อย่างที่บอกละครับว่า พวกเราต้องทำงานกันทั้งคืนฝนตกฟ้าร้องก็ต้องทำผมจะเบื่อมากๆเวลาฝนตกเพราะว่างานจะเข้ามาเยอะมากๆ ทั้งไฟดับบ้างอุปกรณ์เสียบ้าง แถมต้องขับรถกลางฝนอีกด้วยช่างเป็นเรื่องที่น่าเบื่อมากๆ วันนั้นมีงาน Cell Down ที่ป่าคลอก แถวๆอำเภอถลาง ผมออกจากที่พักไปตอนสามทุ่ม ไอ้บอยขับรถผมนั่งข้าง ฟังเพลงไปร้องเพลงไปอย่างสบายอารมณ์ "อาการนี่ Alarm ตัวนี้ไม่น่าจะมีอะไรมาก CHG Trip แน่ๆ" ผมบอกไอ้บอยอย่างมั่นใจ
site ของเราในสมัยนั้นยังไม่มีการจัดจ้างตัดหญ้าแบบป็นระบบมากนักที่ไหนรกก็ค่อยตัด และที่นี่เป็น site ที่อยู่ในที่เปลี่ยวมากๆ ไฟหน้า site ก็ไม่มี ทางเข้าเป็นถนนดินแคบๆ หญ้าข้างทางก็รกมาก "เนี่ยเห็นแบบนี้แล้วคิดถึงที่ siteเขาต่อวะ"
"วันนั้นไอ้ป๋องมันขับเข้าไปใน site ทางเข้ารกๆแบบนี้เลยมองทางก็ไม่เห็นต้องเอารถลุยเข้าไป" "ขับเข้าไปได้หน่อยนึง มีงูเขียวตกลงมาบนฝากระโปรงหน้ารถ" ผมเล่าไอ้บอยอย่างอารมณ์ดี จนมาถึงหน้า site ป่าคลอกแห่งนี้ "เดี๋ยวมึงไปกลับรถแล้วรอกูอยู่ข้างล่างเดี๋ยวกูเข้าไปจัดการเอง" ว่าแล้วผมก็วิ่งลงไปจากรถ ตอนนั้นฝนก็ตกพรำๆ ไฟหน้า site ก็ไม่มี
ไอ้บอยก็กลับรถแล้วเอาไฟหน้ารถส่องเข้ามา พอผมเปิดประตู ปรากฏว่ามีอะไรอย่างนึงสีดำขนาดเท่าข้อมือ หล่นลงมาคล้องคอผมพอดี มันเปียกๆลื่นๆด้วย ผมสะบัดมันอย่างแรงด้วยความตกใจ(อย่างมาก)แล้วตะโกนว่า งูๆๆๆๆ แล้วก็เต้นแร้งเต้นกาเต็มที่ กว่าจะเหวี่ยงมันออกไปจากคอได้แล้วกระโดลงจากบันไดวิ่งลงมาที่รถทันที
และเมื่อเห็นว่าสิ่งนั้นคืออะไร ผมก็แทบจะบ้าตาย มันคือยางในของรถมอเตอร์ไซค์ ที่ผู้หวังดีเอามาปิดไว้ที่ขอบประตูด้านบนเพื่อกันไม่ให้น้ำเข้านั่นเอง หันไปดูไอ้บอยมันนั่งหัวเราะเอามือกุมท้องอยู่ "กูเห็นตั้งแต่มันหล่นลงมาคล้องคอมึง แล้วกูก็เห็นมึงยืนเต้นยืนรำโนราห์ สะบัดไปสะบัดมาอยู่ตั้งนาน" กูตะโกนบอกว่าไม่ใช่งูมึงก็ไม่ฟังเต้นอยู่นั่นแหละ ไอ้บอยพูดพลางหัวเราะพลางอย่างสบายใจ "งั้นมึงเข้าไปดูสิว่า site มันเป็นอะไร" "ไหนมึงว่ามึงจะดูเองไง" "ไม่เอาแล้ว ถึงจะไม่ใช่งูแต่ขาก็ยังสั่นอยู่เลยวะ" สรุปว่าวันนั้นไอ้บอยต้องทำงานแทนผม โดยที่ผมไม่ยอมลงจากรถอีกเลย
แถมไอ้บอยพอขึ้นรถมาได้ ตอนขับรถออกมาจาก site มันหันมาถามผมว่า "เมื่อกี้มึงเปิดประตูรถทิ้งไว้หรือเปล่า" "มืดๆฝนตกใหม่ๆแบบนี้งูมันออกหากิน" "นี่ถ้ามันขึ้นมาอยู่บนรถพวกเราจะทำไง" มันพูดอย่างอารมณ์ดี แต่ผมต้องนั่งยกขาขึ้นมาไว้บนเบาะจนถึงที่พักเลยครับ วันนั้นมันหลอนจริงๆ
สมัย หก เจ็ดปีที่แล้วนั้นหนึ่งโซนจะมีรถสามคัน มีคนหกคน โดยผมได้ย้ายสลับกับพี่วุฒิ มาอยู่ NIM C เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และได้วิ่งทำงานคู่กับพี่หนุ่ม (ตอนนี้พี่หนุ่มย้ายไปอยู่ NIM บางกอกแล้ว) พี่หนุ่มจะให้ผมขับรถแกจะคอยบอกเส้นทาง "ขับไม่ไหวก็บอกนะน้อง" "สบายพี่ ไม่มีปัญหา" วันนั้นเรามีงานด่วนอีกแล้วพี่หนุ่มบอกผมว่า"เส้นจากแยกนาเหนือถึงแยกพนม ซัดได้เต็มที่ทุกโค้ง 120 ได้ทุกโค้ง" พี่หนุ่มบอกผมก่อนที่แกจะเอนเบาะลงนอน ผมก็ขับมาเรื่อยๆ และแล้วผมก็แตะเบรคก่อนถึงโค้งๆนึงพี่หนุ่ม ชะโงกหน้าขึ้นมาดูแล้วถามว่า
"เบรคทำไม 120 ได้ทุกโค้ง"
"ตอนจะถึงโค้งมัน เกือบ 140 แล้วพี่"
"เออ..แล้วก็ไม่บอก ขับเบาๆหน่อยไม่ต้องรีบ"
"อ้าวเห็นเมื่อกี้บอกให้รีบไง" "
ที่กูรีบกูหมายถึงรีบไปทำงานไม่ได้รีบไปตายโว๊ย"
ผมอยู่กับพี่หนุ่มเกือบๆสองเดือนโดยทำหน้าที่เป็นพลขับให้แกทุกวัน โดยปกติพี่หนุ่มจะติดเป๊บซี่มากต้องกินทุกวัน แล้วแกก็จะซื้อมาเผื่อผมทุกวันเช่นกัน สรุปว่าผมต้องกินเป๊ปซี่กะแกวันละหนึ่งกระป๋องเป็นอย่างน้อยทุกวัน จนผมติดไปด้วย แต่ก็ไม่เท่าไหร่ถ้าเทียบกับเหล้าที่พวกเรากินกันทุกเย็น
พี่หนุ่มแกจะอารมณ์ศิลปินพอๆกับผมเลยครับ มีวันนึงเราเสร็จงานจากอำเภอคุระบุรี กำลังจะขับรถกลับสุราษฎร์ ตอนนั้นเวลาประมาณห้าทุ่มกว่าๆแล้วพอมาถึงกลางทางพี่หนุ่มแกเห็นหิ่งห้อยที่ข้างทาง แกรีบบอกผมว่า"จอดๆๆๆๆๆ นอนดูหิ่งห้อยกันซักพักดีกว่า" ผมก็จอดครับ นอนดูหิ่งห้อยกันจนพอใจแล้วก็ค่อยกลับบ้าน(เชื่อมั้ยครับว่าหลังจากนั้นผมไม่เคยได้ดูหิ่งห้อยแบบนี้อีกเลย ต้องขอบคุณพี่หนุ่มไว้ด้วยนะเนี่ย)
บางครั้งขับผ่านน้ำตก พี่หนุ่มจะชวนผมลงไปเล่นน้ำตกกัน มีครั้งนึงพวกเราพยายามจับลูกอ๊อดตัวขนาดใหญ่มากๆ ที่น้ำตกแถวๆทับละมุ เอาใส่ขวดแม่โขงกลับมาด้วย "มันตัวใหญ่ดีอยากรู้ว่าถ้ามันโตแล้วมันจะใหญ่ขนาดไหน" แต่แล้วเราก็ลืมขวดใส่ลูกอ๊อดไว้ที่โรงแรม มานึกได้ตอนออกมาแล้ว พี่หนุ่มโทรกลับไปบอกให้แม่บ้านช่วยเอาไปปล่อยให้ด้วย จากการที่พวกเราพักโรงแรมกันจนเหมือนบ้าน พวกพนักงานต้อนรับก็จะรู้จักพวกเราเป็นอย่างดีเลยคุยกันได้แบบกันเองๆ เสียงพนักงานที่รับโทรศัพท์บอกมาว่า "ไม่ต้องบอกหรอกพี่ แม่บ้านขว้างทิ้งไปทั้งขวดตั้งแต่แรกเห็นแล้วละ ตอนแรกหนูก็ไม่รู้ว่าใครที่บ้าเอาลูกอ๊อดเข้าห้อง ที่แท้ก็พี่นี่เอง"
บางครั้งขับรถผ่านแถวๆตำบลนอกๆ จำได้ว่าเป็นบ้านลำแก่น แถวๆท้ายเหมืองจังหวัดพังงา ที่นี่จะมีโรงหนังแบบล้อมรั้ว เก็บคนละยี่สิบบาท พี่หนุ่มบอกให้ผมจอดแล้วเข้าไปนั่งดูหนังกัน ในโรงเป็นเก้าอี้ไม้ยาวๆ จอเป็นจอแบบหนังกางแปลงทั่วไป ทั้งโรงมีอยู่สี่ห้าคน ที่ผมประทับใจคือ ที่นี่เป็นโรงหนังที่เดียวที่ผมเคยเข้าไปดู ที่สามารถนั่งดูหนังไปพร้อมกับนั่งสูบบุหรี่ไปพร้อมๆกันได้โดยที่ไม่มีใครว่า
และมีอยู่วันนึงเรากลับจากแถวๆเขาหลักจะกลับสุราษฎร์อีกเช่นเคย "ถ้าไม่ไหวบอกพี่นะ" พี่หนุ่มบอกผมเหมือนทุกๆครั้ง แต่วันนี้เราทำงานหนัก แถมตอนนั้นก็เกือบๆจะตีสองแล้ว ผมขับมาจนถึงทางแยกที่จะไประนอง ผมง่วงมากๆ เลยสะกิดพี่หนุ่มที่นอนอยู่ข้างๆว่า"ผมไม่ไหวแล้วพี่" "ง่วงเหรอ" "ครับ" "งั้นจอดนอนข้างทางก่อนเลย" อ้าวไอ้เราก็คิดว่าแกจะช่วยขับกลับบ้านที่ไหนได้พอตื่นมาตอนเช้าล้างหน้าล้างตาเสร็จ ผมก็ต้องขับกลับต่ออีก
แถวๆสะพานสารสินจะมีร้านขายของฝากอยู่หลายร้านมากๆ และเป็นเรื่องปกติที่เวลาเราจะกลับสุราษฎร์จะต้องมีคนสั่งซื้อนู้นสั่งซื้อนี่เป็นประจำ เพราะบางอย่างราคามันจะถูกกว่าที่สุราษฎร์ ถึงจะถูกกว่าไม่เกินห้าบาทแต่หลายๆคนก็ชอบที่จะฝากพวกเราซื้อ วันนั้นผมแวะซื้อปลาเค็มกลับบ้าน พี่หนุ่มก็ลงไปด้วยแกเดินดูนู่นดูนี่ซักพักก็กลับมาที่รถ แกซื้อปูดำมาถุงนึงแต่ไม่รู้กี่กิโล
แกนั่งไปซักพักแกก็หันไปข้างหลังหยิบถุงปูขึ้นมาเปิดปากถุง "ให้มันหายใจหน่อย เดี๋ยวมันตายไปถึงบ้านจะไม่สด" ผมหันไปดูปูดำที่แกซื้อมาจะมีเชือกมัดก้ามมัดขาไว้เรียบร้อยเลยไม่สนใจอะไรมาก จนกระทั่งมาถึงจังหวัดพังงา ตอนแรกเราเปิดเพลงฟังกันมาเรื่อยก็ไม่มีอะไร แต่มันถึงช่วงที่เทปหมดหน้ากำลังจะกลับเทป เสียงในรถเลยเงียบ
พวกเราได้ยินเสียง แกรกๆ อยู่ด้านหลัง พอหันไปดูปรากฏว่าปูขอพี่หนุ่มมันหลุดออกมาจากเชือกได้ยังไงไม่รู้กำลังพยายามเดินกันอยู่ด้านหลัง พวกเราต้องจอดรถจับปูกันอีก คราวนี้พี่หนุ่มมัดปูกับปากถุงอย่างแน่นหนา "พี่ไม่กลัวมันตายเหรอ" "ไม่กลัวแล้ววะ..ดีนะที่เห็นก่อน นี่ถ้าไม่เห็นแล้วมันเดินลอดเบาะมาใต่ขาตอนที่ขับรถอยู่ พวกเราคงจะตายกันก่อนปูแน่ๆ"
วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2553
บทความเก่าๆ - ขาดทุน คือ กำไร
ขาดทุน คือ กำไร
วันที่ 26มีนาคม 2549
มาแปลกๆสำหรับวันนี้ หลังจากที่ผมมึนๆอยู่กับชีวิตที่เหมือนเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนด้วยเลือดเนื้อแรงกายของตัวเอง จนทำให้คิดไม่ออกว่าจะเขียนอะไรดี จนวันนี้ได้ยินใครบางคนบ่นเรื่องขาดทุน ก็ทำให้คิดเล่นๆว่า ที่คุณบ่นกันว่าขาดทุนแท้ที่จริงแล้วขาดทุนจริงหรือเปล่า แล้วต้นทุนมันซักเท่าไหร่ ต้นทุนเป็นอะไรและ ที่ขาดทุนมันขาดทุนเท่าไหร่ ว่ากันมาเป็นข้อๆเลยทำให้ผมได้ความคิดที่ว่า จริงๆแล้วไม่มีอะไรขาดทุนหรอกครับเพียงแต่กำไรมันไม่ได้มาในรูปแบบของเงินเท่านั้นเอง เคยอ่านนิทานเรื่องนึงไม่รู้ว่าเคยอ่านเคยฟังกันหรือยัง ถ้าเคยอ่านเคยฟังแล้วก็อ่านๆไปเถอะถือว่าทบทวนความจำกัน ผมจะเล่าคร่าวๆก็แล้วกันนะครับ
มีคนจีนคนนึงแกเป็นเศรษฐีย่อมๆเลยละครับ แกมีลูกชายอยู่สามคน อายุก็ไล่ๆกันมาวันนึงแกเกิดอยากจะสอนลูกให้ทำมาค้าขายเหมือนแก แต่แกก็ไม่รู้จะสอนยังไงเพราะชีวิตแกใช้ประสบการณ์จริงตลอด ไม่ได้จบ มหาลัยขอนแก่นหรือเชียงใหม่เหมือนใครบางคน แถมยังไม่เคยได้ ป โท ไทยคดีเหมือนนักร้องใต้บางคนด้วย แกเลยไม่มั่นใจว่าจะสอนลูกได้้ดีหรือเปล่า แกเลยตัดสินใจขุดเงินที่แกฝังดินไว้ที่หลังบ้านมาสามแสนบาท แบ่งให้ลูกสามคน คนละแสน แล้วบอกลูกว่าให้แยกย้ายกันเอาเงินคนละหนึ่งแสนบาทนี่ไปลงทุน อีกสามปีให้กลับมารายงานความคืบหน้า ถ้าไม่ครบสามปีไม่ต้องกลับมา พ่อจะใช้ชีวิตอยู่กับกิ๊กคนใหม่เงียบๆ อย่ามารบกวนพ่อจนกว่าจะครบสามปี
และแล้วเวลาก็ผ่านไปจนครบสามปีตามเวลาสากล เวลาสามปีนี้ในประเทศแถวๆเอเซียบางประเทศอาจมีนายกได้ถึงสาม สี่คนเลยทีเดียว เพราะการเมืองในประเทศแถวๆเอเซียประเทศนั้นมันสับสน มีแต่คนแย่งกันเป็นนายก แถมบางครั้งที่เป็นอยู่แล้วคนไล่กันทั้งประเทศ มันยังไม่ลาออกเลยก็มี กลับมาเรื่องนิทานกันต่อ เมื่อกลับมาถึงบ้านลูกชายทั้งสามก็เข้าไปกราบพ่อกับกิ๊กที่เปลี่ยนสถานะเป็นแม่เลี้ยงของทั้งสามไปเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากผ่านการทดสอบคุณภาพมาถึงสามปีทำให้ ท่านเศรษฐีมั่นใจว่าทนทานพอที่จะขึ้นประจำการได้ เศรษฐีถามลูกแต่ละคนว่าไปทำอะไรกันมาและได้ผลอย่างไรกันบ้าง ลูกชายคนโตบอกว่า เอาเงินไปลงทุนให้หุ้นกลุม ชินคอร์ป ได้กำไรมามากมาย หลังจากขายหุ้นไปพร้อมๆกับคนหน้าเหลี่ยมได้ กำไรมามากมายแม้จะมีข้อหาขายชาติพ่วงมาด้วยแต่ก็ไม่เป็นไร รวยซะอย่าง เศรษฐีก็ชมว่า เยี่ยมมาก ดีๆๆๆ ส่วนลุกชายคนรอง กล่าวสีหน้าเศร้าๆว่า ผมเอาเงินไปลงทุนบริษัท มือถืออีกค่าย ปรากฎว่าไม่ HAPPY ขาดทุนหมดตัวต้องบากหน้ากลับมาหาพ่อ เศรษฐี ก็บอกว่า เยี่ยมๆๆ ดีๆๆๆ เหมือนกัน ส่วนลูกชายคนที่สามบอกว่า ผมเอาเงินที่เตี่ยให้ไปฝังดินเหมือนที่เตี่ยทำ วันนี้ผมเอาเงินกลับมาคืนเตี่ยครบทั้งหนึ่งแสนที่เอาไปเลยครับ ปรากฎว่า เศรษฐีโมโหมาก ด่าว่าลูกชายคนที่สามมากมาย
ไอ้ชิกหาย ลื้อไปอยู่ไหนมาตั้งสามปี ไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ถึงลื้อจะทำการค้าแล้วขาดทุนก็ยังมีกำไรเป็น กำไรชีวิต นี่ชีวิตลื้อขาดทุนชัดๆ ถ้าคิดจะไม่ทำอะไร อยู่ไปวันๆ ก็ลองโทรไปถามเจ้านภดล มันดูว่าคนที่ไม่ทำอะไร วันๆเอาแต่สร้างภาพให้นายดูว่าขยัน เอาเปรียบเพื่อนร่วมงาน แทงเพื่อนข้างหลัง นั้นชีวิตตอนนี้มันเป็นยังไง (ขอตอบครับ ตอนนี้เพื่อนเริ่มไม่คบมันแล้วครับ แต่ไม่รู้มันจะรู้ตัวหรือยัง)
