตอนนี้ใครเป็นผู้ขับร้องเมื่อเปิดแล้ว แผ่นของใครจะขายได้ หรือ เพลงของใครจะถูก Down Load เพราะถ้าเรามองในแง่ของความสร้างสรรค์และประโยชน์ในการปลูกฝังความเป็นไทย รักในหลวงหวงประเทศแล้วนั้น เพลงของ ครูลพ เป็นเพลงที่น่าจะเอามารวบรวมแล้วทำออกมาเป็นแผ่นมากกว่าเพลง รักชาติ ต่างๆที่ปั๊มกันออกมามากมายในตอนนี้เสียอีก แต่ก็ไม่ได้ว่าที่ทำอยู่มันไม่ดีนะครับ เพียงแต่ว่าถ้าเรากลับไปหาผลงานเก่าๆของครูลพ มาฟังกัน จะเห็นได้ว่า เพลงที่ครูลพ แต่ง มีเพลงที่เกี่ยวกับประเทศชาติ บ้านเมือง แลความสวยงามของชนบท ที่จะทำให้คนฟังรู้สึกรักในความเป็นไทยมากมายเหลือเกิน มากจนผมคิดว่า ถ้าทำอัลบั้มรวมเพลงแนวนี้ของครูลพ คงต้องทำกันหลายๆอัลบั้มเลยทีเดียว
คนเรานี่ก็แปลกนะครับ บางครั้งบางเวลาเราฟังเพลงนี้แล้วเรารู้สึกแบบนี้ แต่พออีกช่วงเวลาหนึ่งเราอาจจะรู้สึกไปอีกแบบก็ได้ นี่คือเสน่ห์ของศิลปะเชิงดนตรี กวี บทเพลง อย่างแท้จริง แต่ความรู้สึกนี้ไม่เคยแปรเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อยในยามที่ได้ฟังเพลงของครูลพ ไม่ว่าจะเป็นในแบบดั้งเดิม ที่พี่ผึ้งขับร้องไว้ หรือ แบบฉบับ ของ รัชนก ศรีโลพันธุ์ ที่ขับร้องได้ดีไม่แพ้กัน ผมชอบทั้งสองคนเลยครับ เสียงร้องเข้ากับบทเพลงที่ต้องการสื่อสาร ฟังกี่ครั้งมันก็ไม่ขัดหู ขัดใจ ขัดความรู้สึก ขอชื่นชมทุกท่านที่มีส่วนร่วมกับเพลงนี้ในส่วนที่เป็นผลงานของรัชนก ด้วยนะครับ ทั้งคนเลือกเพลง เลือกนักร้อง รวมทั้งคนเรียบเรียงดนตรี ในอัลบั้ม ดวงจันทร์กลางดวงใจ มันเป็นส่วนผสมที่ลงตัวมากมาย ไม่มาก ไม่น้อยจนเกินไป เป็นเพลงที่น่ารักมากมาย ฟังไปยิ้มไปจริงๆ
ขอบคุณอีกครั้งครับสำหรับผลงานดีๆชิ้นนี้ และจะอดไม่ได้กับการที่จะยกข้อความหรือคำพูดที่ตรงกันข้ามกับเรื่องราวทั้งหมดที่เกี่ยวกับเพลงนี้ให้กับเพลง เห็นหมีหนูไหม เพลงนรก ที่ไม่มีอะไรที่จะสมควรเรียกว่าเพลงเลยครับ ฟังเพลงเอกลักษณ์ไทยที่ขับร้องโดยรัชนก ศรีโลพันธุ์ แล้วจะรู้ว่า เพลงที่ดี นั้นเป็นอย่างไร
การแต่งเพลงร้องเพลงฟังเพลง ก็เหมือนการสร้างวัตถุมงคลนั่นละครับ เจตนาดี วัตถุประสงค์ดี อาจารย์ที่ปลุกเสกเป็นพระดี วัตถุมงคลก็ขลัง และศักดิ์สิทธิ์ แต่ถ้าเจตนาไม่ดี คนสร้างเลว คนปลุกเสกเป็นอลัชชี แล้วแบบนี้วัตถุมงคลจะขลังได้อย่างไร
เพลงก็เหมือนกันครับ เห็นหมีหนูไหม ถ้าใครคิดว่าเพลงนี้มีเจตนาดีแล้วละก็แสดงว่าท่านมีความสามารถที่เข้าร่วมงานกับทางภาครัฐในเรื่องการเจรจาปรองดองได้ครับลองไปติดต่อดูท่านอาจจะได้งานทำก็ได้ครับ และในเมื่อเจตนาไม่ดี วัตถุประสงค์ก็ต้องไม่ดีด้วย คือ หวังจะออกมาขายอย่างเดียว ไม่ได้เน้นถึงคุณภาพ แถมคนร้องก็ไม่ใช่ว่าเสียงจะดีมากมาย เมื่อครบองค์ประกอบ เจตนาไม่ดี วัตถุประสงค์ไม่ดี คนสร้างไม่ดี แล้วแบบนี้ จะไปฟังมันทำไม
คือถ้าคิดว่าสนุกๆ ก็เอาไว้ฟังกันเองที่บ้านหรือเฉพาะกลุ่มก็ได้ครับ ไม่ต้องเอามาใส่ไว้ในที่สาธารณะแล้วให้หน้าม้ามาชมกันเอง
เปลี่ยนเรื่องดีกว่าครับ เพราะ หมี ไม่มีในเอกลักษณ์ไทยครับ มาฟังเพลงให้สบายใจกันดีกว่าครับ ผมแค่อยากจะบอกว่า ถ้าใครฟังเพลงนี้แล้วมีความรู้สึก คล้อยตามบ้างแม้แต่เพียงเล็กน้อย ก็จะเข้าใจครับว่าทำไมช่วงนี้ผมเกลียดหมี และนักร้องสองคนนั้นรวมทั้งค่ายเพลงที่ทำเพลงแบบนั้นออกมาเสียเหลือเกิน
ฟังเพลงได้ที่ http://www.bunnarak.com/index.php?topic=272.0
เอกลักษณ์ไทย - รัชนก ศรีโลพันธุ์
หลายร้อยปีดีดักเอกลักษณ์ คนไทยทราบไปทั้งโลก
รอยยิ้มบนหน้า เหมือนหนึ่งว่า มิมีทุกข์โศก คนไทยเหมือนคนมีโชค ถูกโฉลกโลกทุกสมัย
เคารพคน สูงกว่า แหละศรัทธา ในครูผู้เคยสอนให้
ไม่ทิ้งพ่อแม่ เลี้ยงดูแลให้แกชื่นใจ สิบนิ้วน้อม พนมไหว้ เคารพผู้ใหญ่ เป็นอาจิณ
รักในหลวง ห่วงประเทศอยู่ไม่จาง ประเทศไทยตั้งแต่สร้าง มิเคยว่าง พระเจ้าแผ่นดิน
เอกลักษณ์นี้ ฟ้าประจักษ์และโลกได้ยิน ว่าไทยในทั้งธานินทร์ พระเจ้าแผ่นดิน คือหัวใจ
ไทยมิเคยเป็นทาส ให้ต่างชาติ มาคอยชี้เหนือชี้ใต้ เอกลักษณ์หนึ่ง ซึ้งอยู่ในหัวใจคนไทย
เรามีวัดงามไกลใกล้ มีพระสอนให้ เราทำดี
เพลงนี้เนื้อหาใจความ คำร้องทำนอง เข้าไปถึงส่วนลึกของหัวใจผมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะท่อนที่ว่า
"ไทยมิเคยเป็นทาส ให้ต่างชาติ มาคอยชี้เหนือชี้ใต้" มันเข้าไปสะกิดความรู้สึกส่วนลึกของ ตนไทยตัวเล็กๆคนหนึ่ง ที่มีนายจ้างส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติแบบผมเสียเหลือเกิน ฟังเพลงนี้แล้วรู้สึกภูมิใจในความเป็นไทยอย่างบอกไม่ถูก รู้สึก "รักในหลวง หวงประเทศ" ขึ้นมาอย่างเต็มกำลังทุกครั้งที่ได้ยิน ถ้ามีโอกาสผมอยากจะเข้าไปกราบท่านผู้ประพันธ์เพลงนี้ซักครั้ง กราบด้วยหัวใจที่เคารพและศรัทธาอย่างสูงสุด ที่ท่านได้สร้างสิ่งดีๆฝากไว้กับแผ่นดินไทยอย่างมากมายเหลือคณานับ
เพลงที่มีคุณค่าเหล่านี้สมควรเป็นอย่างยิ่งที่เราจะช่วยกันเผยแพร่ออกสู่วงกว้าง โดยไม่ต้องไปคำนึงถึงเรื่องผลประโยชน์ว่า ตอนนี้ใครเป็นผู้ขับร้องเมื่อเปิดแล้ว แผ่นของใครจะขายได้ หรือ เพลงของใครจะถูก Down Load เพราะถ้าเรามองในแง่ของความสร้างสรรค์และประโยชน์ในการปลูกฝังความเป็นไทย รักในหลวงหวงประเทศแล้วนั้น เพลงของ ครูลพ เป็นเพลงที่น่าจะเอามารวบรวมแล้วทำออกมาเป็นแผ่นมากกว่าเพลง รักชาติ ต่างๆที่ปั๊มกันออกมามากมายในตอนนี้เสียอีก แต่ก็ไม่ได้ว่าที่ทำอยู่มันไม่ดีนะครับ เพียงแต่ว่าถ้าเรากลับไปหาผลงานเก่าๆของครูลพ มาฟังกัน จะเห็นได้ว่า เพลงที่ครูลพ แต่ง มีเพลงที่เกี่ยวกับประเทศชาติ บ้านเมือง แลความสวยงามของชนบท ที่จะทำให้คนฟังรู้สึกรักในความเป็นไทยมากมายเหลือเกิน มากจนผมคิดว่า ถ้าทำอัลบั้มรวมเพลงแนวนี้ของครูลพ คงต้องทำกันหลายๆอัลบั้มเลยทีเดียว
คนเรานี่ก็แปลกนะครับ บางครั้งบางเวลาเราฟังเพลงนี้แล้วเรารู้สึกแบบนี้ แต่พออีกช่วงเวลาหนึ่งเราอาจจะรู้สึกไปอีกแบบก็ได้ นี่คือเสน่ห์ของศิลปะเชิงดนตรี กวี บทเพลง อย่างแท้จริง แต่ความรู้สึกนี้ไม่เคยแปรเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อยในยามที่ได้ฟังเพลงของครูลพ ไม่ว่าจะเป็นในแบบดั้งเดิม ที่พี่ผึ้งขับร้องไว้ หรือ แบบฉบับ ของ รัชนก ศรีโลพันธุ์ ที่ขับร้องได้ดีไม่แพ้กัน ผมชอบทั้งสองคนเลยครับ เสียงร้องเข้ากับบทเพลงที่ต้องการสื่อสาร ฟังกี่ครั้งมันก็ไม่ขัดหู ขัดใจ ขัดความรู้สึก ขอชื่นชมทุกท่านที่มีส่วนร่วมกับเพลงนี้ในส่วนที่เป็นผลงานของรัชนก ด้วยนะครับ ทั้งคนเลือกเพลง เลือกนักร้อง รวมทั้งคนเรียบเรียงดนตรี ในอัลบั้ม ดวงจันทร์กลางดวงใจ มันเป็นส่วนผสมที่ลงตัวมากมาย ไม่มาก ไม่น้อยจนเกินไป เป็นเพลงที่น่ารักมากมาย ฟังไปยิ้มไปจริงๆ
ขอบคุณอีกครั้งครับสำหรับผลงานดีๆชิ้นนี้ และจะอดไม่ได้กับการที่จะยกข้อความหรือคำพูดที่ตรงกันข้ามกับเรื่องราวทั้งหมดที่เกี่ยวกับเพลงนี้ให้กับเพลง เห็นหมีหนูไหม เพลงนรก ที่ไม่มีอะไรที่จะสมควรเรียกว่าเพลงเลยครับ ฟังเพลงเอกลักษณ์ไทยที่ขับร้องโดยรัชนก ศรีโลพันธุ์ แล้วจะรู้ว่า เพลงที่ดี นั้นเป็นอย่างไร
การแต่งเพลงร้องเพลงฟังเพลง ก็เหมือนการสร้างวัตถุมงคลนั่นละครับ เจตนาดี วัตถุประสงค์ดี อาจารย์ที่ปลุกเสกเป็นพระดี วัตถุมงคลก็ขลัง และศักดิ์สิทธิ์ แต่ถ้าเจตนาไม่ดี คนสร้างเลว คนปลุกเสกเป็นอลัชชี แล้วแบบนี้วัตถุมงคลจะขลังได้อย่างไร
เพลงก็เหมือนกันครับ เห็นหมีหนูไหม ถ้าใครคิดว่าเพลงนี้มีเจตนาดีแล้วละก็แสดงว่าท่านมีความสามารถที่เข้าร่วมงานกับทางภาครัฐในเรื่องการเจรจาปรองดองได้ครับลองไปติดต่อดูท่านอาจจะได้งานทำก็ได้ครับ และในเมื่อเจตนาไม่ดี วัตถุประสงค์ก็ต้องไม่ดีด้วย คือ หวังจะออกมาขายอย่างเดียว ไม่ได้เน้นถึงคุณภาพ แถมคนร้องก็ไม่ใช่ว่าเสียงจะดีมากมาย เมื่อครบองค์ประกอบ เจตนาไม่ดี วัตถุประสงค์ไม่ดี คนสร้างไม่ดี แล้วแบบนี้ จะไปฟังมันทำไม
คือถ้าคิดว่าสนุกๆ ก็เอาไว้ฟังกันเองที่บ้านหรือเฉพาะกลุ่มก็ได้ครับ ไม่ต้องเอามาใส่ไว้ในที่สาธารณะแล้วให้หน้าม้ามาชมกันเอง
เปลี่ยนเรื่องดีกว่าครับ เพราะ หมี ไม่มีในเอกลักษณ์ไทยครับ มาฟังเพลงให้สบายใจกันดีกว่าครับ ผมแค่อยากจะบอกว่า ถ้าใครฟังเพลงนี้แล้วมีความรู้สึก คล้อยตามบ้างแม้แต่เพียงเล็กน้อย ก็จะเข้าใจครับว่าทำไมช่วงนี้ผมเกลียดหมี และนักร้องสองคนนั้นรวมทั้งค่ายเพลงที่ทำเพลงแบบนั้นออกมาเสียเหลือเกิน
ฟังเพลงได้ที่ http://www.bunnarak.com/index.php?topic=272.0
เอกลักษณ์ไทย - รัชนก ศรีโลพันธุ์
หลายร้อยปีดีดักเอกลักษณ์ คนไทยทราบไปทั้งโลก
รอยยิ้มบนหน้า เหมือนหนึ่งว่า มิมีทุกข์โศก คนไทยเหมือนคนมีโชค ถูกโฉลกโลกทุกสมัย
เคารพคน สูงกว่า แหละศรัทธา ในครูผู้เคยสอนให้
ไม่ทิ้งพ่อแม่ เลี้ยงดูแลให้แกชื่นใจ สิบนิ้วน้อม พนมไหว้ เคารพผู้ใหญ่ เป็นอาจิณ
รักในหลวง ห่วงประเทศอยู่ไม่จาง ประเทศไทยตั้งแต่สร้าง มิเคยว่าง พระเจ้าแผ่นดิน
เอกลักษณ์นี้ ฟ้าประจักษ์และโลกได้ยิน ว่าไทยในทั้งธานินทร์ พระเจ้าแผ่นดิน คือหัวใจ
ไทยมิเคยเป็นทาส ให้ต่างชาติ มาคอยชี้เหนือชี้ใต้ เอกลักษณ์หนึ่ง ซึ้งอยู่ในหัวใจคนไทย
เรามีวัดงามไกลใกล้ มีพระสอนให้ เราทำดี
วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
สามก๊กในความทรงจำ ตอน สามพี่น้องเล่าปี่ กวนอู เตียวหุย