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ไฟแดงอย่าฝ่าตำรวจจะจับ อิๆๆ ไม่ใช่สิ สอนให้รู้ว่า สิ่งใดๆก็ตามที่เราได้ทำไปแล้วเป็นกำไรชีวิตทั้งสิ้นไม่มีสิ่งใดขาดทุน แต่กำไรอาจจะไม่ได้กลับมาในรูปแบบของเงินเสมอไป ความสุขทางใจก็เป็นกำไรอย่างนึงครับ
มีคนบางคนที่รวยเงินมากๆเป็นที่รักของคนหลายๆคนในภาคใต้แต่กลับฆ่าตัวตายทางสังคม ภายในคืนเดียว ด้วยคำพูดที่ว่า ผิดด้วยหรือที่ผมรู้การเมือง เออ คุณไม่ผิดหรอกครับ แต่ผมขาดทุนทางความรู้สึกที่มีความรู้สึกดีๆที่มีให้คุณมา อยากจะบอกว่า อีกเก้าสิบกว่าวันผมจะทำบุญครบร้อยวันที่คุณได้ตายจากความรู้สึกของผมครับ และมีสิ่งที่จะร่วมสนุกคือ ใครตอบได้ว่าไอ้ระยำที่มันไม่ผิดที่รู้การเมืองบนเวทีเชียร์ทักษิณคนนี้เป็นใครมา Post บอกชื่อที่อยู่ที่เวปบอร์ดนะครับ ผมมีของที่ระลึกส่งไปให้ครับ แล้วพบกันใหม่นะครับ
วันที่ 26มีนาคม 2549
มาแปลกๆสำหรับวันนี้ หลังจากที่ผมมึนๆอยู่กับชีวิตที่เหมือนเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนด้วยเลือดเนื้อแรงกายของตัวเอง จนทำให้คิดไม่ออกว่าจะเขียนอะไรดี จนวันนี้ได้ยินใครบางคนบ่นเรื่องขาดทุน ก็ทำให้คิดเล่นๆว่า ที่คุณบ่นกันว่าขาดทุนแท้ที่จริงแล้วขาดทุนจริงหรือเปล่า แล้วต้นทุนมันซักเท่าไหร่ ต้นทุนเป็นอะไรและ ที่ขาดทุนมันขาดทุนเท่าไหร่ ว่ากันมาเป็นข้อๆเลยทำให้ผมได้ความคิดที่ว่า จริงๆแล้วไม่มีอะไรขาดทุนหรอกครับเพียงแต่กำไรมันไม่ได้มาในรูปแบบของเงินเท่านั้นเอง เคยอ่านนิทานเรื่องนึงไม่รู้ว่าเคยอ่านเคยฟังกันหรือยัง ถ้าเคยอ่านเคยฟังแล้วก็อ่านๆไปเถอะถือว่าทบทวนความจำกัน ผมจะเล่าคร่าวๆก็แล้วกันนะครับ
มีคนจีนคนนึงแกเป็นเศรษฐีย่อมๆเลยละครับ แกมีลูกชายอยู่สามคน อายุก็ไล่ๆกันมาวันนึงแกเกิดอยากจะสอนลูกให้ทำมาค้าขายเหมือนแก แต่แกก็ไม่รู้จะสอนยังไงเพราะชีวิตแกใช้ประสบการณ์จริงตลอด ไม่ได้จบ มหาลัยขอนแก่นหรือเชียงใหม่เหมือนใครบางคน แถมยังไม่เคยได้ ป โท ไทยคดีเหมือนนักร้องใต้บางคนด้วย แกเลยไม่มั่นใจว่าจะสอนลูกได้้ดีหรือเปล่า แกเลยตัดสินใจขุดเงินที่แกฝังดินไว้ที่หลังบ้านมาสามแสนบาท แบ่งให้ลูกสามคน คนละแสน แล้วบอกลูกว่าให้แยกย้ายกันเอาเงินคนละหนึ่งแสนบาทนี่ไปลงทุน อีกสามปีให้กลับมารายงานความคืบหน้า ถ้าไม่ครบสามปีไม่ต้องกลับมา พ่อจะใช้ชีวิตอยู่กับกิ๊กคนใหม่เงียบๆ อย่ามารบกวนพ่อจนกว่าจะครบสามปี
และแล้วเวลาก็ผ่านไปจนครบสามปีตามเวลาสากล เวลาสามปีนี้ในประเทศแถวๆเอเซียบางประเทศอาจมีนายกได้ถึงสาม สี่คนเลยทีเดียว เพราะการเมืองในประเทศแถวๆเอเซียประเทศนั้นมันสับสน มีแต่คนแย่งกันเป็นนายก แถมบางครั้งที่เป็นอยู่แล้วคนไล่กันทั้งประเทศ มันยังไม่ลาออกเลยก็มี กลับมาเรื่องนิทานกันต่อ เมื่อกลับมาถึงบ้านลูกชายทั้งสามก็เข้าไปกราบพ่อกับกิ๊กที่เปลี่ยนสถานะเป็นแม่เลี้ยงของทั้งสามไปเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากผ่านการทดสอบคุณภาพมาถึงสามปีทำให้ ท่านเศรษฐีมั่นใจว่าทนทานพอที่จะขึ้นประจำการได้ เศรษฐีถามลูกแต่ละคนว่าไปทำอะไรกันมาและได้ผลอย่างไรกันบ้าง ลูกชายคนโตบอกว่า เอาเงินไปลงทุนให้หุ้นกลุม ชินคอร์ป ได้กำไรมามากมาย หลังจากขายหุ้นไปพร้อมๆกับคนหน้าเหลี่ยมได้ กำไรมามากมายแม้จะมีข้อหาขายชาติพ่วงมาด้วยแต่ก็ไม่เป็นไร รวยซะอย่าง เศรษฐีก็ชมว่า เยี่ยมมาก ดีๆๆๆ ส่วนลุกชายคนรอง กล่าวสีหน้าเศร้าๆว่า ผมเอาเงินไปลงทุนบริษัท มือถืออีกค่าย ปรากฎว่าไม่ HAPPY ขาดทุนหมดตัวต้องบากหน้ากลับมาหาพ่อ เศรษฐี ก็บอกว่า เยี่ยมๆๆ ดีๆๆๆ เหมือนกัน ส่วนลูกชายคนที่สามบอกว่า ผมเอาเงินที่เตี่ยให้ไปฝังดินเหมือนที่เตี่ยทำ วันนี้ผมเอาเงินกลับมาคืนเตี่ยครบทั้งหนึ่งแสนที่เอาไปเลยครับ ปรากฎว่า เศรษฐีโมโหมาก ด่าว่าลูกชายคนที่สามมากมาย
ไอ้ชิกหาย ลื้อไปอยู่ไหนมาตั้งสามปี ไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ถึงลื้อจะทำการค้าแล้วขาดทุนก็ยังมีกำไรเป็น กำไรชีวิต นี่ชีวิตลื้อขาดทุนชัดๆ ถ้าคิดจะไม่ทำอะไร อยู่ไปวันๆ ก็ลองโทรไปถามเจ้านภดล มันดูว่าคนที่ไม่ทำอะไร วันๆเอาแต่สร้างภาพให้นายดูว่าขยัน เอาเปรียบเพื่อนร่วมงาน แทงเพื่อนข้างหลัง นั้นชีวิตตอนนี้มันเป็นยังไง (ขอตอบครับ ตอนนี้เพื่อนเริ่มไม่คบมันแล้วครับ แต่ไม่รู้มันจะรู้ตัวหรือยัง)
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ไฟแดงอย่าฝ่าตำรวจจะจับ อิๆๆ ไม่ใช่สิ สอนให้รู้ว่า สิ่งใดๆก็ตามที่เราได้ทำไปแล้วเป็นกำไรชีวิตทั้งสิ้นไม่มีสิ่งใดขาดทุน แต่กำไรอาจจะไม่ได้กลับมาในรูปแบบของเงินเสมอไป ความสุขทางใจก็เป็นกำไรอย่างนึงครับ
มีคนบางคนที่รวยเงินมากๆเป็นที่รักของคนหลายๆคนในภาคใต้แต่กลับฆ่าตัวตายทางสังคม ภายในคืนเดียว ด้วยคำพูดที่ว่า ผิดด้วยหรือที่ผมรู้การเมือง เออ คุณไม่ผิดหรอกครับ แต่ผมขาดทุนทางความรู้สึกที่มีความรู้สึกดีๆที่มีให้คุณมา อยากจะบอกว่า อีกเก้าสิบกว่าวันผมจะทำบุญครบร้อยวันที่คุณได้ตายจากความรู้สึกของผมครับ และมีสิ่งที่จะร่วมสนุกคือ ใครตอบได้ว่าไอ้ระยำที่มันไม่ผิดที่รู้การเมืองบนเวทีเชียร์ทักษิณคนนี้เป็นใครมา Post บอกชื่อที่อยู่ที่เวปบอร์ดนะครับ ผมมีของที่ระลึกส่งไปให้ครับ แล้วพบกันใหม่นะครับ
วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2553
รื้อบันทึก ศึกบูรพา 2547
ค้นเจอบันทึกเก่าๆสมัยไปอยู่ชลบุรี เลยลองเอามาเล่าสู่กันฟัง (อ่าน)ครับ
เกือบถึงสวรรค์แล้วจ้า
เล่าความหลังกันอีกนิด ช่วงนั้นในปี 2547 บริษัทได้ทำการเปลี่ยนอุปกรณ์ จาก โมโตโรล่า มาเป็นโนเกีย ยกภาคทั้งภาคอีสานและตะวันออก พวกผมที่มีความคุ้นเคยกับ โนเกียมาตั้งแต่แรกเลยได้มาช่วยงาน โดยให้เลือกว่าจะไปอีสานหรือตะวันออก ผมเลือกภาคตะวันออกครับ เพราะเหมาะกับการหนีเข้ามาเที่ยวบางกอกเป็นอย่างยิ่ง เลยไม่มีโอกาสได้ไป อีสานอย่างน่าเสียดาย..
ผมจับคู่กับ NIM กทม ชื่อ พี่ใหม่ ซึ่งจับคู่กันด้วยวิธีการที่ง่ายที่สุดคือ "สูบบุหรี่มั๊ย" พอเหมือนกันปุ๊บ เราก็กลายเป็นบั๊ดดี้กันทันทีเลยครับ
วันนี้ (เสียดายที่ไม่ได้ลงวันที่ไว้ เอาเป็นว่า ประมาณ ปลายเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2547 ก็แล้วกัน)
พวกเราได้รับงานเป็นงานในตัวเมืองชลบุรีเป็นครั้งแรก โดยที่ผมไม่เคยเข้ามาในเมืองชลบุรีมาก่อนเลยในชีวิตเลยตื่นเต้นเป็นธรรมดา โดยเฉพาะกับการมองสาวๆ เพราะ Site นี้อยู่แถวๆหน้าวิทยาลัยพยาบาลพอดี แต่พอมองๆไปเรื่อยๆก็ไม่มีอะไรตื่นเต้นเพราะว่ามันไม่ได้มีอะไรพิเศษมากกว่า สุราษฎร์ธานี หาดใหญ่หรือภูเก็ตที่ผมเคยอยู่มาเลยครับ
Site นี้เป็น Site ที่ใหญ่พอสมควรเพราะอยู่ในตลาดชลบุรี มีระบบ 1800 +800 อาจจะเป็นเพราะที่นี่เป็นงานที่สองของพวกเราก็เป็นได้ทำให้พวกเราดูขยันๆเป็นพิเศษ พอมาถึงก็เดินขึ้นไปด้านบนทันทีเพราะมองจากภายนอกเป็นตึกแค่ หกชั้น แต่พอเดินเข้าจริงๆปรากฏว่าแต่ละชั้นสูงเกือบ สี่เมตรและจะมีที่พักระหว่างชั้นอีกทีทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าเดินขึ้นตึก 12 ชั้นเลยทีเดียว และเมื่อถึงชั้นที่ หก ก็ต้องขึ้นบันไดไม้ต่อไปอีกชั้น ช่างทุลักทุเลอะไรเยี่ยงนี้...
ที่นี่เป็น Site กลางเมือง Config เลยใหญ่หน่อย (ในสมัยนั้น ตอนนี้คงมากกว่านี้เยอะ) Config 5+4+9 ใช้ตู้ 2 ตู้ และวงจร 2 วงจร เพราะตอนนั้นยังไม่มี EDGE เลยใช้แค่สองวงจรครับ และที่เราโชคดีกว่านั้น คือ ผู้รับเหมายังไม่ได้ wiring BTS เลยครับทางพี่ใหม่โมโหใหญ่ รีบโทรหาทีมประสานงานทันที แต่ผมซึ่งเป็น NIM บ้านนอกเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาเพราะอยู่ที่นี่พวกเราก็ทำกันเองอยู่แล้ว ผมเลยอาสาเข้าทำเอง ผมนั่งทำไปได้ประมาณ 6 TRX ทีมงานก็เข้ามาเลยสบายขึ้นหน่อย แต่กว่าจะเสร็จก็บ่ายโมงกว่าๆ หลังจากเริ่มเข้าสู่กระบวนการ Commissioning ผมก็เดินขึ้นไปชมเมืองชลบุรีบนดาดฟ้า ซึ่งมีสิ่งที่ภาคใต้ไม่มีคือ Ant 800 ที่เป็น Secter เลยถ่ายรูปเก็บมาด้วยแต่อยู่ไหนแล้วก็ไม่รู้เดี๋ยวจะหามาให้ชมครับ
เมื่อเตรียมการกันเสร็จพวกเราก็เดินทางกลับไปพักผ่อนที่โรงแรม SS บางแสนบีช ที่พวกเราเหมายกชั้นไว้โดยที่มีกำหนดการ Cut Over ตอน 9.00-10.00 ของวันพรุ่งนี้และเราจะต้องเจอกับเหตุการณ์ที่ต้องเหนื่อยมากๆครั้งนึงในชีวิตเลยครับ
-------------------------------------------------------------------------------------
วันนี้พวกเราตื่นกันเช้ามากๆ ปีนบันไดขึ้นไปถึง site ตั้งแต่แปดโมงเช้าเตรียมนู่นเตรียมนี่กันเพื่อรอเวลา cut over วันนี้เหนื่อยกว่าเมื่อวานนิดนึง เพราะผมต้องแบก Rectifier ขึ้นมาอีกหนึ่งตัวเป็น Rectifier ยี่ห้อ Lorain ซึ่งเป็นแบบเก่า ตัวจะใหญ่และหนักมากๆ ถ้าเทียบกับตอนนี้ซึ่งพวกเราใช้ยี่ห้อ Eltek ซึ่งตัวขนาด คืบเดียวแล้วนั้นขนาดมันช่างต่างกันเหลือเกิน ที่จำเป็นต้องเพิ่มเพราะเราจะใช้งานพร้อมกันทั้ง โมโตโรล่าและโนเกีย เพื่อไม่ให้ลูกค้าต้องเดือดร้อน
แต่เมื่อมาถึงปรากฏว่าสายไฟ AC มีอยู่แค่สองชุด ดังนั้นผมจึงต้องทำเพิ่มอีกหนึ่งชุดด้วยการรื้อเอาสายของระบบ 800 มาใช้กว่าจะเสร็จก็ต้องเลื่อนเวลา Cut over ออกไปเล่นเอาน้องๆที่ทำเรื่องนี้ที่อยู่บางกอก บ่นเอาชุดใหญ่ "ทำไมพี่ไม่ดูตั้งแต่ตอน Pre com เมื่อวานละคะ"...และอีกหลายๆอย่างจนผมอดคิดไม่ได้ว่า น้องคนนี้ต้องสวยแน่ๆ เพราะคนสวยมักจะขี้บ่น 555 แต่เมื่อทำการ ออนใช้งานแล้วทำการ Commissionning Online โดยการต่อวงจรเข้าไปปรากฏว่าวงจรที่สองมาไม่ถึง ต้องรอทีมงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ไขอีกที และแน่นอนเราต้องโทรไปเลื่อนเวลาอีกรอบ และที่แน่ยิ่งกว่านั้นก็คือ.. โดนบ่นมาอีกชุดใหญ่
แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีโชคดี มีสายรายงานมาว่าทางทีมผู้รับเหมาซึ่งเป็นบริษัทในเครือจะเลี้ยงข้าวเที่ยงที่ร้าน ปะการัง แถวๆแหลมแท่นให้พวกเรามากินข้าวกันก่อน สองหนุ่มเลยรีบวิ่งลงมาทันทีแบบลืมเหนื่อยกันเลยทีเดียว และที่ร้านเราเจอผู้หลักผู้ใหญ่มากหน้าหลายตาแต่ผมก็ไม่ได้สนใจมากมาย กินอย่างเดียวเลยครับ รีบกินรีบไปเพราะเรายังต้องกลับไปทำงานกันอีกรอบ
แต่การกลับมาครั้งนี้พวกเรากินกันมาเต็มที่เมื่อมาถึงบันไดเลยต้องพักเป็นระยะๆ เดินอ้อยอิ่งกันไปเรื่อยๆ ตาก็มองนู่นมองนี่ไปเรื่อยๆจนได้มาเจอกับตัวหนังสือ เขียนด้วย ชอล์กสีขาวไว้ที่ฝาผนัง "ยินดีต้อนรับสู่สวรรค์ชั้นเจ็ด" แล้วก็มีรูปลูกศรชี้ขึ้นไปตามทางขึ้นไปเรื่อย ผมและพี่ใหม่ก็เดินตามลูกศรขึ้นไปเรื่อยๆแต่ด้วยการที่กินมาอิ่มๆ และตื่นเช้า รวมทั้งการเดินเป็นรอบที่สอง ทำให้พวกเรารู้สึกเหนื่อยเป็นพิเศษ และ สาบานได้เลยครับว่า ผมเห็น พี่ใหม่ปากซีดเลยละครับ ส่วนตัวผมเองก็ต้องพักเป็นระยะๆ สงสัยเพราะไม่ค่อยได้ออกกำลังกายแน่ๆทำให้เหนื่อยง่าย แย่จริงๆเลย..