สามก๊กในความทรงจำ ตอน สามพี่น้องเล่าปี่ กวนอู เตียวหุย กลับมาอีกครั้งหลังจากหายไปหลายวันครับ
เล่าปี่เมื่อเห็นชาวบ้านออกไปเป็น "จีนมุง" อยู่ที่หน้าประตูเมือง ก็ออกไปดูกับเขาด้วยและได้อ่านข้อความในประกาศที่ติดอยู่ที่หน้าประตู อ่านไปอ่านมาก็ ถอนหายใจออกมา เล่าปี่คงจะถอนหายใจมากมายจนถึงขั้นเกือบจะปิดบัญชี จนทำให้ดังไปถึงชาย รางใหญ่ ตากลมโต คางใหญ่ ที่ยืนอยู่ด้านหลัง ชายผู้นั้น มีเสียงที่ดังปานฟ้าร้อง กิริยาดังม้าควบ เมื่อได้ยินเล่าปี่ถอนหายใจก็ถามขึ้นว่า
"ถอนหายใจทำไม" "เป็นชายชาติทหารไม่คิดช่วยชาติแล้วจะมาถอนหายใจทำไม"
เล่าปี่ซึ่งเป็นผู้มีสติปัญญาดีเลิศ ผู้ซึ่งมีสติปัญญาหลักแหลม ก็พลิกสถานการณ์ ที่จะต้องตอบคำถาม กลับเป็นผู้ถามแทน "ท่านละชื่ออะไร"
ชายผู้นั้นจึงตอบว่า ข้าชื่อ "เตียวหุย เอ๊กเต๊ก" อยู่บ้านตุ๊นก้วน มีทรัพย์สินมากมาย จัดได้ว่ามีฐานะร่ำรวยเลยทีเดียว มีกิจการมากมาย ร้านสุกร สุรา มีหมด ขาดแต่ดาวเทียม ที่ตอนนั้นประมูลมาทำไม่ได้ด้วยไม่มีเส้นสายภายในเหมือนใครบางคน แต่ถึงเราจะไม่ได้อยู่ในแวดวงโทรคมนาคม แต่เราก็มีจิตใจที่กว้างขวาง รักที่จะคบเพื่อนฝูงที่มีสติปัญญา ยิ่งวันนี้ข้ามายืนอยู่นานแล้ว ไม่เห็นใครเลยที่จะใส่ใจกับเรื่องบ้านเรื่องเมือง เพิ่งเห็นท่านเป็นคนแรกที่อ่านจดหมายน้อย ที่หน้าประตูแล้วมีอาการ จึงอยากจะสอบถามว่าท่านคิดเห็นเป็นประการใด
เล่าปี่จึงตอบว่า "เราเป็นเชื้อสายพระเจ้า ฮั่นเกงเต้ ในราชวงศ์ พระเจ้าฮั่นโกโจ ได้ยินข่าวว่า โจรโพกผ้าเหลือง มาทำร้ายคุกคามแผ่นดิน เลยคิดอาสาจะไปปราบโจร แต่ขัดสนว่า ข้ามันจน ไม่มีงบประมาณทั้ง งบประมาณแผ่นดิน งบลับ หรือ งบใต้โต๊ะ อย่างข้าราชการในประเทศแถวๆด้านล่างๆของเมืองจีนใช้กัน ดังนั้นจึงได้แต่ ถอนหายใจระบายอารมณ์เท่านั้น
เตียวหุยจึงว่า เรื่องเงินไม่ต้องห่วง เรามีเยอะเดี๋ยวเราจะให้งบท่านไปใช้เอง แต่ท่านต้องรับปากข้าว่าท่านจะไม่ใช้ผิดประเภทนะ เพราะถ้าท่านนำเงินบริจาคของข้าไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ แล้วถูก กกต ชี้มูลความผิดแล้วละก็..ความผิดถึงขั้นยุบพรรคเลยนะ
เล่าปี่ก็บอกว่า ท่านไม่ต้องห่วงข้าหรอก ถึงแม้ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น ข้าก็ปลอดภัยไม่มีปัญหาอยู่แล้ว เพราะข้าจะให้ กรรมการบริหารพรรค ดำเนินการแทน... ดังนั้นทั้งสองคนจึงชักชวนกันเข้าไปหาสุรามานั่งกิน นั่งคุย วางแผนกันว่าจะเอาอย่างไรกันต่อไปดี
ขระที่เริ่มตั้งวงดื่มไปได้ไม่นาน ดื่มไปคนละนิดแบบว่าไม่ต้องกลัวเครื่องตรวจแอลกอฮอร์ ตามข้างทาง ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งเข้ามาในร้านเหล้า แล้วตะโกนบอกคนขายเหล้า ให้รีบนำเหล้ามาให้โดยเร็ว โดยตนเองจะรีบไปอาสาแผ่นดิน เพื่อปราบโจรโพกผ้าเหลือง เล่าปี่นั่งสังเกตลักษณะท่าทางของชายผู้นั้นอยู่ก็เห็นว่า เป็นชายร่างสูงใหญ่ หน้าแดง ดวงตาเรียวยาว เข้าลักษณะที่ดี น่าจะทำความรู้จักไว้ เล่าปี่จึงเข้าไปชวน ชายผู้นั้นมาร่วมวงสุราด้วยกัน
"เราชื่อกวนอู" ชายผู้มาใหม่รายงานตัว หรือ อีกชื่อหนึ่งคือ หุนเตี๋ยง ( มีหลายชื่อคล้ายๆกับคนแถวๆนี้ที่เวลาไปจีบนักร้องจะใช้ชื่ออื่นๆ ที่ไม่ใช่ชื่อตัวเอง) ประวัติส่วนตัวก็เป็นคนเรียบร้อย บ้านเดิมอยู่ที่เมือง ฮอตั๋งไกเหลียง ในเมืองที่อยู่ มีคนๆหนึ่ง ถือว่าตนเองมีทรัพย์สินมาก มีพวกเยอะ จะรุกที่ดินสาธารณะ จะบุกป่าสงวน หรือจะข่มเหงชาวบ้าน อย่างไรก็ได้ เราทนไม่ได้จึงจัดการ ฆ่าเสีย แล้วหนีออกมาท่องเที่ยวไปตามเมืองต่างๆ จนได้มาเห็น จดหมายน้อยปิดอยู่ที่หน้าประตู เลยเข้ามาเพื่อจะสมัครไปเป็นทหารอาสา
เล่าปี่จึงแจ้งแก่กวนอูว่า ท่านคิดเช่นเดียวกับเราทั้งสอง ดังนั้นขอเชิญท่านทั้งสองไปที่บ้านเราเถิด เพื่อที่จะได้เตรียมการณ์ใดๆ เพื่ออาสาแผ่นดินกันต่อไป เล่าปี่พาทั้งสองคนเข้ามาที่สวนหลังบ้านอันเป็นที่สงบเงียบ มีดอกยี่โถ บานอยู่มากมาย ทั้งสามเห็นพ้องต้องกันว่า ถ้าจะทำการณ์ใหญ่ เราควรมาสาบานปฏิญาณตนต่อเทวดา ว่าจะไม่หักหลังกัน เวลาที่เป็นใหญ่หรือ ถีบหัวส่งเวลาที่มีผลประโยชน์เหมือนนักการเมืองในประเทสทางตอนใต้ของจีน ดังนั้นทั้งสามก็ชวนกันไปที่บ้านเตียวหุยกันก่อน เพื่อที่จะไปเอาเครื่องเซ่นบูชาเทวดา
เตียวหุยจัดเอาม้าขาว ควายดำ และข้าวของทั้งปวงมาจัดพิธีที่สวนดอกไม้บ้านเล่าปี่ จุดธูปเทียนบูชา เทวดา แล้วตั้งสัตย์สาบานว่าจะเป็นพี่น้องกันจนวันตาย จะช่วยกันทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เป็นสุข จะไม่ทิ้งกันจนวันตาย ถ้าใครไม่ซื่อสัตย์ขอให้เทวดาลงโทษได้ทันที (โดยไม่ต้องรอศาลรัฐธรรมนูญตีความ) และตามอายุทำให้เล่าปี่เป็นพี่เอื้อย กวนอูเป็นน้องกลาง เตียวหุย เป็นน้องสุดท้อง
เมื่อสาบานกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งสามก้เริ่มจัดตั้งกองกำลังของตัวเองทันที จัดเตรียมอุปกรณ์ อาวุธ เสบียงอาหาร นับรวมไพร่พลได้ สามร้อยเศษ ขาดแต่พาหนะที่จะใช้ทำศึก นั่นก็คือ ม้า ทั้งสามช่วยกันคิดหา ม้า รวมทั้งบอกกล่าวไปยังบ้านเมืองใกล้เคียงว่าที่นี่ขาดแคลนม้า ต้องการผู้สนับสนุนด่วน แต่สุดท้ายก็ยังหาไม่ได้ บางเมืองก็ตอบมาว่า เดี่ยวนี้ม้า ไม่มีแล้ว ท่านผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งตอนมีอำนาจ สร้างผลงานสุดยอดให้กับบ้านเมือง ด้วยการเปลี่ยนชื่อ ยาม้า เป็น ยาบ้า ไปซะแล้ว ( ด้วยความสัตย์ ทั้งชีวิตผมไม่เคยจดจำผลงานของท่านผู้นี้ได้เลย นอกจากเรื่องนี้ )
ดังนั้นสามพี่น้องจึงยังต้องดิ้นรนหาม้า กันต่อไป แต่แล้วเหมือนโชคช่วย เทวดาหนุนส่ง มีพ่อค้าม้าสองคน ชื่อ เตียวสิเผง กับ เล่าสง ต้อนม้าเข้ามาในเมือง แล้วบอกกับเล่าปี่ว่า ทั้งสองเป็นพ่อค้าม้ามาหลายปี แต่ปีนี้ออกไปค้าม้าไม่ได้ เนื่องจากขายสู้เจ้าหน้าที่ไม่ได้..(ไม่ใช่แล้ว) เนื่องจากพบโจรกลางทางไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ เล่าปี่จึงชักชวนทั้งสองเข้าไปในบ้าน ตั้งโต๊ะ เลี้ยงข้าวเลี้ยงสุราอย่างเต็มที่
และเมื่อพ่อค้าม้า ได้ทราบความคิดของ เล่าปี่ กวนอู และเตียวหุย แล้วก็ชื่นชมยินดีเป็นอย่างยิ่ง บอกว่าทั้งสามนั้นคิดเหมือนกันกับทั้งสองดังนั้นจึงยกม้า ห้าสิบตัว กับเงิน ห้าร้อยตำลึง เหล็กร้อยหาบ ให้กับกองกำลังของเล่าปี่ เล่าปี่เมื่อได้เหล้กมาแล้ว ก็หาช่างเหล็กฝีมือดีมาตีกระบี่ สำหรับถือ สองเล่ม กวนอูได้ง้าว ยาวสิบเอ็ดศอก หนักแปดสิบสองชั่ง ส่วนเตียวหุยได้ทวนยาวสิบศอก หนักแปดสิบห้าชั่ง ( เตียวหุยสั้นกว่ากวนอู แต่ใหญ่กว่านิดนึง) นอกจากนี้ยังทำเกราะ อานม้าสำหรับออกรบและเข้าไปเกลี่ยกล่อมชาวบ้านมาเพิ่มจนได้กำลังถึง ห้าร้อยคน
เมื่อมีกองกำลัง มีอาวุธ มีเงิน จะเข้าไปหาใคร ก็มีแต่คนต้อนรับ อยากให้เป็นหัวคะแนนให้ทั้งนั้น ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ต่อมา เจาเจ้ง จะพาทีมงานเล่าปี่เข้าไปพบ เล่าเอี๋ยน ที่เป็นเจ้าเมืองในขณะนั้น เมื่อสอบถามกันแล้ว เล่าเอี๋ยนรู้ว่า แซ่เล่า เหมือนกัน จึงรับเล่าปี่ไว้เป็นหลานชาย
พูดถึงเรื่องนี้ เล่าปี่อยู่ที่เมืองนี้มานาน เรียนหนังสือ ทำงานทำมาหากินอยู่นาน ติดแต่ว่า จน ไม่มีฐานะ ดังนั้นจึงไม่ได้มีโอกาสนับญาติกับเจ้าเมือง แต่พอ มีพรรคพวก มีกองกำลัง มีอาวุธ มีเงิน อยู่ดีๆก็ได้เป็นหลานชายเจ้าเมืองซะงั้น.. เหมือนกันทุกยุคทุกสมัยจริงๆเลยครับ
ไว้มาเล่าต่อในโอกาสหน้านะครับ
นภดล มณีวัต 11/7/2553
ต้นฉบับ http://www.siamsouth.com/smf/index.php?topic=16105.0
เล่าปี่เมื่อเห็นชาวบ้านออกไปเป็น "จีนมุง" อยู่ที่หน้าประตูเมือง ก็ออกไปดูกับเขาด้วยและได้อ่านข้อความในประกาศที่ติดอยู่ที่หน้าประตู อ่านไปอ่านมาก็ ถอนหายใจออกมา เล่าปี่คงจะถอนหายใจมากมายจนถึงขั้นเกือบจะปิดบัญชี จนทำให้ดังไปถึงชาย รางใหญ่ ตากลมโต คางใหญ่ ที่ยืนอยู่ด้านหลัง ชายผู้นั้น มีเสียงที่ดังปานฟ้าร้อง กิริยาดังม้าควบ เมื่อได้ยินเล่าปี่ถอนหายใจก็ถามขึ้นว่า
"ถอนหายใจทำไม" "เป็นชายชาติทหารไม่คิดช่วยชาติแล้วจะมาถอนหายใจทำไม"
เล่าปี่ซึ่งเป็นผู้มีสติปัญญาดีเลิศ ผู้ซึ่งมีสติปัญญาหลักแหลม ก็พลิกสถานการณ์ ที่จะต้องตอบคำถาม กลับเป็นผู้ถามแทน "ท่านละชื่ออะไร"
ชายผู้นั้นจึงตอบว่า ข้าชื่อ "เตียวหุย เอ๊กเต๊ก" อยู่บ้านตุ๊นก้วน มีทรัพย์สินมากมาย จัดได้ว่ามีฐานะร่ำรวยเลยทีเดียว มีกิจการมากมาย ร้านสุกร สุรา มีหมด ขาดแต่ดาวเทียม ที่ตอนนั้นประมูลมาทำไม่ได้ด้วยไม่มีเส้นสายภายในเหมือนใครบางคน แต่ถึงเราจะไม่ได้อยู่ในแวดวงโทรคมนาคม แต่เราก็มีจิตใจที่กว้างขวาง รักที่จะคบเพื่อนฝูงที่มีสติปัญญา ยิ่งวันนี้ข้ามายืนอยู่นานแล้ว ไม่เห็นใครเลยที่จะใส่ใจกับเรื่องบ้านเรื่องเมือง เพิ่งเห็นท่านเป็นคนแรกที่อ่านจดหมายน้อย ที่หน้าประตูแล้วมีอาการ จึงอยากจะสอบถามว่าท่านคิดเห็นเป็นประการใด
เล่าปี่จึงตอบว่า "เราเป็นเชื้อสายพระเจ้า ฮั่นเกงเต้ ในราชวงศ์ พระเจ้าฮั่นโกโจ ได้ยินข่าวว่า โจรโพกผ้าเหลือง มาทำร้ายคุกคามแผ่นดิน เลยคิดอาสาจะไปปราบโจร แต่ขัดสนว่า ข้ามันจน ไม่มีงบประมาณทั้ง งบประมาณแผ่นดิน งบลับ หรือ งบใต้โต๊ะ อย่างข้าราชการในประเทศแถวๆด้านล่างๆของเมืองจีนใช้กัน ดังนั้นจึงได้แต่ ถอนหายใจระบายอารมณ์เท่านั้น