พวกเราลากสังขารกันมาจนถึงชั้นที่หก ก่อนที่จะปีนบันไดไม้อีกรอบสายตาผมก็ เหลือบไปเห็นตัวหนังสือที่เขียนไว้ที่ฝาผนังเป็นประโยคสุดท้ายว่า
" อดทนหน่อยเกือบถึงสวรรค์แล้วจ้า" ทำให้พวกเราต้องหยุดหัวเราะกันก่อน เดาเอาว่า NIM เจ้าของพื้นที่คงจะเจอชะตากรรมเดียวกันกันเราเลยเขียนไว้ให้คนที่มาทีหลังได้อ่านกันครับแต่ การขึ้นมารอบนี้งานทุกอย่างเสร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ไม่ต้องมาอีกรอบ
งานแรกๆในชลบุรีนี่สมบุกสมบันดีจริงๆเลยครับ ทำให้ผมประทับใจเมืองบูรพาแห่งนี้ไปอีกนานเลยทีเดียว
-------------------------------------------------------------------------------
ตอนอยู่บางแสน เราพักกันที่โรงแรม SS บางแสนบีช พวกเราอยู่กันเหมือนบ้านเลยครับ เพราะเราเหมาชั้นสามไว้ทั้งชั้น ถึงกระนั้นในช่วงแรกเราก็ยังต้องนอนกันห้องละสามคนเพราะคนเยอะต้องรีบทำงานในบางแสนและชลบุรีให้เสร็จอย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะได้ไปต่อที่พัทยากันดังนั้นช่วงนี้เลยมีสมาชิกเยอะมากเป็นพิเศษครับ
ที่นี่ผมนอนที่ห้อง 308 ร่วมกับทีมงานจากหาดใหญ่อีกสองคน คือ ธนัย กับ นันทชัย(ภายหลังถูกยิงตายที่หาดใหญ่ เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์อยู่พักใหญ่ๆ) สามคนที่อยู่ด้วยกันตั้งแต่วันแรกๆที่มาถึงบางแสน และเป็นตัวจุดชนวนเริ่มต้นของการเป็น ไอ้ขี้เมา ของผมในเวลาต่อมา คือเมื่อมาถึง พี่อาท ซึ่งเป็นผู้จัดการแผนกวิศวกรรมของภาคตะวันออกก็เลี้ยงรับด้วยการซื้อเบียร์ใส่หลังรถพวกเรามาหนึ่งลัง หลังจากเราเข้าที่พักกันแล้วก็ไม่พูดหล่ามทำเพลงใดๆทั้งสิ้น เปิดแล้วก็ซดๆๆๆๆกัน ตามประสาคนไกลบ้านกันอย่างเต็มที่ จนหมด...?
แล้วหลังจากนั้นเป็นต้นมาพวกเราก็ผลัดกันซื้อมาแช่ตู้เย็นไว้ทุกวัน โดยการเอาของในตู้เย็นออกทั้งหมดแล้วแช่เฉพาะ เบียร์กับน้ำแข็งของพวกเราไว้เต็มตู้เย็นทุกวัน แล้วเราก็เปิดสงครามเบียร์กันทุกคืนก่อนนอนเช่นกัน แต่นั่นก็ยังไม่เท่าไหร่ พอวันศุกร์ผมก็จะติดรถกลับเข้ามาบางกอกแวะบ้านญาติแถวๆแจ้งวัฒนะ ลุงของผมจะกินเหล้าทุกวันวันละเกือบกลม (ภายหลังป่วย ตับแข็ง ต้องนั่งรถเข็น จนกระทั่งทุกวันนี้) แต่เมื่อลุงมีเพื่อนกินอย่างผมปริมาณเลยเพิ่มขึ้นเป็นวันละสองกลม.. โอ้พระเจ้า ทุกวันศุกร์ เสาร์ วันละสองกลมทุกสัปดาห์ จนผมมีความรู้สึกว่า มันเป็นส่วนนึงในชีวิตผมไปซะแล้ว อยู่บางแสน เลิกงานกินเบียร์ ศุกร์ เสาร์ กินเหล้า เย็นวันอาทิตย์ไปถอนกับเบียร์อีกทีจนรู้สึกจะบวมๆกันไปทุกคนเพราะทีมงานที่มาอยู่ด้วยกันนี่ ปีศาจสุรา ชัดๆทำให้ทุกๆวันห้องพวกเราจะเต็มไปด้วยขวดเบียร์ วันไหนอยากเปลี่ยนบรรยากาศก็จะมี ขวดเหล้ากับขวดโซดาพ่วงมาด้วยนิดหน่อย นี่ไม่นับที่เราไปกินข้างนอกกันอีกนะครับ
จนเวลาผ่านไปซักระยะ ผมก็เริ่มจะเห็นสิ่งผิดปกติที่หน้าห้องของผม ห้องที่ผมพักคือห้อง 308 เป็นห้องที่ตรงกับโต๊ะแม่บ้านพอดีถ้าอยู่ในห้องน้ำจะได้ยินแม่บ้านคุยกันทุกวัน แต่ที่ผมเห็นคือที่หลังเคาน์เตอร์แม่บ้าน มีถุงดำขนาดใหญ่อยู่สามสี่ใบ ข้างในมีขวดเหล้า ขวดเบียร์อยู่เต็มทั้งสามใบและอีกใบมีอยู่ครึ่งนึง เลยถามแม่บ้านว่า ให้ผมช่วยยกลงไปทิ้งมั้ย เพราะกลัวว่าแม่บ้านจะยกไม่ไหว แม่บ้านก็บอกว่า "ทิ้งทำไม สะสมไว้ก่อนกว่าพวกน้องๆจะออกไปคงได้หลายอยู่" ทำให้ผมต้องเดินมองผลงานอัปยศของพวกเราทุกครั้งที่เดินออกจากห้อง แต่ก็แอบภูมิใจลึกๆเวลาที่เห็นมันเพิ่มขึ้นเป็น ห้าและหกถุงตามลำดับ.....
----------------------------------------------------------------------------
และเมื่องานเริ่มจะลดลง ทางทีมภาคเหนือที่มากันสามคน มีโยธิน ปรีชาและชนะชัย ก็ต้องเดินทางกลับโดยจะทำงานวันที่ 12 กุมภาพันธ์เป็นวันสุดท้ายแล้วจะกลับเชียงใหม่กันเลย ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องมีการเลี้ยงส่งกัน และมีแผนการว่าจะนั่งกินกันตั้งแต่คืนวันที่ 12 ยาวถึงวันที่ 13 กันเลยทีเดียว (โห..ความคิด) ผมในฐานะที่เป็นชุดแรกที่มาถึงบางแสนและได้นอนในห้องพักชั่วคราวกับพี่ไก่ ปรีชา เลยต้องมีส่วนร่วมในการเลี้ยงส่งครั้งนี้พอสมควรเลยยกเบียร์มาลังนึง มานั่งกินในห้อง 322 ที่ทีมงานภาคเหนือพักกันพอกินกันไปได้ซัก หกขวด เจ้าบี้ ชนะชัยก็เข้ามาพร้อมกับ บั๊ดดี้ ซึ่งเป็น NIM จาก กรุงเทพ ชื่อพี่แก้ว ซึ่งคู่นี้ว่าไปแล้วก็เข้าขากันได้ดีเลยทีเดียวเพราะเมาได้ที่เลยทั้งคู่
พี่แก้วนี่มีวีรเวรอยู่อย่างนึงที่อยากจะเล่าให้ฟัง คือเวลาพี่เค้าเมานี่จะห้าวเป้งเหลือเกิน ไม่ค่อยสนใจใคร อย่างเช่นวันนึงทีมของเค้าไปทำงานแถวๆสัตหีบ ถิ่นทหารเรือ พอเสร็จงานก็ชวนกันไปนั่งกินในฐานทัพเรือแถวๆริมทะเล มีพี่ปอนด์ เจ้าถิ่นพาเข้าไป นั่งกินไปเรื่อยเสียงพี่แก้วก็ดังขึ้นเรื่อยๆ แต่บังเอิญว่า วันนั้นมีนายทหารที่เป็นเพื่อนพี่ปอนด์มานั่งอยู่ด้วย แต่ด้วยความที่เสียงแกดังเลยมีลูกค้าโต๊ะอื่น ซึ่งก็เป็นทหารในนั้นนั่นละครับ มองมาเป็นระยะ พี่แก้วคงจะรู้ตัวเลยถามพี่ทหารที่นั่งอยู่ด้วยกันว่า "พี่ๆๆ ผมมานั่งในนี้นี่จะโดนตีนหรือเปล่า" พี่คนนั้นก็บอกว่า " ไม่มีอะไรหรอก นายทหารนั่งอยู่ด้วยไม่มีปัญหาอะไรหรอก" ทำให้บรรยากาศดูจะลดอุณหภูมิความรุนแรงลงไปได้พอสมควร แต่พี่แก้วที่นั่งเงียบไปชั่วครู่ก็พูดขึ้นมาว่า "แต่ถ้ามันจะมีอะไรจริงๆผมก็พร้อมนะพี่" เล่นเอาคนที่พาเข้าไปใจหายแว๊บ ต้องรีบ พากันกลับออกมาก่อนที่จะได้กิน...เป็นกับแกล้ม หลังจากนั้นพี่ปอนด์ มาบอกกับผมว่า " แม่ง...ไอ้แก้วมันพร้อมแต่มันไม่ถามพวกกูเลยว่าพร้อมหรือเปล่า"
เอาเป็นว่าพี่แก้วนี่ก็เอาการอยู่เหมือนกันและวันนี้คู่หูคู่ฮา คือเจ้าบี้กับพี่แก้วกลับเข้ามาในสภาพที่คงจะตึงๆมาจากที่อื่นแล้ว เมื่อมาถึงพี่แก้วก็ส่งแบ๊งค์พันให้เจ้าโยออกไปซื้ออะไรมากินกัน เจ้าโยกับเจ้าหมู (NIM บางแสน) หายออกไปแป๊บนึงก็หอบเสบียงมาพอสมควรพร้อมด้วยเงินทอน 10 บาทและสิ่งที่ได้มาก็เป็นประเภทเครื่องดื่มทั้งนั้น ทำให้ไม่ต้องเดาเลยว่าคืนนี้จะเป็นยังไง แต่ผมก็นั่งอยู่จนถึงเบียร์ลังที่สามก็อาศัยช่วงชุลมุนหนีกลับไปนอนที่ห้องเพราะ ทีมผมยังต้องมีงานในวันพรุ่งนี้อีกหนึ่งวัน
อย่างที่เคยบอกไว้ ห้องของผมจะติดกับโต๊ะแม่บ้าน ถ้าอยู่ในห้องน้ำจะได้ยินเสียงด้านนอกเสมอ วันนั้นผมตื่นประมาณ แปดโมงกว่าๆ เข้าไปนอนแช่น้ำอุ่นให้แอลกอฮอร์เจือจางไปบ้าง ป่านนี้ทีมภาคเหนือคงจะออกเดินทางกันแล้วเพราะต้องเข้ากรุงเทพกันก่อน แล้วค่อยเดินทางกลับเชียงใหม่ ผมนอนแช่น้ำอุ่นไปเรื่อยๆก็ได้ยินเสียงแม่บ้านคุยโทรศัพท์ คงจะคุยกับคนด้านล่างว่า " เจ้าขึ้นมาเบิ่งแน..ห้อง322 น่ะ" ผมนอนยิ้มอยู่ในอ่างคนเดียว สภาพห้อง 322 คงจะดูไม่ได้เลยแน่ๆ เพราะตอนผมกลับออกมาสภาพมันก็เหมือนกับสมรภูมิย่อยๆกันแล้ว ทั้งขนมทั้งถั่ว ขวดเบียร์ ปลิวว่อนกันอยู่ในนั้น แก้วน้ำไม่รู้ว่าจากห้องไหนบ้างก็มารวมกันอยู่ในนั้น น่าสงสารแม่บ้านจังเลย... แต่ก็คิดว่างานนี้คงจะเก็บขวดได้อีกถุงใหญ่ๆแน่ๆ "กว่าจะออกไปคงได้หลายอยู่"
-------------------------------------------------------------------------------
ช่วงที่ผมอยู่บางแสน เป็นช่วงที่ประเทศไทยได้รู้จักไข้หวัดนกเป็นครั้งแรก ก็เป็นที่หวาดกลัวกันทั่วไป แต่คงไม่มีใครเกินเจ้าเบิร์ด เด็กมหาชัย ที่ทำงานส่วน QA ที่มาดูเกี่ยวกับ Quality ของBTS ที่เปลี่ยนใหม่แน่ๆ เพราะเจ้านี่จะใส่ผ้าปิดปากปิดจมูกตลอดเวลา จนพี่ใหม่ต้องคอยปรามๆว่า "มึงอย่าเวอร์นักเลยวะ" แถมแก๊งค์เด็กเหนือที่อยู่กับผมก็ช่วยๆกันเตือนว่า "เบิร์ดเอ๊ย อยู่ที่นี่ หวัดนกไม่น่ากลัวเท่าตับแข็งหรอกว่ะ" ก็คงจะจริงเพราะพี่ไก่เคยบอกว่า "นี่ถ้าผมอยู่ที่นี่ซักเดือนสงสัยผมติดเหล้าแน่ๆ" แต่เจ้าโย ณ ลำพูน สวนขึ้นมาว่า "ไม่ต้องถึงเดือนหรอกพี่ แค่ สองอาทิตย์ก็รู้เรื่องแล้ว"..
พวกเราตระเวณกินเหล้ากันในบางแสนจนเกือบจะทั่ว ส่วนใหญ่จะนั่งกันริมทะเล กินเบียร์รับลมทะเล โอ้ ช่างมีความสุขเสียนี่กระไร พวกเราจะเปลี่ยนร้านกันไปเรื่อยๆ แต่ที่เหมือนกันคือ เข้าร้านไหนเสียค่าเก้าอี้ตัวละ ยี่สิบบาททุกร้าน หกคนเหมาร้อยนึง เท่ากันทุกร้าน ค่าอาหารก็ราคาเท่ากันทุกร้าน มาตรฐานเดียวกันทุกร้าน (มาตรฐานกำนันเป๊าะ) และทุกร้านต้องปิด สองทุ่มเหมือนกันทั้งหมด นั่นคือสิ่งที่เหมือนกันของร้านค้า แต่สิ่งที่เหมือนกันของพวกเราคือ นั่งร้านไหนแม่ค้าต้องขอร้องให้เลิกแทบทุกร้าน มีอยู่ร้านนึงที่ผมจำได้เลยเป็นร้านของป้าแก่ๆคนนึง "สงสารป้าเถอะ ป้าจะกลับบ้าน" เจอไม้นี้พวกเราเลยต้องย้ายไปกินบนห้องโดยไม่มีข้อแม้ขอแถมอีกสิบนาทีเหมือนร้านอื่นๆเลยครับ แต่ถึงพวกเราจะเมายังไงแต่งานไม่เคยเสียนะครับ จะมีแผนกโทรตามตลอดเวลา ถึงไหนแล้วติดปัญหาอะไรหรือเปล่า ตลอดทั้งวัน
แต่ เหนือฟ้ายังมีฟ้าฉันใด ขี้เมาก็ต้องมีเมากว่าฉันนั้น มีวันนึงพี่อาท ผู้จัดการแผนกที่นี่มานั่งกินกับพวกเราด้วย นั่งจนร้านปิด แกก็ให้ไปซื้อมากินต่อ "นั่งมันบนทรายนี่แหละได้อารมณ์ดี" เอาไงก็เอา กินกันจนนับขวดไม่ไหวพี่แกก็ไม่ยอมเลิก จนดึกมากแล้ว แกยังสั่งไอ้หมูให้ไปซื้อที่ 7-11 แถวๆนั้นมาอีก พวกเรานี่แทบจะคลานกันแล้ว แต่พี่อาทก็เสียงเริ่มอ้อแอ้ๆ แล้วเหมือนกัน ไอ้หมู หิ้วเบียร์สิงห์ มาอีกหกขวด พวกเรามองหน้ากันแบบรู้ชะตากรรมตัวเอง ตัวผมนั้นอย่าว่าแต่จะใส่ลงไปอีกเลยครับ ลุกขึ้นเดินยังไม่รู้เลยว่าจะไหวหรือเปล่า แล้วพี่ไก่ ก็กระซิบผมว่า " เอาฝังทรายซะบ้างเถอะวะจะได้ไปนอน" พวกเราก็แอบๆเอาเบียร์ฝังไว้ในทราย ฝังไปผมก็คิดไปว่า ไม่น่าเชื่อว่าชีวิตผมจะต้องมาทำเรื่องแบบนี้ ไม่เคยเลยจริงๆที่จะกินไม่หมดแล้วต้องยอมแพ้ขนาดนี้
"มึงซื้อมากี่ขวดกันแน่วะไอ้หมู" เสียงพี่อาทถามไอ้หมู "หกขวดครับ" "แล้วทำไมมันหมดเร็วนักวะ" "ก็ช่วยๆกันกินจะได้ไปนอนครับพี่ พรุ่งนี้มีงานเช้า" พี่ไก่รีบออกตัวทันที พอพูดถึงเรื่องงานพี่อาทก็เริ่มคิดได้ว่าถ้าพวกเราไปทำงานไม่ไหวแกเองนั่นละครับที่จะต้องเดือดร้อน เลยยอมเลิก แต่สรุปว่าแกกลับบ้านไม่ไหวต้องอาศัยนอนกับพวกเราที่โรงแรมนั่นละครับ แต่ก็ยังดีที่แกไม่ขับรถกลับไม่งั้นคงจะอันตรายกว่านี้เยอะเลยครับ
พอตื่นเช้าขึ้นมา พวกเราก็อาบน้ำไปทำงาน ช่วงที่เดินมาเจอกันที่ลานจอดรถ ไอ้โยก็ถามผมว่า "มึงไม่ไปขุดเบียร์เหรอวะ เสียดาย ตั้งสามขวดแนะ" ผมส่ายหน้า แล้วเดินขึ้นรถพลางบอกมันไปว่า "ถ้ามึงจะกินต่อก็ไปขุดเอาเองเถอะวะกูจำไม่ได้แล้วว่าฝังไว้ตรงไหน อีกอย่าง เมื่อคืนรอดมาได้ก็บุญแล้ว ช่างแม่..งเหอะ" และจากเหตุการณ์นี้ทำให้ผมไม่ค่อยกล้าไปนั่งกินกับพี่อาทอีกเลย เหนือฟ้ายังมีฟ้าจริงๆด้วยครับ
เกือบถึงสวรรค์แล้วจ้า
เล่าความหลังกันอีกนิด ช่วงนั้นในปี 2547 บริษัทได้ทำการเปลี่ยนอุปกรณ์ จาก โมโตโรล่า มาเป็นโนเกีย ยกภาคทั้งภาคอีสานและตะวันออก พวกผมที่มีความคุ้นเคยกับ โนเกียมาตั้งแต่แรกเลยได้มาช่วยงาน โดยให้เลือกว่าจะไปอีสานหรือตะวันออก ผมเลือกภาคตะวันออกครับ เพราะเหมาะกับการหนีเข้ามาเที่ยวบางกอกเป็นอย่างยิ่ง เลยไม่มีโอกาสได้ไป อีสานอย่างน่าเสียดาย..