เตียวหุยจึงว่า เรื่องเงินไม่ต้องห่วง เรามีเยอะเดี๋ยวเราจะให้งบท่านไปใช้เอง แต่ท่านต้องรับปากข้าว่าท่านจะไม่ใช้ผิดประเภทนะ เพราะถ้าท่านนำเงินบริจาคของข้าไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ แล้วถูก กกต ชี้มูลความผิดแล้วละก็..ความผิดถึงขั้นยุบพรรคเลยนะ
เล่าปี่ก็บอกว่า ท่านไม่ต้องห่วงข้าหรอก ถึงแม้ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น ข้าก็ปลอดภัยไม่มีปัญหาอยู่แล้ว เพราะข้าจะให้ กรรมการบริหารพรรค ดำเนินการแทน... ดังนั้นทั้งสองคนจึงชักชวนกันเข้าไปหาสุรามานั่งกิน นั่งคุย วางแผนกันว่าจะเอาอย่างไรกันต่อไปดี
ขระที่เริ่มตั้งวงดื่มไปได้ไม่นาน ดื่มไปคนละนิดแบบว่าไม่ต้องกลัวเครื่องตรวจแอลกอฮอร์ ตามข้างทาง ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งเข้ามาในร้านเหล้า แล้วตะโกนบอกคนขายเหล้า ให้รีบนำเหล้ามาให้โดยเร็ว โดยตนเองจะรีบไปอาสาแผ่นดิน เพื่อปราบโจรโพกผ้าเหลือง เล่าปี่นั่งสังเกตลักษณะท่าทางของชายผู้นั้นอยู่ก็เห็นว่า เป็นชายร่างสูงใหญ่ หน้าแดง ดวงตาเรียวยาว เข้าลักษณะที่ดี น่าจะทำความรู้จักไว้ เล่าปี่จึงเข้าไปชวน ชายผู้นั้นมาร่วมวงสุราด้วยกัน
"เราชื่อกวนอู" ชายผู้มาใหม่รายงานตัว หรือ อีกชื่อหนึ่งคือ หุนเตี๋ยง ( มีหลายชื่อคล้ายๆกับคนแถวๆนี้ที่เวลาไปจีบนักร้องจะใช้ชื่ออื่นๆ ที่ไม่ใช่ชื่อตัวเอง) ประวัติส่วนตัวก็เป็นคนเรียบร้อย บ้านเดิมอยู่ที่เมือง ฮอตั๋งไกเหลียง ในเมืองที่อยู่ มีคนๆหนึ่ง ถือว่าตนเองมีทรัพย์สินมาก มีพวกเยอะ จะรุกที่ดินสาธารณะ จะบุกป่าสงวน หรือจะข่มเหงชาวบ้าน อย่างไรก็ได้ เราทนไม่ได้จึงจัดการ ฆ่าเสีย แล้วหนีออกมาท่องเที่ยวไปตามเมืองต่างๆ จนได้มาเห็น จดหมายน้อยปิดอยู่ที่หน้าประตู เลยเข้ามาเพื่อจะสมัครไปเป็นทหารอาสา
เล่าปี่จึงแจ้งแก่กวนอูว่า ท่านคิดเช่นเดียวกับเราทั้งสอง ดังนั้นขอเชิญท่านทั้งสองไปที่บ้านเราเถิด เพื่อที่จะได้เตรียมการณ์ใดๆ เพื่ออาสาแผ่นดินกันต่อไป เล่าปี่พาทั้งสองคนเข้ามาที่สวนหลังบ้านอันเป็นที่สงบเงียบ มีดอกยี่โถ บานอยู่มากมาย ทั้งสามเห็นพ้องต้องกันว่า ถ้าจะทำการณ์ใหญ่ เราควรมาสาบานปฏิญาณตนต่อเทวดา ว่าจะไม่หักหลังกัน เวลาที่เป็นใหญ่หรือ ถีบหัวส่งเวลาที่มีผลประโยชน์เหมือนนักการเมืองในประเทสทางตอนใต้ของจีน ดังนั้นทั้งสามก็ชวนกันไปที่บ้านเตียวหุยกันก่อน เพื่อที่จะไปเอาเครื่องเซ่นบูชาเทวดา
เตียวหุยจัดเอาม้าขาว ควายดำ และข้าวของทั้งปวงมาจัดพิธีที่สวนดอกไม้บ้านเล่าปี่ จุดธูปเทียนบูชา เทวดา แล้วตั้งสัตย์สาบานว่าจะเป็นพี่น้องกันจนวันตาย จะช่วยกันทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เป็นสุข จะไม่ทิ้งกันจนวันตาย ถ้าใครไม่ซื่อสัตย์ขอให้เทวดาลงโทษได้ทันที (โดยไม่ต้องรอศาลรัฐธรรมนูญตีความ) และตามอายุทำให้เล่าปี่เป็นพี่เอื้อย กวนอูเป็นน้องกลาง เตียวหุย เป็นน้องสุดท้อง
เมื่อสาบานกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งสามก้เริ่มจัดตั้งกองกำลังของตัวเองทันที จัดเตรียมอุปกรณ์ อาวุธ เสบียงอาหาร นับรวมไพร่พลได้ สามร้อยเศษ ขาดแต่พาหนะที่จะใช้ทำศึก นั่นก็คือ ม้า ทั้งสามช่วยกันคิดหา ม้า รวมทั้งบอกกล่าวไปยังบ้านเมืองใกล้เคียงว่าที่นี่ขาดแคลนม้า ต้องการผู้สนับสนุนด่วน แต่สุดท้ายก็ยังหาไม่ได้ บางเมืองก็ตอบมาว่า เดี่ยวนี้ม้า ไม่มีแล้ว ท่านผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งตอนมีอำนาจ สร้างผลงานสุดยอดให้กับบ้านเมือง ด้วยการเปลี่ยนชื่อ ยาม้า เป็น ยาบ้า ไปซะแล้ว ( ด้วยความสัตย์ ทั้งชีวิตผมไม่เคยจดจำผลงานของท่านผู้นี้ได้เลย นอกจากเรื่องนี้ )
ดังนั้นสามพี่น้องจึงยังต้องดิ้นรนหาม้า กันต่อไป แต่แล้วเหมือนโชคช่วย เทวดาหนุนส่ง มีพ่อค้าม้าสองคน ชื่อ เตียวสิเผง กับ เล่าสง ต้อนม้าเข้ามาในเมือง แล้วบอกกับเล่าปี่ว่า ทั้งสองเป็นพ่อค้าม้ามาหลายปี แต่ปีนี้ออกไปค้าม้าไม่ได้ เนื่องจากขายสู้เจ้าหน้าที่ไม่ได้..(ไม่ใช่แล้ว) เนื่องจากพบโจรกลางทางไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ เล่าปี่จึงชักชวนทั้งสองเข้าไปในบ้าน ตั้งโต๊ะ เลี้ยงข้าวเลี้ยงสุราอย่างเต็มที่
และเมื่อพ่อค้าม้า ได้ทราบความคิดของ เล่าปี่ กวนอู และเตียวหุย แล้วก็ชื่นชมยินดีเป็นอย่างยิ่ง บอกว่าทั้งสามนั้นคิดเหมือนกันกับทั้งสองดังนั้นจึงยกม้า ห้าสิบตัว กับเงิน ห้าร้อยตำลึง เหล็กร้อยหาบ ให้กับกองกำลังของเล่าปี่ เล่าปี่เมื่อได้เหล้กมาแล้ว ก็หาช่างเหล็กฝีมือดีมาตีกระบี่ สำหรับถือ สองเล่ม กวนอูได้ง้าว ยาวสิบเอ็ดศอก หนักแปดสิบสองชั่ง ส่วนเตียวหุยได้ทวนยาวสิบศอก หนักแปดสิบห้าชั่ง ( เตียวหุยสั้นกว่ากวนอู แต่ใหญ่กว่านิดนึง) นอกจากนี้ยังทำเกราะ อานม้าสำหรับออกรบและเข้าไปเกลี่ยกล่อมชาวบ้านมาเพิ่มจนได้กำลังถึง ห้าร้อยคน
เมื่อมีกองกำลัง มีอาวุธ มีเงิน จะเข้าไปหาใคร ก็มีแต่คนต้อนรับ อยากให้เป็นหัวคะแนนให้ทั้งนั้น ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ต่อมา เจาเจ้ง จะพาทีมงานเล่าปี่เข้าไปพบ เล่าเอี๋ยน ที่เป็นเจ้าเมืองในขณะนั้น เมื่อสอบถามกันแล้ว เล่าเอี๋ยนรู้ว่า แซ่เล่า เหมือนกัน จึงรับเล่าปี่ไว้เป็นหลานชาย
พูดถึงเรื่องนี้ เล่าปี่อยู่ที่เมืองนี้มานาน เรียนหนังสือ ทำงานทำมาหากินอยู่นาน ติดแต่ว่า จน ไม่มีฐานะ ดังนั้นจึงไม่ได้มีโอกาสนับญาติกับเจ้าเมือง แต่พอ มีพรรคพวก มีกองกำลัง มีอาวุธ มีเงิน อยู่ดีๆก็ได้เป็นหลานชายเจ้าเมืองซะงั้น.. เหมือนกันทุกยุคทุกสมัยจริงๆเลยครับ
ไว้มาเล่าต่อในโอกาสหน้านะครับ
นภดล มณีวัต 11/7/2553
ต้นฉบับ http://www.siamsouth.com/smf/index.php?topic=16105.0
ครูบนดอย ธารทิพย์ ถาวรศิริ
ครูบนดอย
นานแค่ไหนแล้วก็จำไม่ได้ที่ผมไม่ยินเสียงเพลงครูบนดอย จากน้ำเสียงของ ธารทิพย์ ถาวรศิริต้นฉบับดั้งเดิม ที่ผมเคยฟังในสมัยเด็ก เพลงนี้ผมจำได้ว่าในตอนนั้นดังมาก ตอนนั้นผมอายุประมาณ 10 ปีเห็นจะได้ แต่ผมก็สามารถร้องเพลงนี้ตามได้บ้างในบางช่วงบางตอน อย่างท่อนที่ว่า "ครูบนดอย ดุจแสงหิ่งห้อยกลางป่า..."และเพลงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำทางด้านเสียงเพลงของผมเพลงหนึ่งเลยทีเดียว
วันนี้ผมกลับมาจากงานศพคุณพ่อของอาจารย์ที่สอนผมในสมัยเรียนเทคนิค ซึ่งคุณพ่อของอาจารย์ก็เป็นครูเช่นกันครับ ในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ เวลาที่ผมไปนั่งคุยกับท่าน ท่านจะแทนตัวเองว่าครูตลอดเวลาซึ่งน่าจะมาจากสามัญสำนึกและจิตวิญญาณของคำว่าครูที่ท่านยึดถือและปฏิบัติมาทั้งชีวิต วันนี้ในขณะที่ผมนั่งฟังพระสวดพระอภิธรรม ใจผมก็คิดถึงเรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวกับครูของผมในแต่ละช่วงของชีวิต ครูที่เป็นผู้ให้วิชาความรู้ มีความรักความเมตตากับลูกศิษย์โดยไม่มีข้อแม้ใดๆ ไม่ต้องสนใจว่าเด็กคนนี้เป็นลูกใคร พ่อแม่ จะจนหรือร่ำรวย
ผมเรียนหนังสือชั้นประถมตามเกณฑ์ที่กฏหมายกำหนด เรียงลำดับไปตามขั้นตอนและระดับชั้นในสมัยนั้น ไม่มีการเข้าเรียนเตรียมอนุบาลหรืออนุบาล 1,2,3 ดังเช่นเด็กๆในสมัยนี้ และที่ผมรู้สึกดีใจอยู่ลึกๆก็คือ ผมได้ใช้คำว่าครูอย่างสนิทใจ คุณครูที่สอนก็ทำหน้าที่แม่พิมพ์ของชาติได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องใดๆ อบรมสั่งสอนนักเรียนในทุกๆด้านทั้งวิชาความรู้และศิลธรรม ดังนั้นวันนี้เมื่อผมได้เข้าไปนั่งอยู่ในงานศพของคุณครูที่มีลูกศิษย์ เคารพบูชามากที่สุดคนหนึ่ง ผมจึงคิดถึงแต่เรื่องพระคุณของครู ตลอดเวลาจนผมกลับมาถึงบ้าน
และจะด้วยความบังเอิญหรือโชคดีก็ไม่ทราบได้ วันนี้ผมได้ฟังเพลงประทับใจในวัยเด็กของผมอีกครั้ง เพลงที่ผมได้ยินได้ฟังและชื่นชอบในวัยเด็ก เพลงที่ขับร้องโดย นักร้องคนเดิมที่สุ้มเสียงยังไพเราะน่าฟังเช่นเดิม ยังมีความเป็นศิลปินอยู่อย่างเต็มตัว ยังขับร้องเพลงด้วยความสุขสดชื่นสดใสเช่นเดิม นั่นก็คือ คุณธารทิพย์ ถาวรศิริ เจ้าของผลงานเพลง "ครูบนดอย" ที่ใครหลายๆคนทั้งลุงป้าน้าอารวมทั้งคนที่อายุอานามใกล้ๆกันกับผมชื่นชอบ
เพลงครูบนดอย มีคนนำมาขับร้องกันกี่คนผมเองก็ไม่ทราบได้ แต่ที่ผมจำได้ ก็คือ คุณยอดรัก สลักใจ และเหมียว จินตนา แต่ผลงานของทั้งสองท่านผมฟังกี่ครั้งๆก็ไม่ทำให้ความคิดถึงเสียงร้องของคุณธารทิพย์ ถาวรศิริ จางหายไปจากความรู้สึกของผมได้เลย จนกระทั่งวันนี้ วันที่ผมได้เห็นภาพวีดีโอจาก ยูทูป ผมได้เห็นหน้าตาจริงๆของนักร้องที่ผมชื่นชอบเป็นครั้งแรก มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกจริงๆเลยครับผมไม่เคยคิดว่า นักร้องที่เคยขับร้องเพลงให้ผมฟังในสมัยเด็ก จะสวยขนาดนี้ ความรู้สึกของผมเหมือนกับการได้เจอผู้หญิงซักคนที่ถูกใจไปหมดทุกอย่าง สวย เสียงดี และที่สำคัญ เพลงที่เธอขับร้องเป็นเพลงที่ผมประทับใจมากว่ายี่สิบปี

ขอบคุณภาพและเสียงจาก www.lugtunglaithai.com ครับ
ผมนั่งดูวีดีโอเพลงนี้อยู่หลายรอบมากๆ ผมชอบผู้หญิงลักษณะแบบนี้มากๆ หรือจะเรียกว่า สเป็ค เลยทีเดียวครับ เป็นผู้หญิงที่อาจจะไม่ได้สวยแบบนางงาม แต่ดูยังไงก็ไม่เบื่อ ยิ่งเวลาที่เธอร้องเพลง เธอจะใช้สายตาและท่าทางสะกดผู้ฟังผู้ชมได้อย่างยอดเยี่ยม เวลาที่ได้ชมเวลาที่เธอร้องเพลง จะรู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่ในความฝันกันเลยทีเดียว