ผมจับคู่กับ NIM กทม ชื่อ พี่ใหม่ ซึ่งจับคู่กันด้วยวิธีการที่ง่ายที่สุดคือ "สูบบุหรี่มั๊ย" พอเหมือนกันปุ๊บ เราก็กลายเป็นบั๊ดดี้กันทันทีเลยครับ
วันนี้ (เสียดายที่ไม่ได้ลงวันที่ไว้ เอาเป็นว่า ประมาณ ปลายเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2547 ก็แล้วกัน)
พวกเราได้รับงานเป็นงานในตัวเมืองชลบุรีเป็นครั้งแรก โดยที่ผมไม่เคยเข้ามาในเมืองชลบุรีมาก่อนเลยในชีวิตเลยตื่นเต้นเป็นธรรมดา โดยเฉพาะกับการมองสาวๆ เพราะ Site นี้อยู่แถวๆหน้าวิทยาลัยพยาบาลพอดี แต่พอมองๆไปเรื่อยๆก็ไม่มีอะไรตื่นเต้นเพราะว่ามันไม่ได้มีอะไรพิเศษมากกว่า สุราษฎร์ธานี หาดใหญ่หรือภูเก็ตที่ผมเคยอยู่มาเลยครับ
Site นี้เป็น Site ที่ใหญ่พอสมควรเพราะอยู่ในตลาดชลบุรี มีระบบ 1800 +800 อาจจะเป็นเพราะที่นี่เป็นงานที่สองของพวกเราก็เป็นได้ทำให้พวกเราดูขยันๆเป็นพิเศษ พอมาถึงก็เดินขึ้นไปด้านบนทันทีเพราะมองจากภายนอกเป็นตึกแค่ หกชั้น แต่พอเดินเข้าจริงๆปรากฏว่าแต่ละชั้นสูงเกือบ สี่เมตรและจะมีที่พักระหว่างชั้นอีกทีทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าเดินขึ้นตึก 12 ชั้นเลยทีเดียว และเมื่อถึงชั้นที่ หก ก็ต้องขึ้นบันไดไม้ต่อไปอีกชั้น ช่างทุลักทุเลอะไรเยี่ยงนี้...
ที่นี่เป็น Site กลางเมือง Config เลยใหญ่หน่อย (ในสมัยนั้น ตอนนี้คงมากกว่านี้เยอะ) Config 5+4+9 ใช้ตู้ 2 ตู้ และวงจร 2 วงจร เพราะตอนนั้นยังไม่มี EDGE เลยใช้แค่สองวงจรครับ และที่เราโชคดีกว่านั้น คือ ผู้รับเหมายังไม่ได้ wiring BTS เลยครับทางพี่ใหม่โมโหใหญ่ รีบโทรหาทีมประสานงานทันที แต่ผมซึ่งเป็น NIM บ้านนอกเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาเพราะอยู่ที่นี่พวกเราก็ทำกันเองอยู่แล้ว ผมเลยอาสาเข้าทำเอง ผมนั่งทำไปได้ประมาณ 6 TRX ทีมงานก็เข้ามาเลยสบายขึ้นหน่อย แต่กว่าจะเสร็จก็บ่ายโมงกว่าๆ หลังจากเริ่มเข้าสู่กระบวนการ Commissioning ผมก็เดินขึ้นไปชมเมืองชลบุรีบนดาดฟ้า ซึ่งมีสิ่งที่ภาคใต้ไม่มีคือ Ant 800 ที่เป็น Secter เลยถ่ายรูปเก็บมาด้วยแต่อยู่ไหนแล้วก็ไม่รู้เดี๋ยวจะหามาให้ชมครับ
เมื่อเตรียมการกันเสร็จพวกเราก็เดินทางกลับไปพักผ่อนที่โรงแรม SS บางแสนบีช ที่พวกเราเหมายกชั้นไว้โดยที่มีกำหนดการ Cut Over ตอน 9.00-10.00 ของวันพรุ่งนี้และเราจะต้องเจอกับเหตุการณ์ที่ต้องเหนื่อยมากๆครั้งนึงในชีวิตเลยครับ
-------------------------------------------------------------------------------------
วันนี้พวกเราตื่นกันเช้ามากๆ ปีนบันไดขึ้นไปถึง site ตั้งแต่แปดโมงเช้าเตรียมนู่นเตรียมนี่กันเพื่อรอเวลา cut over วันนี้เหนื่อยกว่าเมื่อวานนิดนึง เพราะผมต้องแบก Rectifier ขึ้นมาอีกหนึ่งตัวเป็น Rectifier ยี่ห้อ Lorain ซึ่งเป็นแบบเก่า ตัวจะใหญ่และหนักมากๆ ถ้าเทียบกับตอนนี้ซึ่งพวกเราใช้ยี่ห้อ Eltek ซึ่งตัวขนาด คืบเดียวแล้วนั้นขนาดมันช่างต่างกันเหลือเกิน ที่จำเป็นต้องเพิ่มเพราะเราจะใช้งานพร้อมกันทั้ง โมโตโรล่าและโนเกีย เพื่อไม่ให้ลูกค้าต้องเดือดร้อน
แต่เมื่อมาถึงปรากฏว่าสายไฟ AC มีอยู่แค่สองชุด ดังนั้นผมจึงต้องทำเพิ่มอีกหนึ่งชุดด้วยการรื้อเอาสายของระบบ 800 มาใช้กว่าจะเสร็จก็ต้องเลื่อนเวลา Cut over ออกไปเล่นเอาน้องๆที่ทำเรื่องนี้ที่อยู่บางกอก บ่นเอาชุดใหญ่ "ทำไมพี่ไม่ดูตั้งแต่ตอน Pre com เมื่อวานละคะ"...และอีกหลายๆอย่างจนผมอดคิดไม่ได้ว่า น้องคนนี้ต้องสวยแน่ๆ เพราะคนสวยมักจะขี้บ่น 555 แต่เมื่อทำการ ออนใช้งานแล้วทำการ Commissionning Online โดยการต่อวงจรเข้าไปปรากฏว่าวงจรที่สองมาไม่ถึง ต้องรอทีมงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ไขอีกที และแน่นอนเราต้องโทรไปเลื่อนเวลาอีกรอบ และที่แน่ยิ่งกว่านั้นก็คือ.. โดนบ่นมาอีกชุดใหญ่
แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีโชคดี มีสายรายงานมาว่าทางทีมผู้รับเหมาซึ่งเป็นบริษัทในเครือจะเลี้ยงข้าวเที่ยงที่ร้าน ปะการัง แถวๆแหลมแท่นให้พวกเรามากินข้าวกันก่อน สองหนุ่มเลยรีบวิ่งลงมาทันทีแบบลืมเหนื่อยกันเลยทีเดียว และที่ร้านเราเจอผู้หลักผู้ใหญ่มากหน้าหลายตาแต่ผมก็ไม่ได้สนใจมากมาย กินอย่างเดียวเลยครับ รีบกินรีบไปเพราะเรายังต้องกลับไปทำงานกันอีกรอบ
แต่การกลับมาครั้งนี้พวกเรากินกันมาเต็มที่เมื่อมาถึงบันไดเลยต้องพักเป็นระยะๆ เดินอ้อยอิ่งกันไปเรื่อยๆ ตาก็มองนู่นมองนี่ไปเรื่อยๆจนได้มาเจอกับตัวหนังสือ เขียนด้วย ชอล์กสีขาวไว้ที่ฝาผนัง "ยินดีต้อนรับสู่สวรรค์ชั้นเจ็ด" แล้วก็มีรูปลูกศรชี้ขึ้นไปตามทางขึ้นไปเรื่อย ผมและพี่ใหม่ก็เดินตามลูกศรขึ้นไปเรื่อยๆแต่ด้วยการที่กินมาอิ่มๆ และตื่นเช้า รวมทั้งการเดินเป็นรอบที่สอง ทำให้พวกเรารู้สึกเหนื่อยเป็นพิเศษ และ สาบานได้เลยครับว่า ผมเห็น พี่ใหม่ปากซีดเลยละครับ ส่วนตัวผมเองก็ต้องพักเป็นระยะๆ สงสัยเพราะไม่ค่อยได้ออกกำลังกายแน่ๆทำให้เหนื่อยง่าย แย่จริงๆเลย..
พวกเราลากสังขารกันมาจนถึงชั้นที่หก ก่อนที่จะปีนบันไดไม้อีกรอบสายตาผมก็ เหลือบไปเห็นตัวหนังสือที่เขียนไว้ที่ฝาผนังเป็นประโยคสุดท้ายว่า
" อดทนหน่อยเกือบถึงสวรรค์แล้วจ้า" ทำให้พวกเราต้องหยุดหัวเราะกันก่อน เดาเอาว่า NIM เจ้าของพื้นที่คงจะเจอชะตากรรมเดียวกันกันเราเลยเขียนไว้ให้คนที่มาทีหลังได้อ่านกันครับแต่ การขึ้นมารอบนี้งานทุกอย่างเสร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ไม่ต้องมาอีกรอบ
งานแรกๆในชลบุรีนี่สมบุกสมบันดีจริงๆเลยครับ ทำให้ผมประทับใจเมืองบูรพาแห่งนี้ไปอีกนานเลยทีเดียว
-------------------------------------------------------------------------------
ตอนอยู่บางแสน เราพักกันที่โรงแรม SS บางแสนบีช พวกเราอยู่กันเหมือนบ้านเลยครับ เพราะเราเหมาชั้นสามไว้ทั้งชั้น ถึงกระนั้นในช่วงแรกเราก็ยังต้องนอนกันห้องละสามคนเพราะคนเยอะต้องรีบทำงานในบางแสนและชลบุรีให้เสร็จอย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะได้ไปต่อที่พัทยากันดังนั้นช่วงนี้เลยมีสมาชิกเยอะมากเป็นพิเศษครับ
ที่นี่ผมนอนที่ห้อง 308 ร่วมกับทีมงานจากหาดใหญ่อีกสองคน คือ ธนัย กับ นันทชัย(ภายหลังถูกยิงตายที่หาดใหญ่ เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์อยู่พักใหญ่ๆ) สามคนที่อยู่ด้วยกันตั้งแต่วันแรกๆที่มาถึงบางแสน และเป็นตัวจุดชนวนเริ่มต้นของการเป็น ไอ้ขี้เมา ของผมในเวลาต่อมา คือเมื่อมาถึง พี่อาท ซึ่งเป็นผู้จัดการแผนกวิศวกรรมของภาคตะวันออกก็เลี้ยงรับด้วยการซื้อเบียร์ใส่หลังรถพวกเรามาหนึ่งลัง หลังจากเราเข้าที่พักกันแล้วก็ไม่พูดหล่ามทำเพลงใดๆทั้งสิ้น เปิดแล้วก็ซดๆๆๆๆกัน ตามประสาคนไกลบ้านกันอย่างเต็มที่ จนหมด...?
แล้วหลังจากนั้นเป็นต้นมาพวกเราก็ผลัดกันซื้อมาแช่ตู้เย็นไว้ทุกวัน โดยการเอาของในตู้เย็นออกทั้งหมดแล้วแช่เฉพาะ เบียร์กับน้ำแข็งของพวกเราไว้เต็มตู้เย็นทุกวัน แล้วเราก็เปิดสงครามเบียร์กันทุกคืนก่อนนอนเช่นกัน แต่นั่นก็ยังไม่เท่าไหร่ พอวันศุกร์ผมก็จะติดรถกลับเข้ามาบางกอกแวะบ้านญาติแถวๆแจ้งวัฒนะ ลุงของผมจะกินเหล้าทุกวันวันละเกือบกลม (ภายหลังป่วย ตับแข็ง ต้องนั่งรถเข็น จนกระทั่งทุกวันนี้) แต่เมื่อลุงมีเพื่อนกินอย่างผมปริมาณเลยเพิ่มขึ้นเป็นวันละสองกลม.. โอ้พระเจ้า ทุกวันศุกร์ เสาร์ วันละสองกลมทุกสัปดาห์ จนผมมีความรู้สึกว่า มันเป็นส่วนนึงในชีวิตผมไปซะแล้ว อยู่บางแสน เลิกงานกินเบียร์ ศุกร์ เสาร์ กินเหล้า เย็นวันอาทิตย์ไปถอนกับเบียร์อีกทีจนรู้สึกจะบวมๆกันไปทุกคนเพราะทีมงานที่มาอยู่ด้วยกันนี่ ปีศาจสุรา ชัดๆทำให้ทุกๆวันห้องพวกเราจะเต็มไปด้วยขวดเบียร์ วันไหนอยากเปลี่ยนบรรยากาศก็จะมี ขวดเหล้ากับขวดโซดาพ่วงมาด้วยนิดหน่อย นี่ไม่นับที่เราไปกินข้างนอกกันอีกนะครับ
จนเวลาผ่านไปซักระยะ ผมก็เริ่มจะเห็นสิ่งผิดปกติที่หน้าห้องของผม ห้องที่ผมพักคือห้อง 308 เป็นห้องที่ตรงกับโต๊ะแม่บ้านพอดีถ้าอยู่ในห้องน้ำจะได้ยินแม่บ้านคุยกันทุกวัน แต่ที่ผมเห็นคือที่หลังเคาน์เตอร์แม่บ้าน มีถุงดำขนาดใหญ่อยู่สามสี่ใบ ข้างในมีขวดเหล้า ขวดเบียร์อยู่เต็มทั้งสามใบและอีกใบมีอยู่ครึ่งนึง เลยถามแม่บ้านว่า ให้ผมช่วยยกลงไปทิ้งมั้ย เพราะกลัวว่าแม่บ้านจะยกไม่ไหว แม่บ้านก็บอกว่า "ทิ้งทำไม สะสมไว้ก่อนกว่าพวกน้องๆจะออกไปคงได้หลายอยู่" ทำให้ผมต้องเดินมองผลงานอัปยศของพวกเราทุกครั้งที่เดินออกจากห้อง แต่ก็แอบภูมิใจลึกๆเวลาที่เห็นมันเพิ่มขึ้นเป็น ห้าและหกถุงตามลำดับ.....
----------------------------------------------------------------------------
และเมื่องานเริ่มจะลดลง ทางทีมภาคเหนือที่มากันสามคน มีโยธิน ปรีชาและชนะชัย ก็ต้องเดินทางกลับโดยจะทำงานวันที่ 12 กุมภาพันธ์เป็นวันสุดท้ายแล้วจะกลับเชียงใหม่กันเลย ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องมีการเลี้ยงส่งกัน และมีแผนการว่าจะนั่งกินกันตั้งแต่คืนวันที่ 12 ยาวถึงวันที่ 13 กันเลยทีเดียว (โห..ความคิด) ผมในฐานะที่เป็นชุดแรกที่มาถึงบางแสนและได้นอนในห้องพักชั่วคราวกับพี่ไก่ ปรีชา เลยต้องมีส่วนร่วมในการเลี้ยงส่งครั้งนี้พอสมควรเลยยกเบียร์มาลังนึง มานั่งกินในห้อง 322 ที่ทีมงานภาคเหนือพักกันพอกินกันไปได้ซัก หกขวด เจ้าบี้ ชนะชัยก็เข้ามาพร้อมกับ บั๊ดดี้ ซึ่งเป็น NIM จาก กรุงเทพ ชื่อพี่แก้ว ซึ่งคู่นี้ว่าไปแล้วก็เข้าขากันได้ดีเลยทีเดียวเพราะเมาได้ที่เลยทั้งคู่
พี่แก้วนี่มีวีรเวรอยู่อย่างนึงที่อยากจะเล่าให้ฟัง คือเวลาพี่เค้าเมานี่จะห้าวเป้งเหลือเกิน ไม่ค่อยสนใจใคร อย่างเช่นวันนึงทีมของเค้าไปทำงานแถวๆสัตหีบ ถิ่นทหารเรือ พอเสร็จงานก็ชวนกันไปนั่งกินในฐานทัพเรือแถวๆริมทะเล มีพี่ปอนด์ เจ้าถิ่นพาเข้าไป นั่งกินไปเรื่อยเสียงพี่แก้วก็ดังขึ้นเรื่อยๆ แต่บังเอิญว่า วันนั้นมีนายทหารที่เป็นเพื่อนพี่ปอนด์มานั่งอยู่ด้วย แต่ด้วยความที่เสียงแกดังเลยมีลูกค้าโต๊ะอื่น ซึ่งก็เป็นทหารในนั้นนั่นละครับ มองมาเป็นระยะ พี่แก้วคงจะรู้ตัวเลยถามพี่ทหารที่นั่งอยู่ด้วยกันว่า "พี่ๆๆ ผมมานั่งในนี้นี่จะโดนตีนหรือเปล่า" พี่คนนั้นก็บอกว่า " ไม่มีอะไรหรอก นายทหารนั่งอยู่ด้วยไม่มีปัญหาอะไรหรอก" ทำให้บรรยากาศดูจะลดอุณหภูมิความรุนแรงลงไปได้พอสมควร แต่พี่แก้วที่นั่งเงียบไปชั่วครู่ก็พูดขึ้นมาว่า "แต่ถ้ามันจะมีอะไรจริงๆผมก็พร้อมนะพี่" เล่นเอาคนที่พาเข้าไปใจหายแว๊บ ต้องรีบ พากันกลับออกมาก่อนที่จะได้กิน...เป็นกับแกล้ม หลังจากนั้นพี่ปอนด์ มาบอกกับผมว่า " แม่ง...ไอ้แก้วมันพร้อมแต่มันไม่ถามพวกกูเลยว่าพร้อมหรือเปล่า"
เอาเป็นว่าพี่แก้วนี่ก็เอาการอยู่เหมือนกันและวันนี้คู่หูคู่ฮา คือเจ้าบี้กับพี่แก้วกลับเข้ามาในสภาพที่คงจะตึงๆมาจากที่อื่นแล้ว เมื่อมาถึงพี่แก้วก็ส่งแบ๊งค์พันให้เจ้าโยออกไปซื้ออะไรมากินกัน เจ้าโยกับเจ้าหมู (NIM บางแสน) หายออกไปแป๊บนึงก็หอบเสบียงมาพอสมควรพร้อมด้วยเงินทอน 10 บาทและสิ่งที่ได้มาก็เป็นประเภทเครื่องดื่มทั้งนั้น ทำให้ไม่ต้องเดาเลยว่าคืนนี้จะเป็นยังไง แต่ผมก็นั่งอยู่จนถึงเบียร์ลังที่สามก็อาศัยช่วงชุลมุนหนีกลับไปนอนที่ห้องเพราะ ทีมผมยังต้องมีงานในวันพรุ่งนี้อีกหนึ่งวัน
อย่างที่เคยบอกไว้ ห้องของผมจะติดกับโต๊ะแม่บ้าน ถ้าอยู่ในห้องน้ำจะได้ยินเสียงด้านนอกเสมอ วันนั้นผมตื่นประมาณ แปดโมงกว่าๆ เข้าไปนอนแช่น้ำอุ่นให้แอลกอฮอร์เจือจางไปบ้าง ป่านนี้ทีมภาคเหนือคงจะออกเดินทางกันแล้วเพราะต้องเข้ากรุงเทพกันก่อน แล้วค่อยเดินทางกลับเชียงใหม่ ผมนอนแช่น้ำอุ่นไปเรื่อยๆก็ได้ยินเสียงแม่บ้านคุยโทรศัพท์ คงจะคุยกับคนด้านล่างว่า " เจ้าขึ้นมาเบิ่งแน..ห้อง322 น่ะ" ผมนอนยิ้มอยู่ในอ่างคนเดียว สภาพห้อง 322 คงจะดูไม่ได้เลยแน่ๆ เพราะตอนผมกลับออกมาสภาพมันก็เหมือนกับสมรภูมิย่อยๆกันแล้ว ทั้งขนมทั้งถั่ว ขวดเบียร์ ปลิวว่อนกันอยู่ในนั้น แก้วน้ำไม่รู้ว่าจากห้องไหนบ้างก็มารวมกันอยู่ในนั้น น่าสงสารแม่บ้านจังเลย... แต่ก็คิดว่างานนี้คงจะเก็บขวดได้อีกถุงใหญ่ๆแน่ๆ "กว่าจะออกไปคงได้หลายอยู่"
-------------------------------------------------------------------------------
ช่วงที่ผมอยู่บางแสน เป็นช่วงที่ประเทศไทยได้รู้จักไข้หวัดนกเป็นครั้งแรก ก็เป็นที่หวาดกลัวกันทั่วไป แต่คงไม่มีใครเกินเจ้าเบิร์ด เด็กมหาชัย ที่ทำงานส่วน QA ที่มาดูเกี่ยวกับ Quality ของBTS ที่เปลี่ยนใหม่แน่ๆ เพราะเจ้านี่จะใส่ผ้าปิดปากปิดจมูกตลอดเวลา จนพี่ใหม่ต้องคอยปรามๆว่า "มึงอย่าเวอร์นักเลยวะ" แถมแก๊งค์เด็กเหนือที่อยู่กับผมก็ช่วยๆกันเตือนว่า "เบิร์ดเอ๊ย อยู่ที่นี่ หวัดนกไม่น่ากลัวเท่าตับแข็งหรอกว่ะ" ก็คงจะจริงเพราะพี่ไก่เคยบอกว่า "นี่ถ้าผมอยู่ที่นี่ซักเดือนสงสัยผมติดเหล้าแน่ๆ" แต่เจ้าโย ณ ลำพูน สวนขึ้นมาว่า "ไม่ต้องถึงเดือนหรอกพี่ แค่ สองอาทิตย์ก็รู้เรื่องแล้ว"..