เพลงครูบนดอยเพลงนี้เป็นเพลงที่เล่าเรื่องราวของครูที่ทำงานในพื้นที่ห่างไกลได้เป็นอย่างดี ทั้งคำร้อง ทำนอง ก็ไพเราะ คนร้องมีเสียงที่เหมาะมากๆกับเพลงนี้ เป็นเพลงที่สมควรยกย่องให้เป็นเพลงที่มีคุณค่า เป็นเพลงอมตะอีกหนึ่งเพลงของเมืองไทย เพลงที่สร้างสรรค์สังคมแบบนี้น่าจะมีการเผยแพร่กันให้มากๆ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับครูที่กำลังทำหน้าที่อยู่ในส่วนต่างๆของประเทศไทย ครูที่สอนเด็กด้วยหัวใจมากกว่าผลงานทางวิชาการและขั้นเงินเดือนอย่างเช่นทุกวันนี้
มีน้องสาวคนหนึ่งที่ผมรู้จัก เคยบอกกับผมว่า "เมื่อเรียนจบ ความฝันสูงสุดคือ อยากไปทำงานเป็นครูสอนเด็กบนดอย" ถ้านับถึงวันนี้ก็เป็นเวลาสองปีกว่าแล้วที่น้องสาวคนนั้นบอกกับผมไว้แบบนี้ ผมจะรอให้ถึงวันที่เธอเรียนจบ และแอบภาวนาในใจว่า ให้เธอได้ทำในสิ่งที่เธอฝันไว้ แต่จะต้องไม่ลำบากยากเข็ญอย่างเช่นในเพลงที่ผมกำลังฟังอยู่
ขอให้ในช่วงเวลาที่เธอเรียนจบ ความคิดความฝันที่สวยงามเหล่านี้จะไม่จางหายไป ความรักต่อเพื่อนมนุษย์ที่ด้อยโอกาสจะยังคงอยู่ในใจของเธอ อย่าให้สิ่งต่างๆที่กำลังบั่นทอนสังคมไทยในทุกวันนี้มาทำลายความบริสุทธิ์ในใจของเธอได้ และเมื่อถึงวันนั้นผมจะมาบอกครับว่าน้องสาวที่น่ารักคนนั้นเป็นใคร
กลับมาที่นักร้องคนสวยเสียงดีของผมกันต่อดีกว่าครับ ผมพยายามหาข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวกับนักร้องท่านนี้อยู่นานพอสมควรแต่ก็ไม่ได้ข้อมูลอะไรมากมายนัก คงต้องขอความช่วยเหลือ จากน้องน็อต ไอ้หนุ่มลูกทุ่งจาก www.siamsouth.com มาช่วยหาข้อมูลซะแล้ว ส่วนน้องน็อตจะหามาได้ตอนไหนนั้นผมจะมาบอกกันอีกทีนะครับ
เท่าที่พอจะหาข้อมูลมาได้นั้น ธารทิพย์ ถาวรศิริ มาจากการประกวดร้องเพลงในรายการชุมทางคนเด่น ของประจวบ จำปาทอง ที่โด่งดังมากๆในสมัยนั้น เป็นเวทีแจ้งเกิดของนักร้องชื่อดังหลายๆคน เช่น น้ำอ้อย พุ่มสุข และ สุนารี ราชสีมา แต่ทาง ธารทิพย์ ถาวรศิริ ประกวดไปได้ไม่ทันจบรายการก็ถอนตัวออกไปทำงานเพลงเสียก่อน เพราะว่ามีแววที่จะเป็นนักร้องอาชีพได้ ( ข้อมูลส่วนนี้จะพยายามสอบถามจากผู้รู้ท่านอื่นๆว่า จริงหรือไม่) แต่ผมว่าถ้าผมเป็นแมวมองในสมัยนั้นผมก็คงจะเข้าไปชวนคุณธารทิพย์ มาเป็นนักร้องอัดแผ่น เหมือนกันครับ เพราะเธอเสียงดีจริงๆ แถมหน้าตาก็สวย ถูกต้องตามตำราการเป็นนักร้องทุกประการ
วันนี้ผมก็ขออนุญาตนำผลงานเพลง "ครูบนดอย" มาให้ฟังกันนะครับ ฟังไปด้วยนั่งมองหน้าคนร้องไปด้วย ... ช่างมีความสุขอะไรเช่นนี้
นภดล 9/7/2553
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม และฟังเพลงครูบนดอยได้ที่
http://www.bunnarak.com/index.php?topic=286.0
http://www.siamsouth.com/smf/index.php?topic=16078.0
Promote your blog
นานแค่ไหนแล้วก็จำไม่ได้ที่ผมไม่ยินเสียงเพลงครูบนดอย จากน้ำเสียงของ ธารทิพย์ ถาวรศิริต้นฉบับดั้งเดิม ที่ผมเคยฟังในสมัยเด็ก เพลงนี้ผมจำได้ว่าในตอนนั้นดังมาก ตอนนั้นผมอายุประมาณ 10 ปีเห็นจะได้ แต่ผมก็สามารถร้องเพลงนี้ตามได้บ้างในบางช่วงบางตอน อย่างท่อนที่ว่า "ครูบนดอย ดุจแสงหิ่งห้อยกลางป่า..."และเพลงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำทางด้านเสียงเพลงของผมเพลงหนึ่งเลยทีเดียว
วันนี้ผมกลับมาจากงานศพคุณพ่อของอาจารย์ที่สอนผมในสมัยเรียนเทคนิค ซึ่งคุณพ่อของอาจารย์ก็เป็นครูเช่นกันครับ ในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ เวลาที่ผมไปนั่งคุยกับท่าน ท่านจะแทนตัวเองว่าครูตลอดเวลาซึ่งน่าจะมาจากสามัญสำนึกและจิตวิญญาณของคำว่าครูที่ท่านยึดถือและปฏิบัติมาทั้งชีวิต วันนี้ในขณะที่ผมนั่งฟังพระสวดพระอภิธรรม ใจผมก็คิดถึงเรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวกับครูของผมในแต่ละช่วงของชีวิต ครูที่เป็นผู้ให้วิชาความรู้ มีความรักความเมตตากับลูกศิษย์โดยไม่มีข้อแม้ใดๆ ไม่ต้องสนใจว่าเด็กคนนี้เป็นลูกใคร พ่อแม่ จะจนหรือร่ำรวย
ผมเรียนหนังสือชั้นประถมตามเกณฑ์ที่กฏหมายกำหนด เรียงลำดับไปตามขั้นตอนและระดับชั้นในสมัยนั้น ไม่มีการเข้าเรียนเตรียมอนุบาลหรืออนุบาล 1,2,3 ดังเช่นเด็กๆในสมัยนี้ และที่ผมรู้สึกดีใจอยู่ลึกๆก็คือ ผมได้ใช้คำว่าครูอย่างสนิทใจ คุณครูที่สอนก็ทำหน้าที่แม่พิมพ์ของชาติได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องใดๆ อบรมสั่งสอนนักเรียนในทุกๆด้านทั้งวิชาความรู้และศิลธรรม ดังนั้นวันนี้เมื่อผมได้เข้าไปนั่งอยู่ในงานศพของคุณครูที่มีลูกศิษย์ เคารพบูชามากที่สุดคนหนึ่ง ผมจึงคิดถึงแต่เรื่องพระคุณของครู ตลอดเวลาจนผมกลับมาถึงบ้าน
และจะด้วยความบังเอิญหรือโชคดีก็ไม่ทราบได้ วันนี้ผมได้ฟังเพลงประทับใจในวัยเด็กของผมอีกครั้ง เพลงที่ผมได้ยินได้ฟังและชื่นชอบในวัยเด็ก เพลงที่ขับร้องโดย นักร้องคนเดิมที่สุ้มเสียงยังไพเราะน่าฟังเช่นเดิม ยังมีความเป็นศิลปินอยู่อย่างเต็มตัว ยังขับร้องเพลงด้วยความสุขสดชื่นสดใสเช่นเดิม นั่นก็คือ คุณธารทิพย์ ถาวรศิริ เจ้าของผลงานเพลง "ครูบนดอย" ที่ใครหลายๆคนทั้งลุงป้าน้าอารวมทั้งคนที่อายุอานามใกล้ๆกันกับผมชื่นชอบ
เพลงครูบนดอย มีคนนำมาขับร้องกันกี่คนผมเองก็ไม่ทราบได้ แต่ที่ผมจำได้ ก็คือ คุณยอดรัก สลักใจ และเหมียว จินตนา แต่ผลงานของทั้งสองท่านผมฟังกี่ครั้งๆก็ไม่ทำให้ความคิดถึงเสียงร้องของคุณธารทิพย์ ถาวรศิริ จางหายไปจากความรู้สึกของผมได้เลย จนกระทั่งวันนี้ วันที่ผมได้เห็นภาพวีดีโอจาก ยูทูป ผมได้เห็นหน้าตาจริงๆของนักร้องที่ผมชื่นชอบเป็นครั้งแรก มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกจริงๆเลยครับผมไม่เคยคิดว่า นักร้องที่เคยขับร้องเพลงให้ผมฟังในสมัยเด็ก จะสวยขนาดนี้ ความรู้สึกของผมเหมือนกับการได้เจอผู้หญิงซักคนที่ถูกใจไปหมดทุกอย่าง สวย เสียงดี และที่สำคัญ เพลงที่เธอขับร้องเป็นเพลงที่ผมประทับใจมากว่ายี่สิบปี

ขอบคุณภาพและเสียงจาก www.lugtunglaithai.com ครับ
ผมนั่งดูวีดีโอเพลงนี้อยู่หลายรอบมากๆ ผมชอบผู้หญิงลักษณะแบบนี้มากๆ หรือจะเรียกว่า สเป็ค เลยทีเดียวครับ เป็นผู้หญิงที่อาจจะไม่ได้สวยแบบนางงาม แต่ดูยังไงก็ไม่เบื่อ ยิ่งเวลาที่เธอร้องเพลง เธอจะใช้สายตาและท่าทางสะกดผู้ฟังผู้ชมได้อย่างยอดเยี่ยม เวลาที่ได้ชมเวลาที่เธอร้องเพลง จะรู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่ในความฝันกันเลยทีเดียว
เพลงครูบนดอยเพลงนี้เป็นเพลงที่เล่าเรื่องราวของครูที่ทำงานในพื้นที่ห่างไกลได้เป็นอย่างดี ทั้งคำร้อง ทำนอง ก็ไพเราะ คนร้องมีเสียงที่เหมาะมากๆกับเพลงนี้ เป็นเพลงที่สมควรยกย่องให้เป็นเพลงที่มีคุณค่า เป็นเพลงอมตะอีกหนึ่งเพลงของเมืองไทย เพลงที่สร้างสรรค์สังคมแบบนี้น่าจะมีการเผยแพร่กันให้มากๆ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับครูที่กำลังทำหน้าที่อยู่ในส่วนต่างๆของประเทศไทย ครูที่สอนเด็กด้วยหัวใจมากกว่าผลงานทางวิชาการและขั้นเงินเดือนอย่างเช่นทุกวันนี้
มีน้องสาวคนหนึ่งที่ผมรู้จัก เคยบอกกับผมว่า "เมื่อเรียนจบ ความฝันสูงสุดคือ อยากไปทำงานเป็นครูสอนเด็กบนดอย" ถ้านับถึงวันนี้ก็เป็นเวลาสองปีกว่าแล้วที่น้องสาวคนนั้นบอกกับผมไว้แบบนี้ ผมจะรอให้ถึงวันที่เธอเรียนจบ และแอบภาวนาในใจว่า ให้เธอได้ทำในสิ่งที่เธอฝันไว้ แต่จะต้องไม่ลำบากยากเข็ญอย่างเช่นในเพลงที่ผมกำลังฟังอยู่
ขอให้ในช่วงเวลาที่เธอเรียนจบ ความคิดความฝันที่สวยงามเหล่านี้จะไม่จางหายไป ความรักต่อเพื่อนมนุษย์ที่ด้อยโอกาสจะยังคงอยู่ในใจของเธอ อย่าให้สิ่งต่างๆที่กำลังบั่นทอนสังคมไทยในทุกวันนี้มาทำลายความบริสุทธิ์ในใจของเธอได้ และเมื่อถึงวันนั้นผมจะมาบอกครับว่าน้องสาวที่น่ารักคนนั้นเป็นใคร
กลับมาที่นักร้องคนสวยเสียงดีของผมกันต่อดีกว่าครับ ผมพยายามหาข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวกับนักร้องท่านนี้อยู่นานพอสมควรแต่ก็ไม่ได้ข้อมูลอะไรมากมายนัก คงต้องขอความช่วยเหลือ จากน้องน็อต ไอ้หนุ่มลูกทุ่งจาก www.siamsouth.com มาช่วยหาข้อมูลซะแล้ว ส่วนน้องน็อตจะหามาได้ตอนไหนนั้นผมจะมาบอกกันอีกทีนะครับ
เท่าที่พอจะหาข้อมูลมาได้นั้น ธารทิพย์ ถาวรศิริ มาจากการประกวดร้องเพลงในรายการชุมทางคนเด่น ของประจวบ จำปาทอง ที่โด่งดังมากๆในสมัยนั้น เป็นเวทีแจ้งเกิดของนักร้องชื่อดังหลายๆคน เช่น น้ำอ้อย พุ่มสุข และ สุนารี ราชสีมา แต่ทาง ธารทิพย์ ถาวรศิริ ประกวดไปได้ไม่ทันจบรายการก็ถอนตัวออกไปทำงานเพลงเสียก่อน เพราะว่ามีแววที่จะเป็นนักร้องอาชีพได้ ( ข้อมูลส่วนนี้จะพยายามสอบถามจากผู้รู้ท่านอื่นๆว่า จริงหรือไม่) แต่ผมว่าถ้าผมเป็นแมวมองในสมัยนั้นผมก็คงจะเข้าไปชวนคุณธารทิพย์ มาเป็นนักร้องอัดแผ่น เหมือนกันครับ เพราะเธอเสียงดีจริงๆ แถมหน้าตาก็สวย ถูกต้องตามตำราการเป็นนักร้องทุกประการ
วันนี้ผมก็ขออนุญาตนำผลงานเพลง "ครูบนดอย" มาให้ฟังกันนะครับ ฟังไปด้วยนั่งมองหน้าคนร้องไปด้วย ... ช่างมีความสุขอะไรเช่นนี้
นภดล 9/7/2553
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม และฟังเพลงครูบนดอยได้ที่
http://www.bunnarak.com/index.php?topic=286.0
http://www.siamsouth.com/smf/index.php?topic=16078.0
Promote your blog