พวกเราตระเวณกินเหล้ากันในบางแสนจนเกือบจะทั่ว ส่วนใหญ่จะนั่งกันริมทะเล กินเบียร์รับลมทะเล โอ้ ช่างมีความสุขเสียนี่กระไร พวกเราจะเปลี่ยนร้านกันไปเรื่อยๆ แต่ที่เหมือนกันคือ เข้าร้านไหนเสียค่าเก้าอี้ตัวละ ยี่สิบบาททุกร้าน หกคนเหมาร้อยนึง เท่ากันทุกร้าน ค่าอาหารก็ราคาเท่ากันทุกร้าน มาตรฐานเดียวกันทุกร้าน (มาตรฐานกำนันเป๊าะ) และทุกร้านต้องปิด สองทุ่มเหมือนกันทั้งหมด นั่นคือสิ่งที่เหมือนกันของร้านค้า แต่สิ่งที่เหมือนกันของพวกเราคือ นั่งร้านไหนแม่ค้าต้องขอร้องให้เลิกแทบทุกร้าน มีอยู่ร้านนึงที่ผมจำได้เลยเป็นร้านของป้าแก่ๆคนนึง "สงสารป้าเถอะ ป้าจะกลับบ้าน" เจอไม้นี้พวกเราเลยต้องย้ายไปกินบนห้องโดยไม่มีข้อแม้ขอแถมอีกสิบนาทีเหมือนร้านอื่นๆเลยครับ แต่ถึงพวกเราจะเมายังไงแต่งานไม่เคยเสียนะครับ จะมีแผนกโทรตามตลอดเวลา ถึงไหนแล้วติดปัญหาอะไรหรือเปล่า ตลอดทั้งวัน
แต่ เหนือฟ้ายังมีฟ้าฉันใด ขี้เมาก็ต้องมีเมากว่าฉันนั้น มีวันนึงพี่อาท ผู้จัดการแผนกที่นี่มานั่งกินกับพวกเราด้วย นั่งจนร้านปิด แกก็ให้ไปซื้อมากินต่อ "นั่งมันบนทรายนี่แหละได้อารมณ์ดี" เอาไงก็เอา กินกันจนนับขวดไม่ไหวพี่แกก็ไม่ยอมเลิก จนดึกมากแล้ว แกยังสั่งไอ้หมูให้ไปซื้อที่ 7-11 แถวๆนั้นมาอีก พวกเรานี่แทบจะคลานกันแล้ว แต่พี่อาทก็เสียงเริ่มอ้อแอ้ๆ แล้วเหมือนกัน ไอ้หมู หิ้วเบียร์สิงห์ มาอีกหกขวด พวกเรามองหน้ากันแบบรู้ชะตากรรมตัวเอง ตัวผมนั้นอย่าว่าแต่จะใส่ลงไปอีกเลยครับ ลุกขึ้นเดินยังไม่รู้เลยว่าจะไหวหรือเปล่า แล้วพี่ไก่ ก็กระซิบผมว่า " เอาฝังทรายซะบ้างเถอะวะจะได้ไปนอน" พวกเราก็แอบๆเอาเบียร์ฝังไว้ในทราย ฝังไปผมก็คิดไปว่า ไม่น่าเชื่อว่าชีวิตผมจะต้องมาทำเรื่องแบบนี้ ไม่เคยเลยจริงๆที่จะกินไม่หมดแล้วต้องยอมแพ้ขนาดนี้
"มึงซื้อมากี่ขวดกันแน่วะไอ้หมู" เสียงพี่อาทถามไอ้หมู "หกขวดครับ" "แล้วทำไมมันหมดเร็วนักวะ" "ก็ช่วยๆกันกินจะได้ไปนอนครับพี่ พรุ่งนี้มีงานเช้า" พี่ไก่รีบออกตัวทันที พอพูดถึงเรื่องงานพี่อาทก็เริ่มคิดได้ว่าถ้าพวกเราไปทำงานไม่ไหวแกเองนั่นละครับที่จะต้องเดือดร้อน เลยยอมเลิก แต่สรุปว่าแกกลับบ้านไม่ไหวต้องอาศัยนอนกับพวกเราที่โรงแรมนั่นละครับ แต่ก็ยังดีที่แกไม่ขับรถกลับไม่งั้นคงจะอันตรายกว่านี้เยอะเลยครับ
พอตื่นเช้าขึ้นมา พวกเราก็อาบน้ำไปทำงาน ช่วงที่เดินมาเจอกันที่ลานจอดรถ ไอ้โยก็ถามผมว่า "มึงไม่ไปขุดเบียร์เหรอวะ เสียดาย ตั้งสามขวดแนะ" ผมส่ายหน้า แล้วเดินขึ้นรถพลางบอกมันไปว่า "ถ้ามึงจะกินต่อก็ไปขุดเอาเองเถอะวะกูจำไม่ได้แล้วว่าฝังไว้ตรงไหน อีกอย่าง เมื่อคืนรอดมาได้ก็บุญแล้ว ช่างแม่..งเหอะ" และจากเหตุการณ์นี้ทำให้ผมไม่ค่อยกล้าไปนั่งกินกับพี่อาทอีกเลย เหนือฟ้ายังมีฟ้าจริงๆด้วยครับ
วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2553
บทความเก่าๆ - โอเค เบตง
วันนี้ 14/09/2552 ช่วงเย็นหลังจากเจ้าแอ๋วกลับไปภูเก็ตแล้ว ผมก็หลับไปงีบนึง ตื่นขึ้นมาฟ้าก็มืดซะแล้ว หยิบรีโมทกดช่องนู้น ช่องนี้ไปเรื่อยๆ จนมาถึงช่องมงคลแชลแนล หนังกำลังเริ่มพอดี ดูไตเติ้ล ดูเนื้อหา อ๋อ......เรื่องโอเคเบตงนี่เอง
หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่แปลกมากๆเรื่องนึง คือ ผมซื้อแผ่นมาไว้ที่บ้าน และมีโอกาสดูอีกสองสามครั้ง แต่ผมไม่คยดูจบเลยครับ ดูกี่ครั้งๆก็ไม่เคยผ่านฉากที่พระเจอกับ มารีอาหลานสาวของพระ ตอนต้นเรื่องซักที ทำไมเหรอครับ ไม่รู้เหมือนกัน คล้ายๆกับว่ามันมีความหลังอะไรบางอย่างกับชีวิตผมมากมายจริงๆ สำหรับเบตง
ปีนั้น ประมาณสี่ห้าปีที่แล้ว หลังจากที่คำว่า "โจรกระจอก" ถูกกล่าวออกมาจากปากนายกท่านนึง บ้านผมก็ลุกเป็นไฟ ยิงกันบ้าง วางระเบิดกันบ้าง มีการตายกันเหมือนใบไม้ร่วง (ทำไมต้องใบไม้ร่วง) หวาดระแวง ใช้ชีวิตอยู่อย่างไม่มีความสุขเลย แต่ถึงอย่างไรเราก็ยังอยู่กันได้
บ่อยครั้งที่ความขัดแย้งในบ้านของเรามาจากคนที่อื่น พี่ๆน้องๆไทยพุทธ มุสลิม เคยอยู่กันได้อย่างมีความสุข กลับต้องมาระแวงกันเพราะใครก็ไม่รู้ มีข่าวออกไปทุกวันว่าเหตุการณ์มันรุนแรง ปีนั้น ผมจำได้ว่าปลายปี 2547 หรือต้นปี 2548 นี่แหละครับ ผมได้ยินคนบางคนพูดว่า " ตำรวจ รีดไถ พวกนักเรียนตีกันนี่ทำไม่ส่งไปสามจังหวัดชายแดนวะ" ผมก็บอกไปว่า " ก็ที่บ้านกูมันตีกัน ยิงกันทุกวันนี้ก็เพราะมีคนคิดแบบมึงนี่แหละ" มีแต่ความคิดที่เป็นลบ ไม่รู้อะไรจริงๆแต่ขอให้พูดไว้ก่อน คนชั่วๆแบบนั้น เอาไว้ให้มันตายอยู่ที่บ้านมึงนั่นแหละ จะส่งมันลงไปชายแดนทำไม
เคยมาเห็นกันจริงๆหรือเปล่าว่าเขาอยู่กันยังไง พูดกันอย่างกับว่า มานอนอยู่แถวๆนี้เป็นปีๆ "ภาคใต้ น่ากลัววะ มีข่าวยิงกันวางระเบิดกันทุกวันเลย" พอไม่มีข่าวอะไรหายไปหลายๆวัน
"สงสัย แม่ง ปิดข่าววะ"
มันก็เป็นซะแบบนี้ละครับนิสัยของคน คนกันจนมั่ว คนกันไม่หยุด ปากก็บอกว่า กูไม่ยุ่ง ใจเย็นๆ อยู่สงบๆ แต่ในทางปฏิบัติ โคตรยุ่งเลย รู้ไม่รู้กูพูดไว้ก่อน เก่งนักหนาเวลาอยู่กันเยอะๆ รวมกลุ่มได้เมื่อไหร่ละก็ เก่งกันเหลือเกิน พูด จน ไม่รู้จะพูดอะไร ไม่มีอะไรจะพูดก็พูด กลัวว่าคนอื่นจะไม่รู้ว่าพูดได้ คนดีๆกัน ก็ปั่นซะจนเกลียดกันไปเลยก็มี
กลับมา....... โอเค เบตง
สมัยเรียน ปริญญาตรี ผมมีเพื่อนคนนึงชื่อ ไอ้จง ชื่อจริงมันชื่อ บรรจง เป็นลูกคนจีน อยู่ที่ในตลาดเบตง นี่ละครับ หน้าตาดี ดูเหมือนจะเรียบร้อย แต่มันก็แสบไม่ใช่ย่อยเหมือนกัน กินเหล้า เที่ยวเตร่ ไล่ตีกันบ้าง โดนเค้าไล่เตะบ้างมาด้วยกัน แต่มันเรียนจบก่อนผม เทอมนึง มันเก็บข้าวของแล้วบอกว่า "กูกลับบ้านแล้วนะ กูเรียนจบแล้ว จะกลับไปช่วยเตี่ย กรีดยาง" พวกเรายังคิดว่ามันล้อเล่น แต่มันก็ทำแบบนั้นจริงๆ
ปลายๆปี 2547 หลังจากที่ผมกลับจาก ภาคตะวันออก เลือดนักเดินทางในตัวของผมมันสูบฉีดเต็มที่ผมเดินทางไปในแทบจะทุกๆที่ ที่ผมอยากไป เวลาทำงานที่ไหนไม่เคยไป ก็จะแวะเข้าไปทันที พเนจรไปไม่หยุด หกเดือนนั้นผมนอนที่บ้านไม่กี่คืนที่เหลืออยู่ต่างจังหวัดตลอด จนวันนึงตอนกลางปี 2548 ไอ้จงมันโทรมาหา คุยนู่น คุยนี่ไปเรื่อย ผมก็บอกมันว่า "กูจะไปหามึง" มันก็คงจะคิดว่าผมพูดเล่น มันบอกว่ามาเถอะ ถ้ามึงผ่านตันหยงมัสมาได้ มาถึงบ้านกูก็ไม่มีอะไรแล้ว "เออ แล้วกูจะไป" วางสายเสร็จ ผมก็จัดการเรื่องวันลาทันที เก็บข้าวของที่จำเป็นยัดใส่เป้ สีแดงใบเก่ง เป้ Happy สีแดงที่ผ่านร้อนผ่านหนาวกับผมมานาน จนผมมาเลิกใช้มันโดยเด็ดขาดก็ตอนที่ สีแดงครองเมือง นั่นละครับ
ผมติดรถ พี่ที่ทำงานลงไปหาดใหญ่ เพราะพี่เค้ามีประชุมพอดี แล้วผมก็ให้เพื่อนอีกคนไปส่งที่ คิวรถตู้เบตง ผมโทรไปบอกไอ้จงว่าให้รอรับด้วยเพราะไม่เคยไป ไอ้จง มันคงจะแปลกใจนิดหน่อย "นี่ถ้าเป็นคนอื่นกูคงไม่เชื่อ แต่นี่เป็นมึง กูเลยไม่แปลกใจเท่าไหร่" แล้วมันก็ถามเวลารถ มันบอกว่าจะมารอรับอยู่หน้าบ้านให้บอกคนขับว่าลง...แล้วคนขับจะมาส่งถึงหน้าบ้านเลย
ผมนั่งมอง สองข้างทางไปเรื่อยๆ มองลองกอง ที่เหลืองเต็มต้นแต่ไม่มีคนเก็บ ทั้งๆที่เมื่อก่อน ลองกองแถวๆนี้ ราคาจะสูงมากๆ ผมหลับตาคิดถึงวันที่ผมมาทำงานที่ ลำพญา Site นั้นอยู่ในสวนลองกอง ลุงแก่ๆคนนึงเอาลองกองใส่ถุงมาให้ มากมาย รอยยิ้ม มิตรภาพ ไทยพุทธ มุสลิม ไม่มีข้อแปลกแยก ไม่มีพวกมึงพวกกู มีแต่คำว่า พี่น้องและคนไทยด้วยกัน ผมนั่งคิดนู่นคิดนี่ คิดถึง วันที่มาเที่ยวเขื่อนบางลาง มากินปลาแรด ตัวใหญ่ๆ เดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างสบายใจไม่ต้องกังวล เพราะที่นี่คือแผ่นดินไทย แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว
ผมเริ่มเห็นรถทะเบียน เบตง โอ้...มันมีจริงๆเหรอเนี่ย (รู้ทั้งรู้ว่ามี) อดนึกขำเรื่องที่เพื่อนๆเล่าให้ฟังว่าโดนตำรวจจราจรในกรุงเทพ จับ เพราะไม่รู้ว่ามีทะเบียน เบตง กว่าจะทำความเข้าใจกันได้ก็เหนื่อยพอสมควร
และแล้วผมก็มายืนอยู่หน้าบ้านไอ้จง มันพาผมเข้าไปไหว้เตี่ย ไหว้ แม่และพี่ชายของมัน เอาข้าวของไปเก็บ แล้วก็นั่งคุยกันหน้าบ้าน พอตกเย็นก็นั่งซ้อนท้าย มอเตอร์ไซค์ ออกไปเที่ยวกัน "บ้านมึงนี่ดีนะไม่ต้องใส่หมวกกันน็อค ตำรวจก็ไม่จับ" (ตอนนั้นนะครับ) ถ้าบ้านกูละก็โดนสอยโดนชี้หน้าเรียกให้จอด ยังกะมันชี้เลือกเด็กในตู้เลยละ ไอ้จงพาผมขับรถชมเมือง ไปดูไก่ (ไก่จริงๆ) ตัวใหญ่ๆ แถวๆถนนสร้างใหม่ เป็นรูปไก่เบตงตัวใหญ่ เสียดายที่รูปชุดนี้หายไปพร้อมกับ โน๊ตบุ๊คตัวเก่า เหลือไว้เพียงแค่ความทรงจำเท่านั้น และคืนแรก เราก็เที่ยวชมเมืองนิดหน่อยแล้วเราก็กลับมานอน
ผมจำได้ว่าช่วงนั้นฝนตกนิดหน่อย ไอ้จงเลยว่างบางวันมันไม่ต้องกรีดยาง เลยมีเวลาพาผมเที่ยว แต่ผมบอกมันว่า ไม่ต้องพาไปไหนมากหรอก อยากจะเห็นชีวิตประจำวันของคนแถวนี้มากกว่า ไอ้จงเลยจัดให้ มันตื่นดึกๆไปกรีดยาง กลับมานอน ตื่นสายๆ เพราะเตี่ยมันจะเป็นคนทำแผ่น ยางแผ่นที่เบตง ใหญ่มากๆๆๆๆๆ ไม่เหมือนยางแผ่นที่บ้านผม ยางแผ่นที่บ้านผม แผ่นนึงหนักประมาณ 1 กิโลแต่ยางแผ่นที่นี่ ต้องหนักกว่าที่บ้านผม สองสามเท่า ไอ้จงบอกผมว่า ถ้ามัวทำแผ่นเล็กๆมันไม่ทันเวลา (ตอนนั้นผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่ทันเวลา)
เบตง ตอนนั้นเป็นเมืองที่ไม่มีการก่อการร้าย ไม่มีข่าวใดๆ ช่วงสายๆผมไปถ่ายรูปไปดูหมอกยามเช้าที่วัดแบบในรูปหน้าปกหนัง โอเค เบตง ไปเที่ยวด่านเบตงไปเที่ยวถ้ำปิยมิตร ไปนู่นไปนี่ ไปบ่อน้ำร้อน ไปทุกที่ที่อยากไป วันไหนฝนตกผมก็เช่าการ์ตูนมาอ่าน เรียกว่าลืมโลกภายนอกไปเลยครับ
กลางคืนมานั่งกินกาแฟ ดูนกนางแอ่น นั่งคุยกับเพื่อนของไอ้จง ที่เป็นอิสลามบ้าง ไทยพุทธบ้าง สนุกสนานดี มีแต่รอยยิ้มและมิตรภาพ วันไหนไม่มีอะไรทำก็ แทงสนุ๊ก สูบใบจาก ดึกๆถ้าว่างก็ไปหาเบียร์กิน ร้องเพลง จนถึงวันที่ผมจะกลับ ไอ้จงมันก็บอกว่ามันจะออกมาในเมืองด้วย มันจะเข้ามาในเมืองยะลามาหาเพื่อน มาเยี่ยมแฟน เราเลยเก็บข้าวของออกมาพร้อมกัน
ขากลับผมนั่งรถแท๊กซี่ เบนซ์ ด้วยนะ ผมจำคนขับได้เป็นอย่างดีแม้ว่าจะผ่านมาหลายปีแล้วก็ตาม คนขับเป็นชายร่างเล็ก ชื่อ ลุงจ้อย ใครไปเบตง ลองถามหาดูนะครับเผื่อจะเจอ ผมนั่งฟังการพูดคุยกันในรถเงียบๆอย่างสนใจ ผู้โดยสารคนนึงน่าจะเป็นครู ครูคนนี้คุยกับลุงจ้อยตลอดทาง ครูบอกว่า เมืองไทยโชคดีที่มีในหลวง ท่านเก่งจริงๆ ผมแอบยิ้ม และนั่งคิดคนเดียวว่า "นี่ขนาดในป่าในเขา บารมีในหลวงยังแผ่มาถึง เมืองไทยนี่โชคดีจริงๆ"
ลุงจ้อย เล่าอะไรให้ฟังหลายอย่าง บางครั้งมีมอเตอร์ไซค์ขับหวาดเสียวน่ากลัว ครูถามลุงจ้อยว่า "ทำไมไม่บีบแตร" ลุงจ้อยบอกว่า "อย่าเลยครับ คนเราคิดไม่เหมือนกัน เราคิดว่าจะเตือน แต่ถ้าเขาแปลเจตนาเราผิด เดี๋ยวก็ ไม่สบายใจกันเปล่าๆ" จนถึงทุกวันนี้ ผมก็ยังแอบๆเอาประโยคนี้ของลุงจ้อยมาใช้อยู่บ้าง เงียบได้ก็เงียบ อย่าไปยุ่งกับมัน เดี๋ยวมันก็เงียบไปเอง เลิกกันไปเอง
ระยะทางจากเบตง มายะลามันก็ไกลพอสมควร ลุงจ้อยกับครูก็คุยกันอีกมากมาย ลุงจ้อยพูดจาเรียบร้อยมาก ลุงยังเล่าถึงสมัยที่เรียน ดูลุงจ้อยจะภูมิใจกับโรงเรียนที่ลุงเคยเรียนมาก และจะรักและเคารพครูที่สอนลุงมามากมาย ผมอดคิดถึงเด็กทุกวันนี้ที่ไม่เคยแม้แต่จะคิดที่จะเกรงใจคนเป็นครู แต่ก็นั่นละครับ ครูบางคน อย่าว่าแต่จะยกมือไหว้เลยครับ เห็นแล้วอยากจะขอร้องให้ไปทำงานอื่นเถอะ อย่ามาเป็นแม่พิมพ์เลวๆให้อนาคตของชาติเลย
มีผู้โดยสารหญิงคนนึงถามว่า "ลุงซื้อหวยบ้างหรือเปล่า" โอ้ ในป่าในเขา หวยก็เข้ามาถึงเช่นกันครับ " ไม่ครับ ชีวิตผม ตั้งแต่เด็กๆมา ถ้าอยากได้อะไรต้องทำงานแลกมาตลอด ไม่เคยมี โชคเรื่องแบบนี้เลย ทำงานเก็บเงินอย่างเดียวครับ" เยี่ยมจริงๆเลยครับลุง
จนมาถึงแยก มลายู-บางกอก ลุงจ้อยเล่าความเป็นมาของ บ้านมลายูที่มาจากบางกอกให้ฟัง แต่ตอนนั้นใจผมมันคิดถึงแต่เมืองยะลา เลยไม่ได้สนใจมาก ถึงตอนนี้มานั่งนึกเสียดาย เดี๋ยวจะลองไปค้นหามาเขียนไว้ซักหน่อย เพราะเรื่องราวมันน่าสนใจดีครับ เมื่อมาถึงยะลาเราพักที่โรงแรมยะลา มายเฮาส์ กลางคืนก็เมา ร้องคาราโอเกะ โดยที่ไม่สนใจว่าเมื่อไม่กี่วันมีระเบิดที่หน้าโรงแรม สนุกอย่างเดียว จนสายๆอีกวันก็ติดรถแฟนของไอ้จงเข้าหาดใหญ่ แล้วผมก็นั่งรถไฟกลับสุราษฎร์ธานี เมื่อกลับถึงบ้าน ดูข่าวก็เห็นข่าว ป้อมตำรวจ+ทหาร ที่ผมนั่งรถผ่านโดนถล่ม ดูข่าวแล้วก็ใจหาย ไม่รู้เมื่อไหร่ไอ้พวกบ้านั่นจะเลิกกันซะที
จริงๆแล้วมันมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกเยอะที่ผมไม่สามารถที่จะเล่าได้ เหตุการณ์ตอนไปเบตงเลยดูเหมือนข้ามไปข้ามมา แต่ก็อยากจะเขียนไว้เป็นความทรงจำดีๆเก็บไว้ ทุกที่ที่เป็นที่เที่ยวของเบตง ผมใช้เวลาสี่ห้าวันที่อยู่ที่นั่นไปเที่ยวจนทั่ว ด้านมืดด้านสว่างก็ไปชมมาจนเกือบจะทั่ว แต่เขียนออกมาได้เท่านี้ละครับ ไว้ถ้าผมว่างจะสแกนรูปมาใส่ไว้ให้ดูเพราะมีบางภาพที่ผม ไปอัดเก็บไว้ถึงแม้ว่ามันจะไม่หมดทุกรูปแต่ก็พอเหลือไว้บ้าง ไม่หายไปหมดซะทีเดียว ไว้วันไหนว่างๆค่อยมาเขียนเล่าเรื่องอื่นๆให้อ่านกันอีกครับ วันนี้พอแค่นี้ก่อนเพราะงานยังไม่เสร็จเลยครับ
หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่แปลกมากๆเรื่องนึง คือ ผมซื้อแผ่นมาไว้ที่บ้าน และมีโอกาสดูอีกสองสามครั้ง แต่ผมไม่คยดูจบเลยครับ ดูกี่ครั้งๆก็ไม่เคยผ่านฉากที่พระเจอกับ มารีอาหลานสาวของพระ ตอนต้นเรื่องซักที ทำไมเหรอครับ ไม่รู้เหมือนกัน คล้ายๆกับว่ามันมีความหลังอะไรบางอย่างกับชีวิตผมมากมายจริงๆ สำหรับเบตง
ปีนั้น ประมาณสี่ห้าปีที่แล้ว หลังจากที่คำว่า "โจรกระจอก" ถูกกล่าวออกมาจากปากนายกท่านนึง บ้านผมก็ลุกเป็นไฟ ยิงกันบ้าง วางระเบิดกันบ้าง มีการตายกันเหมือนใบไม้ร่วง (ทำไมต้องใบไม้ร่วง) หวาดระแวง ใช้ชีวิตอยู่อย่างไม่มีความสุขเลย แต่ถึงอย่างไรเราก็ยังอยู่กันได้
บ่อยครั้งที่ความขัดแย้งในบ้านของเรามาจากคนที่อื่น พี่ๆน้องๆไทยพุทธ มุสลิม เคยอยู่กันได้อย่างมีความสุข กลับต้องมาระแวงกันเพราะใครก็ไม่รู้ มีข่าวออกไปทุกวันว่าเหตุการณ์มันรุนแรง ปีนั้น ผมจำได้ว่าปลายปี 2547 หรือต้นปี 2548 นี่แหละครับ ผมได้ยินคนบางคนพูดว่า " ตำรวจ รีดไถ พวกนักเรียนตีกันนี่ทำไม่ส่งไปสามจังหวัดชายแดนวะ" ผมก็บอกไปว่า " ก็ที่บ้านกูมันตีกัน ยิงกันทุกวันนี้ก็เพราะมีคนคิดแบบมึงนี่แหละ" มีแต่ความคิดที่เป็นลบ ไม่รู้อะไรจริงๆแต่ขอให้พูดไว้ก่อน คนชั่วๆแบบนั้น เอาไว้ให้มันตายอยู่ที่บ้านมึงนั่นแหละ จะส่งมันลงไปชายแดนทำไม
เคยมาเห็นกันจริงๆหรือเปล่าว่าเขาอยู่กันยังไง พูดกันอย่างกับว่า มานอนอยู่แถวๆนี้เป็นปีๆ "ภาคใต้ น่ากลัววะ มีข่าวยิงกันวางระเบิดกันทุกวันเลย" พอไม่มีข่าวอะไรหายไปหลายๆวัน
"สงสัย แม่ง ปิดข่าววะ"
มันก็เป็นซะแบบนี้ละครับนิสัยของคน คนกันจนมั่ว คนกันไม่หยุด ปากก็บอกว่า กูไม่ยุ่ง ใจเย็นๆ อยู่สงบๆ แต่ในทางปฏิบัติ โคตรยุ่งเลย รู้ไม่รู้กูพูดไว้ก่อน เก่งนักหนาเวลาอยู่กันเยอะๆ รวมกลุ่มได้เมื่อไหร่ละก็ เก่งกันเหลือเกิน พูด จน ไม่รู้จะพูดอะไร ไม่มีอะไรจะพูดก็พูด กลัวว่าคนอื่นจะไม่รู้ว่าพูดได้ คนดีๆกัน ก็ปั่นซะจนเกลียดกันไปเลยก็มี
กลับมา....... โอเค เบตง
สมัยเรียน ปริญญาตรี ผมมีเพื่อนคนนึงชื่อ ไอ้จง ชื่อจริงมันชื่อ บรรจง เป็นลูกคนจีน อยู่ที่ในตลาดเบตง นี่ละครับ หน้าตาดี ดูเหมือนจะเรียบร้อย แต่มันก็แสบไม่ใช่ย่อยเหมือนกัน กินเหล้า เที่ยวเตร่ ไล่ตีกันบ้าง โดนเค้าไล่เตะบ้างมาด้วยกัน แต่มันเรียนจบก่อนผม เทอมนึง มันเก็บข้าวของแล้วบอกว่า "กูกลับบ้านแล้วนะ กูเรียนจบแล้ว จะกลับไปช่วยเตี่ย กรีดยาง" พวกเรายังคิดว่ามันล้อเล่น แต่มันก็ทำแบบนั้นจริงๆ
ปลายๆปี 2547 หลังจากที่ผมกลับจาก ภาคตะวันออก เลือดนักเดินทางในตัวของผมมันสูบฉีดเต็มที่ผมเดินทางไปในแทบจะทุกๆที่ ที่ผมอยากไป เวลาทำงานที่ไหนไม่เคยไป ก็จะแวะเข้าไปทันที พเนจรไปไม่หยุด หกเดือนนั้นผมนอนที่บ้านไม่กี่คืนที่เหลืออยู่ต่างจังหวัดตลอด จนวันนึงตอนกลางปี 2548 ไอ้จงมันโทรมาหา คุยนู่น คุยนี่ไปเรื่อย ผมก็บอกมันว่า "กูจะไปหามึง" มันก็คงจะคิดว่าผมพูดเล่น มันบอกว่ามาเถอะ ถ้ามึงผ่านตันหยงมัสมาได้ มาถึงบ้านกูก็ไม่มีอะไรแล้ว "เออ แล้วกูจะไป" วางสายเสร็จ ผมก็จัดการเรื่องวันลาทันที เก็บข้าวของที่จำเป็นยัดใส่เป้ สีแดงใบเก่ง เป้ Happy สีแดงที่ผ่านร้อนผ่านหนาวกับผมมานาน จนผมมาเลิกใช้มันโดยเด็ดขาดก็ตอนที่ สีแดงครองเมือง นั่นละครับ
ผมติดรถ พี่ที่ทำงานลงไปหาดใหญ่ เพราะพี่เค้ามีประชุมพอดี แล้วผมก็ให้เพื่อนอีกคนไปส่งที่ คิวรถตู้เบตง ผมโทรไปบอกไอ้จงว่าให้รอรับด้วยเพราะไม่เคยไป ไอ้จง มันคงจะแปลกใจนิดหน่อย "นี่ถ้าเป็นคนอื่นกูคงไม่เชื่อ แต่นี่เป็นมึง กูเลยไม่แปลกใจเท่าไหร่" แล้วมันก็ถามเวลารถ มันบอกว่าจะมารอรับอยู่หน้าบ้านให้บอกคนขับว่าลง...แล้วคนขับจะมาส่งถึงหน้าบ้านเลย
ผมนั่งมอง สองข้างทางไปเรื่อยๆ มองลองกอง ที่เหลืองเต็มต้นแต่ไม่มีคนเก็บ ทั้งๆที่เมื่อก่อน ลองกองแถวๆนี้ ราคาจะสูงมากๆ ผมหลับตาคิดถึงวันที่ผมมาทำงานที่ ลำพญา Site นั้นอยู่ในสวนลองกอง ลุงแก่ๆคนนึงเอาลองกองใส่ถุงมาให้ มากมาย รอยยิ้ม มิตรภาพ ไทยพุทธ มุสลิม ไม่มีข้อแปลกแยก ไม่มีพวกมึงพวกกู มีแต่คำว่า พี่น้องและคนไทยด้วยกัน ผมนั่งคิดนู่นคิดนี่ คิดถึง วันที่มาเที่ยวเขื่อนบางลาง มากินปลาแรด ตัวใหญ่ๆ เดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างสบายใจไม่ต้องกังวล เพราะที่นี่คือแผ่นดินไทย แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว
ผมเริ่มเห็นรถทะเบียน เบตง โอ้...มันมีจริงๆเหรอเนี่ย (รู้ทั้งรู้ว่ามี) อดนึกขำเรื่องที่เพื่อนๆเล่าให้ฟังว่าโดนตำรวจจราจรในกรุงเทพ จับ เพราะไม่รู้ว่ามีทะเบียน เบตง กว่าจะทำความเข้าใจกันได้ก็เหนื่อยพอสมควร
และแล้วผมก็มายืนอยู่หน้าบ้านไอ้จง มันพาผมเข้าไปไหว้เตี่ย ไหว้ แม่และพี่ชายของมัน เอาข้าวของไปเก็บ แล้วก็นั่งคุยกันหน้าบ้าน พอตกเย็นก็นั่งซ้อนท้าย มอเตอร์ไซค์ ออกไปเที่ยวกัน "บ้านมึงนี่ดีนะไม่ต้องใส่หมวกกันน็อค ตำรวจก็ไม่จับ" (ตอนนั้นนะครับ) ถ้าบ้านกูละก็โดนสอยโดนชี้หน้าเรียกให้จอด ยังกะมันชี้เลือกเด็กในตู้เลยละ ไอ้จงพาผมขับรถชมเมือง ไปดูไก่ (ไก่จริงๆ) ตัวใหญ่ๆ แถวๆถนนสร้างใหม่ เป็นรูปไก่เบตงตัวใหญ่ เสียดายที่รูปชุดนี้หายไปพร้อมกับ โน๊ตบุ๊คตัวเก่า เหลือไว้เพียงแค่ความทรงจำเท่านั้น และคืนแรก เราก็เที่ยวชมเมืองนิดหน่อยแล้วเราก็กลับมานอน
ผมจำได้ว่าช่วงนั้นฝนตกนิดหน่อย ไอ้จงเลยว่างบางวันมันไม่ต้องกรีดยาง เลยมีเวลาพาผมเที่ยว แต่ผมบอกมันว่า ไม่ต้องพาไปไหนมากหรอก อยากจะเห็นชีวิตประจำวันของคนแถวนี้มากกว่า ไอ้จงเลยจัดให้ มันตื่นดึกๆไปกรีดยาง กลับมานอน ตื่นสายๆ เพราะเตี่ยมันจะเป็นคนทำแผ่น ยางแผ่นที่เบตง ใหญ่มากๆๆๆๆๆ ไม่เหมือนยางแผ่นที่บ้านผม ยางแผ่นที่บ้านผม แผ่นนึงหนักประมาณ 1 กิโลแต่ยางแผ่นที่นี่ ต้องหนักกว่าที่บ้านผม สองสามเท่า ไอ้จงบอกผมว่า ถ้ามัวทำแผ่นเล็กๆมันไม่ทันเวลา (ตอนนั้นผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่ทันเวลา)
เบตง ตอนนั้นเป็นเมืองที่ไม่มีการก่อการร้าย ไม่มีข่าวใดๆ ช่วงสายๆผมไปถ่ายรูปไปดูหมอกยามเช้าที่วัดแบบในรูปหน้าปกหนัง โอเค เบตง ไปเที่ยวด่านเบตงไปเที่ยวถ้ำปิยมิตร ไปนู่นไปนี่ ไปบ่อน้ำร้อน ไปทุกที่ที่อยากไป วันไหนฝนตกผมก็เช่าการ์ตูนมาอ่าน เรียกว่าลืมโลกภายนอกไปเลยครับ
กลางคืนมานั่งกินกาแฟ ดูนกนางแอ่น นั่งคุยกับเพื่อนของไอ้จง ที่เป็นอิสลามบ้าง ไทยพุทธบ้าง สนุกสนานดี มีแต่รอยยิ้มและมิตรภาพ วันไหนไม่มีอะไรทำก็ แทงสนุ๊ก สูบใบจาก ดึกๆถ้าว่างก็ไปหาเบียร์กิน ร้องเพลง จนถึงวันที่ผมจะกลับ ไอ้จงมันก็บอกว่ามันจะออกมาในเมืองด้วย มันจะเข้ามาในเมืองยะลามาหาเพื่อน มาเยี่ยมแฟน เราเลยเก็บข้าวของออกมาพร้อมกัน
ขากลับผมนั่งรถแท๊กซี่ เบนซ์ ด้วยนะ ผมจำคนขับได้เป็นอย่างดีแม้ว่าจะผ่านมาหลายปีแล้วก็ตาม คนขับเป็นชายร่างเล็ก ชื่อ ลุงจ้อย ใครไปเบตง ลองถามหาดูนะครับเผื่อจะเจอ ผมนั่งฟังการพูดคุยกันในรถเงียบๆอย่างสนใจ ผู้โดยสารคนนึงน่าจะเป็นครู ครูคนนี้คุยกับลุงจ้อยตลอดทาง ครูบอกว่า เมืองไทยโชคดีที่มีในหลวง ท่านเก่งจริงๆ ผมแอบยิ้ม และนั่งคิดคนเดียวว่า "นี่ขนาดในป่าในเขา บารมีในหลวงยังแผ่มาถึง เมืองไทยนี่โชคดีจริงๆ"
ลุงจ้อย เล่าอะไรให้ฟังหลายอย่าง บางครั้งมีมอเตอร์ไซค์ขับหวาดเสียวน่ากลัว ครูถามลุงจ้อยว่า "ทำไมไม่บีบแตร" ลุงจ้อยบอกว่า "อย่าเลยครับ คนเราคิดไม่เหมือนกัน เราคิดว่าจะเตือน แต่ถ้าเขาแปลเจตนาเราผิด เดี๋ยวก็ ไม่สบายใจกันเปล่าๆ" จนถึงทุกวันนี้ ผมก็ยังแอบๆเอาประโยคนี้ของลุงจ้อยมาใช้อยู่บ้าง เงียบได้ก็เงียบ อย่าไปยุ่งกับมัน เดี๋ยวมันก็เงียบไปเอง เลิกกันไปเอง
ระยะทางจากเบตง มายะลามันก็ไกลพอสมควร ลุงจ้อยกับครูก็คุยกันอีกมากมาย ลุงจ้อยพูดจาเรียบร้อยมาก ลุงยังเล่าถึงสมัยที่เรียน ดูลุงจ้อยจะภูมิใจกับโรงเรียนที่ลุงเคยเรียนมาก และจะรักและเคารพครูที่สอนลุงมามากมาย ผมอดคิดถึงเด็กทุกวันนี้ที่ไม่เคยแม้แต่จะคิดที่จะเกรงใจคนเป็นครู แต่ก็นั่นละครับ ครูบางคน อย่าว่าแต่จะยกมือไหว้เลยครับ เห็นแล้วอยากจะขอร้องให้ไปทำงานอื่นเถอะ อย่ามาเป็นแม่พิมพ์เลวๆให้อนาคตของชาติเลย
มีผู้โดยสารหญิงคนนึงถามว่า "ลุงซื้อหวยบ้างหรือเปล่า" โอ้ ในป่าในเขา หวยก็เข้ามาถึงเช่นกันครับ " ไม่ครับ ชีวิตผม ตั้งแต่เด็กๆมา ถ้าอยากได้อะไรต้องทำงานแลกมาตลอด ไม่เคยมี โชคเรื่องแบบนี้เลย ทำงานเก็บเงินอย่างเดียวครับ" เยี่ยมจริงๆเลยครับลุง
จนมาถึงแยก มลายู-บางกอก ลุงจ้อยเล่าความเป็นมาของ บ้านมลายูที่มาจากบางกอกให้ฟัง แต่ตอนนั้นใจผมมันคิดถึงแต่เมืองยะลา เลยไม่ได้สนใจมาก ถึงตอนนี้มานั่งนึกเสียดาย เดี๋ยวจะลองไปค้นหามาเขียนไว้ซักหน่อย เพราะเรื่องราวมันน่าสนใจดีครับ เมื่อมาถึงยะลาเราพักที่โรงแรมยะลา มายเฮาส์ กลางคืนก็เมา ร้องคาราโอเกะ โดยที่ไม่สนใจว่าเมื่อไม่กี่วันมีระเบิดที่หน้าโรงแรม สนุกอย่างเดียว จนสายๆอีกวันก็ติดรถแฟนของไอ้จงเข้าหาดใหญ่ แล้วผมก็นั่งรถไฟกลับสุราษฎร์ธานี เมื่อกลับถึงบ้าน ดูข่าวก็เห็นข่าว ป้อมตำรวจ+ทหาร ที่ผมนั่งรถผ่านโดนถล่ม ดูข่าวแล้วก็ใจหาย ไม่รู้เมื่อไหร่ไอ้พวกบ้านั่นจะเลิกกันซะที
จริงๆแล้วมันมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกเยอะที่ผมไม่สามารถที่จะเล่าได้ เหตุการณ์ตอนไปเบตงเลยดูเหมือนข้ามไปข้ามมา แต่ก็อยากจะเขียนไว้เป็นความทรงจำดีๆเก็บไว้ ทุกที่ที่เป็นที่เที่ยวของเบตง ผมใช้เวลาสี่ห้าวันที่อยู่ที่นั่นไปเที่ยวจนทั่ว ด้านมืดด้านสว่างก็ไปชมมาจนเกือบจะทั่ว แต่เขียนออกมาได้เท่านี้ละครับ ไว้ถ้าผมว่างจะสแกนรูปมาใส่ไว้ให้ดูเพราะมีบางภาพที่ผม ไปอัดเก็บไว้ถึงแม้ว่ามันจะไม่หมดทุกรูปแต่ก็พอเหลือไว้บ้าง ไม่หายไปหมดซะทีเดียว ไว้วันไหนว่างๆค่อยมาเขียนเล่าเรื่องอื่นๆให้อ่านกันอีกครับ วันนี้พอแค่นี้ก่อนเพราะงานยังไม่เสร็จเลยครับ
วันพฤหัสบดีที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2553
รำลึกอดีตที่ภูเก็ต
พูดถึงสมัยสี่ปีที่แล้ว ตอนนั้นชีวิตผมมันไม่เหมือนตอนนี้เลย ชีวิตช่วงนั้นเรียกได้ว่า เสเพลเอาเรื่องทีเดียว กินเหล้าแบบหัวทิ่มหัวตำ เรียกได้ว่าเมืองภูเก็ตทั้งเมืองผมไปมาซะแทบทุกร้าน ร้านไม่ปิดไม่กลับไปนอน สมัยนั้นไม่กวดขันเรื่องเมาแล้วขับเหมือนสมัยนี้ เลยกินเต็มที่ และบ่อยครั้งที่ผมต้องจอดรถนอนข้างทาง
อย่างร้านโรงฝิ่นใต้โรงแรมถาวรสมัยนั้น ผมนั่งกินจน หกโมงเช้า กินกับใครนะเหรอ ก็กับเจ้านักดนตรีในร้านนั่นแหละ เริ่มจากผมไปกับเพื่อนอีกคนเสร็จจากงาน Cell Down ตอนสองทุ่มกว่าๆ ไม่อยากกลับไปนอน เลยกะจะไปนั่งกินเหล้าซักแบนแล้วค่อยกลับมานอน พอไปนั่งปุ๊บ เราก็นั่งโต๊ะติดกับเวที กินกันไปคนละแก้วสองแก้ว เจ้านักดนตรีก็เล่นเพลง "ขนำน้อย" ของพี่ป๋อง ณ ปะเหลียน ที่ตอนนั้นเพิ่งออกวางแผงใหม่ๆ ซึ่งผมชอบมาก(ชอบในความซื่อๆของเพลง ที่ไม่มีอะไรเลยแต่เพราะ) เลยบอกเด็กเสริฟให้ชงเหล้าให้มือกีตาร์คนนี้แก้วนึง เค้าก็หันมาขอบคุณแล้วก็ยิ้มทักทาย หลังจากนั้นเราขอเพลงอะไรพี่แกไม่เคยขัด
เราก็สั่งเหล้ามาเพิ่มคราวนี้ กลมนึงเลยกลัวไม่พอ ชงไปชงมาก็ถึงเวลาพักช่วงประมาณเที่ยงคืนกว่าๆเจ้านี่ก็ลงมานั่งกับพวกเรา (แต่ที่พักนี้คือเค้าจะผลัดกันพัก บนเวทีจะมีคนเล่นตลอดไม่ขาดตอนทำให้ที่นี่ได้รับความนิยมพอสมควรเลยในช่วงนั้น) นั่งกินไปคุยไป จนถึงเวลาที่ต้องขึ้นไปเล่นเราก็ยังชงเหล้าส่งไปให้เรื่อยๆจนกระทั่งร้านเลิก พี่แกก็ยังไม่มีทีท่าจะเมา ส่วนเราก็ยังติดลม แถมพี่แกสั่งเหล้ามาอีกขวดแล้วชวนเรากินอีก เลยนั่งกินกันต่อในร้าน ที่เปิดไฟสว่างแล้ว นานเท่าไหร่ไม่ทราบจนได้ยินเสียง "โครม" คือเสียงเด็กเสริฟเอาเก้าอี้กระแทกโต๊ะ นั่นแหละถึงจะรู้สึกตัวว่าเหลือแต่เราสามคน เลยย้ายมานั่งกินต่อที่ล็อบบี้โรงแรมนั่งกินมันสามคน จนเหล้าหมดไปอีกกลม เลยถอยออกมาจากล็อบบี้เพื่อที่จะกลับที่พัก
แต่เวลานั้นฟ้ากำลังจะสว่างพอดี "เดี๋ยวๆๆๆๆ พอดีในรถมีเบียร์อีกสองกระป๋อง เอาไปด้วยสิ" พี่แกใจดีอีก ผมเลยเปิดเบียร์ กินกับเพื่อนอีกคนละกระป๋อง แล้วก็ขึ้นรถ "มึงจะกลับที่พักจริงๆเหรอ" เพื่อนผมถามด้วยสภาพที่ไม่ต่างกับผมซักเท่าไหร่ "งั้นนอนในรถกันดีกว่าวะ" พอเพื่อนผมเห็นด้วยผมก็เอนเบาะลง แล้วผมก็ไม่รู้สึกตัวอะไรอีกเลยจนเที่ยงวันที่แดดร้อนซะจนเสื้อเปียกถึงจะตื่นแล้วก็ขับรถกลับที่พัก ไปนอนต่อ โดยงานที่ต้องทำของวันนั้นยกยอดมาทำตอนกลางคืนแทน โดยบอกกับหัวหน้าว่า "ผมว่าทำกลางคืนดีกว่านะพี่มันไม่ร้อน"
สมัยอยู่ภูเก็ตช่วงแรกๆคู่หูของผมจะเป็นไอ้บอย เพื่อนรุ่นเดียวกันสมัย ปวส ช่วงนั้นการทำงานกลางคืนเป็นเรื่องปกติของพวกเราเพราะต้องดูแลเครือข่ายทั้งคืน เนื่องจากสมัยนั้นเสาสัญญาณไม่ได้มากเหมือนสมัยนี้ ถ้าตรงไหนใช้ไม่ได้มันจะใช้ไม่ได้เป็นบริเวณกว้าง ทางบริษัทจึงเน้นย้ำให้แก้ไขให้ได้เร็วที่สุด นี่ก็คงจะเป็นสาเหตุนึงที่พนักงานส่วนงานของผมรุ่นแรกๆจะขับรถเร็วกันทุกคน สมัยนั้นเราจะขับรถรอบเกาะภูเก็ตกันแทบทุกวัน แถมบ่อยครั้งที่ช่วงตีหนึ่งตีสองก็ยังต้องขับอยู่และช่วงเวลานี้เองที่ผมได้เจอกับ "ผีวงเวียน"
วงเวียนที่ว่าคือวงเวียนกะรน ที่จะตัดมาออกหาดป่าตองนั่นแหละครับ พวกเราที่ทำงานดูแลเครือข่ายจะครบเครื่องทุกคน คือเหล้า บุหรี่ เคยมีการรับพนักงานรุ่นหลังผมอีกสองชุด แต่ก็หลายปีมาแล้วก่อนที่แผนกผมจะไม่รับพนักงานประจำอีก มันน่าจะหมดอายุความแล้วเลยคิดว่าน่าจะเล่าได้ คุณสมบัติของพนักงานแผนกผมช่วงนั้นคือ ความสามารถไม่ต้องมาฝึกเอาได้ให้มีลูกบ้าซักหน่อย อดนอนได้ มีความรับผิดชอบ และที่สำคัญถ้ากินเหล้า สูบบุหรี่ จะพิจารณาเป็นพิเศษ ที่ต้องทำแบบนี้เพราะ พวกเราต้องไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันกินนอนด้วยกัน ช่วงนั้นบางครั้งผมไม่ได้นอนที่บ้านเป็นเดือนเลยก็มี
ดังนั้นจึงต้องเอาคนที่เหมือนๆกันมาทำงานด้วยกันไม่งั้นทะเลาะกันตายเลย มาว่าเรื่องผีวงเวียนกันต่อ ที่วงเวียนแห่งนี้เราต้องผ่านมาจากทางห้าแยกฉลอง เป็นถนนที่สูงชัน ต้องขับรถขึ้นเขาสูงและต้องใช้ความระมัดระวังมาก พอขึ้นเขามาได้ พวกเราจะจุดบุหรี่สูบกันทันที เปิดกระจกลงรับลมเย็นๆ แล้วจะมาหมดแถวๆวงเวียนกะรนพอดี และเมื่อถึงวงเวียนจะมีเสียงเล็กๆแหลมๆ ดังขึ้นเป็นประจำ "ดีแทคคคคคคค" บางวันก็เสียงเดียวบางวันก็หลายๆเสียง นั่นคือสาวประเภทสอง จะทำพริกกะเกลือมานั่งรอหาฝรั่งตอนดึกๆอยู่แถวนั้น พวกเราก็หันไปยิ้มแล้วก็ขับผ่านไปเป็นประจำ
แต่ถ้าวันไหนพวกเธออยู่กันเยอะก็จะมีมาขวางๆหน้ารถบ้าง ชวนให้ลงไปนั่งกินเบียร์บ้าง แต่สาบานได้ครับว่าพวกเราไม่กล้าแม้กระทั่งคิด จนหลายๆครั้งเข้าสงสัยพวกหล่อนจะเริ่มสงสัยว่าพวกเราคิดยังไงกับพวกเธอ ขับผ่านยิ้ม แต่ไม่ลงจนถึงวันมหาวิปโยคของพวกเรา วันนั้นพวกหล่อนอยู่กันสี่ห้าคน (แปลกนะครับพวกนี้ไม่ว่าอยู่ที่ไหนมาจากไหนก็รวมกลุ่มกันเร็วมาก)แล้วดูท่าว่าจะเมากันพอสมควร วันนั้นผมเป็นคนขับ พอถึงวงเวียนนรก เสียงมาก่อนเลยครับ"ดีแทคคคคคค" กินเบียร์หน่อยมั้ย ไอ้เราก็ไม่ทันจะปิดกระจก ก็เลยตอบไปว่าไม่เอาละครับ
ทันใดนั้นก็มีเสียงตอบมาว่า "อะไรวะชวนกี่ทีก็ไม่ลง ตกลงมึงจะลงมามั้ย ถ้าไม่ลงก็อย่าขับมาทางนี้อีกนะ" แน้ ..ใครบอกกระเทยเป็นเพศที่บอบบาง พอเธอเมาได้ที่ มันก็ผู้ชายดีๆนี่เอง แทนคำตอบใดๆ ผมเหยียบคันเร่งออกไปอย่างรวดเร็ว และหลังจากนั้น เวลาดึกๆถ้าจะไปป่าตองผมยอมอ้อมไปเข้าทางกะทู้แทน ยอมขับขึ้นเขาสูงๆชันๆกว่าทางนี้แต่ก็ดีกว่าเจอพวกผีวงเวียน ละครับ เฮ้อ ไปมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำเกือบมาตายกับผีวงเวียนที่ภูเก็ตซะแล้วสิเรา เคยคิดในใจว่าถ้าเปิดประตูลงไปจะเกิดอะไรขึ้น ผมจะยอม(กินเบียร์)ดีๆหรือขัดขืนดีหนอ
ที่ภูเก็ตนี่วีรกรรมวีรเวรของผมมีมากหน่อยเพราะอยู่นาน แต่ที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นตอนที่ทำงานใหม่ๆครับตอนนั้น พวกเราจะอยู่ส่วนงาน NIM
( Network Implementation & Maintenance) ตอนนั้นภาคใต้ตอนบนจะแบ่งเป็น สาม NIM A,B,C ผมตอนนั้นอยู่ NIM B ดูพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ตรัง และสุราษฎร์ด้านตะวันออก ไอ้โอ๋ อยู่ NIM C ดูพื้นที่ ภูเก็ต พังงา กระบี่และสุราษฎร์ด้านตะวันตก ตาบ็อบ อยู่ NIM A ดูพื้นที่ ชุมพร ระนองและสุราษฎร์ด้านเหนือ
ถึงพวกเราอยู่กันคนละโซนแต่ก็มีเหตุให้มารวมกันจนได้ คือผมได้รับงาน Test Feeder ซึ่งอุปกรณ์ Test มันมีตัวเดียว หัวหน้าเลยให้วิ่งทีมเดียวต่างหากไปเลยโดยจับผมวิ่งคู่ตาบ็อบ วันนั้นเป็นรอบที่จะต้องเข้าภูเก็ต ก่อนจะไประนอง พวกเราเลยมีโอกาสได้เจอกัน ด้วยความที่กำลังห้าวกันทั้งนั้นก็เปิดวงตั้งแต่เย็น ทุกอย่างเท่าที่จะหาได้ประเคนกันเข้ามาจนกระทั่งตีสอง ก็ซื้อเหล้ามาอีกแบนกับเบียร์มาอีกหลายขวดมาแช่ในตู้เย็นในห้องพักที่นอนกันสามคน กินไปพลางนั่งบ่นไปพลาง ไอ้โอ๋ทำท่าจะอกหัก ไอ้ผมนี่ก็ ทำท่าจะแห้ว นั่งกินไปพรรณากันไป
จนตาบ็อบ บอกว่า "กูเบื่อการกินเหล้าในห้องแคบๆแบบนี้จริงๆเลยวะ" "เออใช่ๆๆ อยู่บนเกาะภูเก็ตมันต้องไปกินริมทะเลสิวะ" ไอ้โอ๋เสริมขึ้นมาอีก ผมเป็นคนไม่ขัดใครอยู่แล้วว่าไงว่าตามกัน โยนกุญแจรถให้ตาบ็อบขับแล้วเปิดตู้เย็นหอบเบียร์ขึ้นรถทันที "ไปหาดไหนมึงบอกกูมาเลย เมื่อก่อนกูอยู่ภูเก็ตมาหลายปี" ตาบ็อบบอกพวกเรา แล้วแต่พี่จะพาไปก็แล้วกัน "งั้นไปหาดราไวย์ดีกว่า" ว่าแล้วตาบ็อบก็ขับรถออกไปอย่างทุลักทุเลพอสมควร ก็เมานี่ครับ
จนเรามาถึงหาดๆนึง เสียงคลื่นซัดสาด หาดทรายสีขาว ในมือพวกเรามีเบียร์ขวดเขียวกันคนละขวด "หาดราไวย์นี่สวยสมชื่อจริงๆ" ไอ้โอ๋วิ่งลงไปในทะเลแล้วบอกกับพวกเรา "กูว่ามันไม่ใช่หาดราไวย์หรอกวะ หาดราไวย์ที่กูเคยไปมันไม่ใช่แบบนี้" อ้าวแล้วที่ไหนละเนี่ย "กูก็ไม่รู้ขับมามั่วๆเห็นทะเลแล้วกูก็จอด" เออแต่ก็ช่างมันเถอะ พวกเราพยายามมองหาป้ายว่าที่นี่มันที่ไหนแต่ด้วยตวามที่หาดมันยาวมากแถมไม่มีป้ายอีกก็เลยปล่อยเลยตามเลย "เรามานอนดูพระอาทิตย์ขึ้นกันดีกว่ามันคงจะสวยน่าดู" ผมบอกกับทีมงาน "เออใช่เวลาพระอาทิตย์ขึ้นผ่านขอบทะเลขึ้นมาต้องสวยแน่ๆ" ตาบ็อบเสริมขึ้นอีกคน
"กูมาอยู่ NIM C ตั้งหลายเดือนยังไม่เคยเห็นพระอาทิตย์ขึ้นเลย นี่ถ้าพวกมึงไม่มากูคงอดดูแน่ๆ ดีจริงๆ" ไอ้โอ๋พูดพลางเดินไปหยิบเบียร์ในรถมากินกันอีก พวกเรานั่งกินนั่งคุยกันจนเริ่มมีแสงสว่าง แต่ก็ยังไม่เห็นพระอาทิตย์ "ทำไมไม่เห็นวะ" ผมเริ่มถามทีมงาน "สงสัยต้องไปดูที่แหลมพรหมเทพ" ตาบ็อบเอ่ยขึ้นมา
พวกเราก็เห็นด้วยทันที "มิน่าละถึงไม่เห็น" "ว่าแต่ว่าตอนนี้เราอยู่ตรงไหนของภูเก็ตวะ" หันไปหันมาเจอคนวิ่งออกกำลังกายอยู่ ผมเดินเข้าไปถามทันที "พี่ๆๆ ที่นี่ที่ไหนครับ" พี่ชายคนนั้นทำหน้างงๆ แล้วก็บอกว่า หาดกะรน "แล้วถ้าผมจะไปแหลมพรหมเทพไปยังไง"แกก็บอกทางให้แล้วแกก็วิ่งไปต่อ แกคงจะสงสัยว่าไอ้พวกบ้านี่มันมาจากไหนกัน แล้วพวกเราก็เดินทางไปแหลมพรหมเทพกันทันที พวกเราเดินขึ้นไปจนถึงด้านบนก็ยังไม่มีวี่แววของดวงอาทิตย์
ไอ้โอ๋จึงโทรศัพท์ไปถามพี่หนุ่ม รุ่นพี่ที่นอนอยู่ที่โรงแรมว่าทำไมพวกเราถึงไม่เห็นดวงอาทิตย์กันละเนี่ย เสียงตอบกลับมาตามสายของ โทรศัพท์ระบบ 800 ที่ดังพอจะให้พวกเราได้ยินพร้อมๆกันทั้งสามคนคือ "พระอาทิตย์พ่อมึงเหรอขึ้นทางตะวันตก แหลมพรหมเทพเค้าเอาไว้ดูพระอาทิตย์ตกโว๊ย". ได้ยินแบบนั้นพวกเราก็รีบขึ้นรถกลับที่พักทันทีด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกเลยทีเดียว
อย่างร้านโรงฝิ่นใต้โรงแรมถาวรสมัยนั้น ผมนั่งกินจน หกโมงเช้า กินกับใครนะเหรอ ก็กับเจ้านักดนตรีในร้านนั่นแหละ เริ่มจากผมไปกับเพื่อนอีกคนเสร็จจากงาน Cell Down ตอนสองทุ่มกว่าๆ ไม่อยากกลับไปนอน เลยกะจะไปนั่งกินเหล้าซักแบนแล้วค่อยกลับมานอน พอไปนั่งปุ๊บ เราก็นั่งโต๊ะติดกับเวที กินกันไปคนละแก้วสองแก้ว เจ้านักดนตรีก็เล่นเพลง "ขนำน้อย" ของพี่ป๋อง ณ ปะเหลียน ที่ตอนนั้นเพิ่งออกวางแผงใหม่ๆ ซึ่งผมชอบมาก(ชอบในความซื่อๆของเพลง ที่ไม่มีอะไรเลยแต่เพราะ) เลยบอกเด็กเสริฟให้ชงเหล้าให้มือกีตาร์คนนี้แก้วนึง เค้าก็หันมาขอบคุณแล้วก็ยิ้มทักทาย หลังจากนั้นเราขอเพลงอะไรพี่แกไม่เคยขัด
เราก็สั่งเหล้ามาเพิ่มคราวนี้ กลมนึงเลยกลัวไม่พอ ชงไปชงมาก็ถึงเวลาพักช่วงประมาณเที่ยงคืนกว่าๆเจ้านี่ก็ลงมานั่งกับพวกเรา (แต่ที่พักนี้คือเค้าจะผลัดกันพัก บนเวทีจะมีคนเล่นตลอดไม่ขาดตอนทำให้ที่นี่ได้รับความนิยมพอสมควรเลยในช่วงนั้น) นั่งกินไปคุยไป จนถึงเวลาที่ต้องขึ้นไปเล่นเราก็ยังชงเหล้าส่งไปให้เรื่อยๆจนกระทั่งร้านเลิก พี่แกก็ยังไม่มีทีท่าจะเมา ส่วนเราก็ยังติดลม แถมพี่แกสั่งเหล้ามาอีกขวดแล้วชวนเรากินอีก เลยนั่งกินกันต่อในร้าน ที่เปิดไฟสว่างแล้ว นานเท่าไหร่ไม่ทราบจนได้ยินเสียง "โครม" คือเสียงเด็กเสริฟเอาเก้าอี้กระแทกโต๊ะ นั่นแหละถึงจะรู้สึกตัวว่าเหลือแต่เราสามคน เลยย้ายมานั่งกินต่อที่ล็อบบี้โรงแรมนั่งกินมันสามคน จนเหล้าหมดไปอีกกลม เลยถอยออกมาจากล็อบบี้เพื่อที่จะกลับที่พัก
แต่เวลานั้นฟ้ากำลังจะสว่างพอดี "เดี๋ยวๆๆๆๆ พอดีในรถมีเบียร์อีกสองกระป๋อง เอาไปด้วยสิ" พี่แกใจดีอีก ผมเลยเปิดเบียร์ กินกับเพื่อนอีกคนละกระป๋อง แล้วก็ขึ้นรถ "มึงจะกลับที่พักจริงๆเหรอ" เพื่อนผมถามด้วยสภาพที่ไม่ต่างกับผมซักเท่าไหร่ "งั้นนอนในรถกันดีกว่าวะ" พอเพื่อนผมเห็นด้วยผมก็เอนเบาะลง แล้วผมก็ไม่รู้สึกตัวอะไรอีกเลยจนเที่ยงวันที่แดดร้อนซะจนเสื้อเปียกถึงจะตื่นแล้วก็ขับรถกลับที่พัก ไปนอนต่อ โดยงานที่ต้องทำของวันนั้นยกยอดมาทำตอนกลางคืนแทน โดยบอกกับหัวหน้าว่า "ผมว่าทำกลางคืนดีกว่านะพี่มันไม่ร้อน"
สมัยอยู่ภูเก็ตช่วงแรกๆคู่หูของผมจะเป็นไอ้บอย เพื่อนรุ่นเดียวกันสมัย ปวส ช่วงนั้นการทำงานกลางคืนเป็นเรื่องปกติของพวกเราเพราะต้องดูแลเครือข่ายทั้งคืน เนื่องจากสมัยนั้นเสาสัญญาณไม่ได้มากเหมือนสมัยนี้ ถ้าตรงไหนใช้ไม่ได้มันจะใช้ไม่ได้เป็นบริเวณกว้าง ทางบริษัทจึงเน้นย้ำให้แก้ไขให้ได้เร็วที่สุด นี่ก็คงจะเป็นสาเหตุนึงที่พนักงานส่วนงานของผมรุ่นแรกๆจะขับรถเร็วกันทุกคน สมัยนั้นเราจะขับรถรอบเกาะภูเก็ตกันแทบทุกวัน แถมบ่อยครั้งที่ช่วงตีหนึ่งตีสองก็ยังต้องขับอยู่และช่วงเวลานี้เองที่ผมได้เจอกับ "ผีวงเวียน"
วงเวียนที่ว่าคือวงเวียนกะรน ที่จะตัดมาออกหาดป่าตองนั่นแหละครับ พวกเราที่ทำงานดูแลเครือข่ายจะครบเครื่องทุกคน คือเหล้า บุหรี่ เคยมีการรับพนักงานรุ่นหลังผมอีกสองชุด แต่ก็หลายปีมาแล้วก่อนที่แผนกผมจะไม่รับพนักงานประจำอีก มันน่าจะหมดอายุความแล้วเลยคิดว่าน่าจะเล่าได้ คุณสมบัติของพนักงานแผนกผมช่วงนั้นคือ ความสามารถไม่ต้องมาฝึกเอาได้ให้มีลูกบ้าซักหน่อย อดนอนได้ มีความรับผิดชอบ และที่สำคัญถ้ากินเหล้า สูบบุหรี่ จะพิจารณาเป็นพิเศษ ที่ต้องทำแบบนี้เพราะ พวกเราต้องไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันกินนอนด้วยกัน ช่วงนั้นบางครั้งผมไม่ได้นอนที่บ้านเป็นเดือนเลยก็มี
ดังนั้นจึงต้องเอาคนที่เหมือนๆกันมาทำงานด้วยกันไม่งั้นทะเลาะกันตายเลย มาว่าเรื่องผีวงเวียนกันต่อ ที่วงเวียนแห่งนี้เราต้องผ่านมาจากทางห้าแยกฉลอง เป็นถนนที่สูงชัน ต้องขับรถขึ้นเขาสูงและต้องใช้ความระมัดระวังมาก พอขึ้นเขามาได้ พวกเราจะจุดบุหรี่สูบกันทันที เปิดกระจกลงรับลมเย็นๆ แล้วจะมาหมดแถวๆวงเวียนกะรนพอดี และเมื่อถึงวงเวียนจะมีเสียงเล็กๆแหลมๆ ดังขึ้นเป็นประจำ "ดีแทคคคคคคค" บางวันก็เสียงเดียวบางวันก็หลายๆเสียง นั่นคือสาวประเภทสอง จะทำพริกกะเกลือมานั่งรอหาฝรั่งตอนดึกๆอยู่แถวนั้น พวกเราก็หันไปยิ้มแล้วก็ขับผ่านไปเป็นประจำ
แต่ถ้าวันไหนพวกเธออยู่กันเยอะก็จะมีมาขวางๆหน้ารถบ้าง ชวนให้ลงไปนั่งกินเบียร์บ้าง แต่สาบานได้ครับว่าพวกเราไม่กล้าแม้กระทั่งคิด จนหลายๆครั้งเข้าสงสัยพวกหล่อนจะเริ่มสงสัยว่าพวกเราคิดยังไงกับพวกเธอ ขับผ่านยิ้ม แต่ไม่ลงจนถึงวันมหาวิปโยคของพวกเรา วันนั้นพวกหล่อนอยู่กันสี่ห้าคน (แปลกนะครับพวกนี้ไม่ว่าอยู่ที่ไหนมาจากไหนก็รวมกลุ่มกันเร็วมาก)แล้วดูท่าว่าจะเมากันพอสมควร วันนั้นผมเป็นคนขับ พอถึงวงเวียนนรก เสียงมาก่อนเลยครับ"ดีแทคคคคคค" กินเบียร์หน่อยมั้ย ไอ้เราก็ไม่ทันจะปิดกระจก ก็เลยตอบไปว่าไม่เอาละครับ
ทันใดนั้นก็มีเสียงตอบมาว่า "อะไรวะชวนกี่ทีก็ไม่ลง ตกลงมึงจะลงมามั้ย ถ้าไม่ลงก็อย่าขับมาทางนี้อีกนะ" แน้ ..ใครบอกกระเทยเป็นเพศที่บอบบาง พอเธอเมาได้ที่ มันก็ผู้ชายดีๆนี่เอง แทนคำตอบใดๆ ผมเหยียบคันเร่งออกไปอย่างรวดเร็ว และหลังจากนั้น เวลาดึกๆถ้าจะไปป่าตองผมยอมอ้อมไปเข้าทางกะทู้แทน ยอมขับขึ้นเขาสูงๆชันๆกว่าทางนี้แต่ก็ดีกว่าเจอพวกผีวงเวียน ละครับ เฮ้อ ไปมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำเกือบมาตายกับผีวงเวียนที่ภูเก็ตซะแล้วสิเรา เคยคิดในใจว่าถ้าเปิดประตูลงไปจะเกิดอะไรขึ้น ผมจะยอม(กินเบียร์)ดีๆหรือขัดขืนดีหนอ
ที่ภูเก็ตนี่วีรกรรมวีรเวรของผมมีมากหน่อยเพราะอยู่นาน แต่ที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นตอนที่ทำงานใหม่ๆครับตอนนั้น พวกเราจะอยู่ส่วนงาน NIM
( Network Implementation & Maintenance) ตอนนั้นภาคใต้ตอนบนจะแบ่งเป็น สาม NIM A,B,C ผมตอนนั้นอยู่ NIM B ดูพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ตรัง และสุราษฎร์ด้านตะวันออก ไอ้โอ๋ อยู่ NIM C ดูพื้นที่ ภูเก็ต พังงา กระบี่และสุราษฎร์ด้านตะวันตก ตาบ็อบ อยู่ NIM A ดูพื้นที่ ชุมพร ระนองและสุราษฎร์ด้านเหนือ
ถึงพวกเราอยู่กันคนละโซนแต่ก็มีเหตุให้มารวมกันจนได้ คือผมได้รับงาน Test Feeder ซึ่งอุปกรณ์ Test มันมีตัวเดียว หัวหน้าเลยให้วิ่งทีมเดียวต่างหากไปเลยโดยจับผมวิ่งคู่ตาบ็อบ วันนั้นเป็นรอบที่จะต้องเข้าภูเก็ต ก่อนจะไประนอง พวกเราเลยมีโอกาสได้เจอกัน ด้วยความที่กำลังห้าวกันทั้งนั้นก็เปิดวงตั้งแต่เย็น ทุกอย่างเท่าที่จะหาได้ประเคนกันเข้ามาจนกระทั่งตีสอง ก็ซื้อเหล้ามาอีกแบนกับเบียร์มาอีกหลายขวดมาแช่ในตู้เย็นในห้องพักที่นอนกันสามคน กินไปพลางนั่งบ่นไปพลาง ไอ้โอ๋ทำท่าจะอกหัก ไอ้ผมนี่ก็ ทำท่าจะแห้ว นั่งกินไปพรรณากันไป
จนตาบ็อบ บอกว่า "กูเบื่อการกินเหล้าในห้องแคบๆแบบนี้จริงๆเลยวะ" "เออใช่ๆๆ อยู่บนเกาะภูเก็ตมันต้องไปกินริมทะเลสิวะ" ไอ้โอ๋เสริมขึ้นมาอีก ผมเป็นคนไม่ขัดใครอยู่แล้วว่าไงว่าตามกัน โยนกุญแจรถให้ตาบ็อบขับแล้วเปิดตู้เย็นหอบเบียร์ขึ้นรถทันที "ไปหาดไหนมึงบอกกูมาเลย เมื่อก่อนกูอยู่ภูเก็ตมาหลายปี" ตาบ็อบบอกพวกเรา แล้วแต่พี่จะพาไปก็แล้วกัน "งั้นไปหาดราไวย์ดีกว่า" ว่าแล้วตาบ็อบก็ขับรถออกไปอย่างทุลักทุเลพอสมควร ก็เมานี่ครับ
จนเรามาถึงหาดๆนึง เสียงคลื่นซัดสาด หาดทรายสีขาว ในมือพวกเรามีเบียร์ขวดเขียวกันคนละขวด "หาดราไวย์นี่สวยสมชื่อจริงๆ" ไอ้โอ๋วิ่งลงไปในทะเลแล้วบอกกับพวกเรา "กูว่ามันไม่ใช่หาดราไวย์หรอกวะ หาดราไวย์ที่กูเคยไปมันไม่ใช่แบบนี้" อ้าวแล้วที่ไหนละเนี่ย "กูก็ไม่รู้ขับมามั่วๆเห็นทะเลแล้วกูก็จอด" เออแต่ก็ช่างมันเถอะ พวกเราพยายามมองหาป้ายว่าที่นี่มันที่ไหนแต่ด้วยตวามที่หาดมันยาวมากแถมไม่มีป้ายอีกก็เลยปล่อยเลยตามเลย "เรามานอนดูพระอาทิตย์ขึ้นกันดีกว่ามันคงจะสวยน่าดู" ผมบอกกับทีมงาน "เออใช่เวลาพระอาทิตย์ขึ้นผ่านขอบทะเลขึ้นมาต้องสวยแน่ๆ" ตาบ็อบเสริมขึ้นอีกคน
"กูมาอยู่ NIM C ตั้งหลายเดือนยังไม่เคยเห็นพระอาทิตย์ขึ้นเลย นี่ถ้าพวกมึงไม่มากูคงอดดูแน่ๆ ดีจริงๆ" ไอ้โอ๋พูดพลางเดินไปหยิบเบียร์ในรถมากินกันอีก พวกเรานั่งกินนั่งคุยกันจนเริ่มมีแสงสว่าง แต่ก็ยังไม่เห็นพระอาทิตย์ "ทำไมไม่เห็นวะ" ผมเริ่มถามทีมงาน "สงสัยต้องไปดูที่แหลมพรหมเทพ" ตาบ็อบเอ่ยขึ้นมา
พวกเราก็เห็นด้วยทันที "มิน่าละถึงไม่เห็น" "ว่าแต่ว่าตอนนี้เราอยู่ตรงไหนของภูเก็ตวะ" หันไปหันมาเจอคนวิ่งออกกำลังกายอยู่ ผมเดินเข้าไปถามทันที "พี่ๆๆ ที่นี่ที่ไหนครับ" พี่ชายคนนั้นทำหน้างงๆ แล้วก็บอกว่า หาดกะรน "แล้วถ้าผมจะไปแหลมพรหมเทพไปยังไง"แกก็บอกทางให้แล้วแกก็วิ่งไปต่อ แกคงจะสงสัยว่าไอ้พวกบ้านี่มันมาจากไหนกัน แล้วพวกเราก็เดินทางไปแหลมพรหมเทพกันทันที พวกเราเดินขึ้นไปจนถึงด้านบนก็ยังไม่มีวี่แววของดวงอาทิตย์
ไอ้โอ๋จึงโทรศัพท์ไปถามพี่หนุ่ม รุ่นพี่ที่นอนอยู่ที่โรงแรมว่าทำไมพวกเราถึงไม่เห็นดวงอาทิตย์กันละเนี่ย เสียงตอบกลับมาตามสายของ โทรศัพท์ระบบ 800 ที่ดังพอจะให้พวกเราได้ยินพร้อมๆกันทั้งสามคนคือ "พระอาทิตย์พ่อมึงเหรอขึ้นทางตะวันตก แหลมพรหมเทพเค้าเอาไว้ดูพระอาทิตย์ตกโว๊ย". ได้ยินแบบนั้นพวกเราก็รีบขึ้นรถกลับที่พักทันทีด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกเลยทีเดียว