วันพุธที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553

สามก๊ก ตอน ปฐมเหตุแห่งสามก๊ก

สามก๊กในความทรงจำ ตอน ปฐมเหตุแห่งสามก๊ก

ในช่วงนี้ผมโดนท่านผู้บังคับบัญชาการส่วนตัว สั่งการให้เขียนเรื่องสามก๊กให้อ่าน โดยมีการขีดเส้นตายไว้ให้ในแต่ละตอน ทำให้ผมต้องรีบหาข้อมูลเรื่องสามก๊กอย่างเร่งด่วน เรียกได้ว่าเป็นวาระแห่งชาติกันเลยทีเดียว เมื่อมานั่งคิดๆๆๆๆว่าจะเขียนอะไรดี ก็มีความรู้สึกว่ามนุษย์เดินทางอย่างผมที่ทำงานไม่เป็นเวลาและไม่ค่อยที่จะว่างเหมือนชาวบ้านซักเท่าไหร่ ถ้าเขียนเรื่องสามก๊กแบบ เอาตรงโน้นมาทีเอาตรงนี้มาทีก็คงจะทำให้ตัวผมสับสนเองเป็นแน่ ไม่รู้ว่าตรงไหนเป็นตรงไหน เพราะอย่างที่ทราบกันแล้วว่า สามก๊กมันยาวขนาดไหน เรื่องราวลึกลับซับซ้อนยิ่งกว่า ขบวนการใดๆทั้งบนดิน ใต้ดินที่ก่อตัวอยู่ในประเทศเราตอนนี้ซะอีก

ดังนั้นผมก็ตัดสินใจว่าจะเขียนตั้งแต่เริ่มต้นกำเนิดสามก๊กไปเรื่อยๆ เหนื่อยตอนไหน หรือ ติดงานไม่ว่างตอนไหนก็จะได้กลับมาเขียนต่อได้โดยไม่ข้ามไปข้ามมา และท่านผู้บัญชาการส่วนตัวจะได้เข้าใจเรื่องราวของสามก๊กได้อย่างไม่สับสน เพราะถ้าท่าน ผบ.สับสนผมคงจะต้องเดือดร้อนในหลายๆเรื่องเป็นแน่แท้...

สามก๊ก ความหมายคือสามกลุ่ม สามหัวเมืองที่แยกกันมีอำนาจ ไม่ขึ้นแก่กัน แต่ก่อนที่แผ่นดินจีนจะแบ่งเป็นสามก๊กนั้นเคยเป็นปึกแผ่นเป็นจีนเดียว โดยราชวงศ์สุดท้ายในช่วงนั้น ก่อนที่จะเป็นสามก๊ก คือ ราชวงศ์ของ "พระเจ้าฮั่นโกโจ" โดยพระเจ้าฮั่นโกโจ และราชวงศ์ครองราชย์สืบต่อมา สิบสองพระองค์ ก่อนที่จะถูกขุนนางที่ชื่อ"อองมัง" ก่อการยึดอำนาจ ในสามก๊กฉบับที่ผมอ่านเขียนว่า อองมัง ก่อการขบถชิงราชสมบัติ แต่ในยุคปัจจุบัน ขบถ หรือกบฏ จะใช้กับผู้ที่กระทำการไม่สำเร็จมากกว่า ถ้าบังเอิญว่า ผู้ที่กระทำการดำเนินการไปได้อย่างเรียบร้อย ผมเห็นในบ้านเราใช้คำว่าคณะปฏิวัติ รัฐประหาร หรือ คณะต่างๆที่ใช้ตัวย่อ ลงท้ายด้วยตัว ช.ช้าง กันทั้งนั้น.. โดย ช.ช้าง นั้นจะเป็นอักษรย่อแทนคำว่า แห่งชาติ ซึ่งบางครั้งผมก็สับสนว่า "มันเพื่อชาติ จริงหรือเปล่าหว่า"

กลับมาที่สมัยราชวงศ์พระเจ้าฮั่นโกโจกันต่อครับ หลังจาก อองมัง ยึดอำนาจแล้วครองอำนาจสืบต่อมาได้ สิบแปดปี เชื้อสายของพระเจ้าฮั่นโกโจ โดยมีศักดิ์เป็น หลานของพระเจ้าฮั่นโกโจ ชื่อ "ฮั่นกองบู๊" ก็ชิงเอาแผ่นดินคืนมาได้ โดยจับเอาอองมังฆ่าทิ้งตามประเพณีที่ทำกันเป็นเรื่องปกติในสมัยนั้น ซึ่งการทำสงคราม ฆ่าฟันกัน เป็นเรื่องปกติ เมื่อมีการยึดอำนาจกลับคืนมาได้ และผู้ที่ยึดอำนาจกลับมา มีเชื้อสายของราชวงศ์เดิม ดังนั้นจึงเป็นการนับราชวงศ์ต่อไป เป็นราชวงศ์ พระเจ้าฮั่นโกโจเช่นเดิม

พระเจ้าฮั่นกองบู๊ ครองราชย์สืบต่อกันมาได้อีก สิบสองพระองค์จนมาถึงสมัยของ"พระเจ้าฮั่นเต้" แผ่นดินที่เคยร่มเย็นก็เริ่มมีเค้าลางของความวิบัติแตกแยก..สาเหตุคือ พระเจ้าฮั่นเต้ไม่มีราชบุตรที่จะสืบราชวงศ์ ดังนั้นพระองค์จึงทรงรับเอา "เลนเต้" มาเลี้ยง ซึ่งในหนังสือเล่มที่ผมอ่านก็ไม่ได้บอกว่า เลนเต้ เป็นใครมาจากไหนทำไมอยู่ดีๆถึงได้มีวาสนาใหญ่โตเช่นนั้น และเลนเต้ นี่เองที่เป็นต้นเหตุแห่งปัญหาทั้งปวง เมื่อ เลนเต้ขึ้นครองราชย์ ในนาม "พระเจ้าเลนเต้"

พระเจ้าเลนเต้ในขณะที่ครองราชย์นั้น เป็นกษัตริย์ที่ไม่อยู่ใน ทศพิธราชธรรม อันเป็นธรรมสิบประการของผู้ที่ครองบ้านเมือง ทำให้อาณาประชาราษฏร์ เดือดร้อนมากมาย เมื่ออ่านมาถึงตอนนี้ทำให้ผมรู้ว่า คนไทยในยุคนี้โชคดีมากมายขนาดไหนที่พวกเรามีพระมหากษัตริย์ที่ทรง ทศพิธราชธรรม ปกครองบ้านเมืองให้ พสกนิกรชาวไทยได้อยู่เย็นเป็นสุขภายใต้พระบารมีได้อย่างไม่มีสิ่งใดมาเสมอเหมือน ดังนั้นผมจึงภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่เกิดเป็นคนไทย และไม่เคยคิดจะไปอยู่ที่ไหน หรือเปลี่ยนไปใช้สัญชาติใดๆในโลกอย่างแน่นอนครับ

พระเจ้าเลนเต้ เมื่อไม่อยู่ในโบราณราชประเพณี ไม่ใส่ใจประชาชน ดังนั้นเหล่าขุนนางที่จะเข้ากับนายประเภทนี้ได้จึงต้องเป็นคนที่มีนิสัยใจคอที่เหมือนกัน คนดีๆไม่ได้โต เอาคนโง่มาเป็นใหญ่ เอาคนพาลมาปกครองคนดี ดังนั้นชาวบ้านชาวเมืองในสมัยนั้นคงจะลำบากกันน่าดู ในกลุ่มขุนนาง หรือ ขันที ที่อยู่ใกล้ชิดพระเจ้าเลนเต้นั้น มี "เทาเจียด" เป็นหัวหน้าขันที ซึ่งเจ้าเทาเจียดคนนี้เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าเลนเต้มาก จะทำอะไรก็น่ารักน่าเอ็นดูไปหมด ไม่มีอะไรผิดทั้งสิ้น ดังนั้น เทาเจียดจึงรวมหัวกับพวกขุนนางในสังกัด ขูดรีดชาวบ้าน ข่มเหงข้าราชการและขุนนางที่ไม่เข้าพวกกับเทาเจียดให้ได้รับความลำบากยากเข็ญเป็นอันมาก ใครจะโยกย้ายหรือเลื่อนตำแหน่งก็ต้องจ่ายเงิน ถ้าไม่จ่ายก็อย่าหวังว่าจะได้เลื่อนตำแหน่ง ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหนหรืออายุราชการจะมากเพียงใด ถ้าไม่จ่ายใต้โต๊ะก็ทำได้แค่เพียงนั่งมองดูเด็กรุ่นหลังที่ไม่มีความสามารถแต่มีเงินเหยียบหัวขึ้นเป็นใหญ่แทน

ส่วนพวกที่ใช้เงินซื้อตำแหน่งเมื่อได้ตำแหน่งมาแล้วก็ทำการถอนทุน ด้วยการโกงงบประมาณ ขูดรีด ฮั้วประมูลทุกอย่าง เพื่อที่จะถอนทุนคืนและเก็บไว้เป็นทุนในการซื้อตำแหน่งที่ใหญ่ขึ้น บางคนก็สั่งให้ลูกน้องไปตั้งด่านลอย ตรวจจับความเร็วเกวียน ดูใบอนุญาติขี่ม้า สารพัดที่จะทำ ประชาชนหาเช้ากินค่ำหรือเด็กนักเรียนจะไปเรียนหนังสือ โดนพวกขุนนางเหล่านี้กลั่นแกล้งจับผิดไปทุกๆเรื่อง และสิ่งที่น่าแปลกและเป็นวัฒนธรรมตกทอดมาจนถึงยุคนี้ก็คือ จับกับตอนเช้าๆ เกวียนเยอะๆ ม้าเยอะๆ การจราจรคับคั่ง พอได้ยอดแล้วก็หายหัวกันหมด ถ้าอ้างว่าเพื่อความปลอดภัยของประชาชน แน่จริงก็ตั้งด่านมันทั้งวันทั้งคืนสิวะ เวลาฝนตกก็อย่าหลบไปนอน ... นอกเรื่องแล้วละครับ เอาเรื่องส่วนตัวมาปนซะแล้ว ไปที่สามก๊กกันต่อดีกว่า

ดังนั้นในเมืองหลวงจึงเกิดกลุ่ม คลื่นใต้น้ำในหมู่ขุนนาง ที่จ้องจะทำการปฏิวัติที่ไม่ถึงกับการล้มล้างสถาบันกษัตริย์ กล่าวคือ มีความคิดเพียงแค่จะล้มล้างอำนาจของเจ้าขันทีใหญ่ ที่ชื่อ เทาเจียด เท่านั้น ไม่ได้หวังถึงขั้นจะครองแผ่นดิน หนึ่งในกลุ่มขุนนางเหล่านั้น คือ กลุ่มที่มี "เตาบู" และ "ตันผวน" เป็นผู้นำ จึงดำเนินการปฏิวัติทันที แต่..ไม่สำเร็จ และโทษสถานเดียวของผู้ที่ปฏิวัติไม่สำเร็จคือ การประหารชีวิตทั้งคู่ และการปฏิวัติครั้งนั้น นอกจากจะไม่สำเร็จแล้ว ยังทำให้ เทาเจียดและพวก ระวังตัวมากขึ้น และกำเริบขึ้นมากกว่าเดิมเพราะคิดว่า คงจะไม่มีใครกล้ากระทำการเช่นนั้นอีกต่อไปอย่างแน่นอนเพราะได้ เชือดไก่ให้ลิงดู ไปแล้ว

เหตุการณ์ต่างๆดำเนินต่อมาจนถึงปีที่สิบสองของการครองราชย์ของพระเจ้าเลนเต้ ( สังเกตหลายครั้งแล้วว่า เหตุการณ์ต่างๆ ลงที่เลข สิบสองซะเป็นส่วนใหญ่ ) ก็เริ่มมีลางร้ายบอกเหตุ ต่างๆเกิดขึ้นในแผ่นดิน อาทิเช่น เกิดพายุใหญ่พัดกระหน่ำ แล้วบังเกิดมีงูเขียวใหญ่ ตกลงมาพันตรงเก้าอี้ ที่พระเจ้าเลนเต้ นั่งอยู่ พระเจ้าเลนเต้ ตกใจจนเป็นลม ขุนนางต่างๆต้องช่วยกันพยุงเข้าไปพักผ่อน ขุนนางบางคนเห็นงูใหญ่ก็ตกใจวิ่งหนี ซึ่งงูตัวนี้คงจะใหญ่มากถึงขนาดทำให้ ขุนนางตกใจวิ่งหนีได้ ตอนแรกๆที่อ่านผมเคยสงสัยว่าทำไมไม่เอา ดาบฆ่างูซะ วิ่งหนีกันทำไม แต่พอเริ่มอ่านหนังสือต่างๆมากขึ้น ก็เริ่มเข้าใจว่า เวลาเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน ไม่มีใครพกอาวุธกันหรอกครับ ต้องถูกเก็บไว้ในที่อันควรด้านนอก ก่อนที่จะเข้าเฝ้าทุกคนไม่มียกเว้น จากประเพณีข้างต้นก็ยังมีการสืบทอดกันมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ตำรวจที่เฝ้าระวังรักษาการณ์ บนเส้นทางเสด็จ จะสวมถุงมือขาว ที่ผมเข้าใจเอาเองว่า ถุงมือสีขาวจะทำให้มองเห็นได้ชัดว่าจะไม่มีสิ่งใดอยู่ในมือ และตำรวจเหล่านั้น ห้ามพกปืนโดยเด็ดขาด

เมื่องูเขียวใหญ่ตัวนั้นออกมาสร้างความตื่นตระหนกในราชสำนักจนพอใจแล้วงูตัวนั้นก็หายไปเฉยๆ แต่เมื่องูหายไปก็เกิดพายุใหญ่โหมกระหน่ำ เกิดลูกเห็บถล่มเมือง บ้านเรือนประชาชนเสียหายเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นที่กล่าวขวัญกันในหมู่ชนทั้งหลายเป็นอันมาก และกว่าจะใช้งบประมาณเยียวยาสภาพจิตใจประชาชนได้ก็ใช้เวลานานมากพอดูเลยทีเดียว

พระเจ้าเลนเต้ มีราชบุตร สององค์ด้วยกัน ชื่อ "หองจูเหียบ" กับ "หองจูเปียน" ซึ่งเราจะข้ามเรื่องราวของสององค์นี้ไปก่อน เพราะยังไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวตอนนี้ แต่จะมีบทบาทพอสมควรในตอนที่สิ้นพระเจ้าเลนเต้แล้ว ซึ่งถ้าไม่มีเหตุการณ์ใดๆที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น เป็นต้นว่า หิมะตก หรือ สึนามิถล่มที่บ้านผม ทำให้ผมไม่สามารถเขียนต่อได้แล้วนั้น ผมคงจะได้กล่าวถึง ราชบุตรทั้งสององค์ของพระเจ้าเลนเต้อย่างแน่นอนครับ

มาว่ากันต่อครับ หลังจากเหตุการณ์งูเขียวใหญ่ถล่มวังหลวงผ่านไปได้สี่ปี ( พ.ศ. ๗๒๖ ) ในเดือนยี่ปีนั้น ที่เมืองลกเอี๋ยง เกิดแผ่นดินไหว น้ำทะเลใหญ่เกิดท่วมบ้านเรือนราษฏร บ้านเรือนที่อยู่ริมฝั่งถล่มทลายไปเป็นจำนวนมาก ไก่ตัวเมียกลายเป็นไก่ตัวผู้ เหตุการณ์นี้คงจะเป็น สึนามิ ที่บ้านเราเคยเจอ แต่ที่ผมติดใจนิดนึงคือ ที่บ้านเราเกิดตอน 26 ธันวาคม 2547 น่าจะเป็นเดือนยี่ เช่นกันครับ ส่วนไก่ตัวเมียเป็นไก่ตัวผู้นี้ในหนังสือไม่ได้บอกว่าเป็นทั้งหมดหรือ แค่ตัวเดียว แต่สรุปว่าเกิดอาเภทขึ้นในบ้านเมืองทำให้ราษฏรเดือดร้อนเป็นอันมาก

ผ่านเดือนยี่ ย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ตกพรำๆ กบมันก็ร้องงำงัมระงมไปทั่วท้องนา..ไม่ใช่สิ เดือนหกขึ้นหนึ่งค่ำปีนั้น เกิดไฟไหม้พระที่นั่งอุนต๊กเตี้ยน ซึ่งคงจะเป็นพระที่นั่งในพระราชวัง พอผ่านเดือนหก ขึ้นเดือนเจ็ด เกิดรัศมีของสายรุ้งลงในพระราชวัง ซึ่งเรื่องสายรุ้งนี้ผมเองก็ไม่ทราบว่าเป็นลางร้ายแบบไหน แต่เหตุที่เห็นได้ชัดคือ ภูเขารันซัว ถล่ม ในหนังสือบอกว่าเป็นภูเขาสูงใหญ่ และเมื่อภูเขาสูงใหญ่ถล่ม ก็คงจะมีชาวบ้านเดือดร้อนมากอีกเช่นกัน เมื่อเกิดเหตุร้ายมากมายเกิดขึ้นติดต่อกันเช่นนั้น พระเจ้าเลนเต้ก็เริ่มเกิดความวิตกกังวล เรียกประชุมขุนนางต่างๆเพื่อสอบถามว่า เหตุพวกนี้ เป็นลางร้ายมากมายขนาดไหน และเกิดขึ้นเพราะอะไร กลุ่มขุนนางชั่วก็บอกว่า เป็นเรื่องปกติ ไม่มีอะไรมากมายส่วนพวกตามน้ำก็เฉยๆว่าไงว่าตามกันมิกล้าทักท้วง แต่ก็มี ขุนนางที่ไม่เห็นด้วยกับแก๊งค์เทาเจียด ที่ชื่อ "ยีหลง" ทำหนังสือลับ กราบทูล พระเจ้าเลนเต้ว่า เหตุทั้งปวงเกิดจากขันทีทั้งปวงกระทำล่วงพระราชอาญา ทำให้เทพเทวาบันดาลให้นิมิตรเหล่านี้ได้บังเกิด

พระเจ้าเลนเต้ก็ช่างกระไร..เมื่ออ่านหนังสือลับฉบับนั้นแล้วมิได้ตรัสสิ่งใด ลุกขึ้นเดินออกไปผลัดเปลี่ยนเครื่องทรงด้านใหม่ โดยที่ทิ้งหนังสือไว้ตรงนั้นโดยมิได้เก็บไว้ให้มิดชิดแต่อย่างใด ดังนั้นเทาเจียด ที่เป็นขันทีและขุนนางใกล้ชิด เลยได้เห็นหนังสือฉบับนั้นด้วย และแน่นอนครับว่า อนาคตราชการของ ยีหลง ต้องดับวูบลงไปในทันที ยีหลงถูกใส่ความโยนความผิดให้ออกจากราชการ แต่จะตายหรือไม่นั้นในเรื่องไม่ได้กล่าวถึง เดาเอาว่า ถ้ายีหลงไม่ถูกยึดทรัพย์แล้วไล่ออกไปอยู่นอกเมือง ก็คงจะถูกกองกำลังลับ ลอบสังหารด้วย "สไนเปอร์" เป็นแน่แท้

ฝ่ายเทาเจียด หลังจากกำเริบมานานโดยที่คิดว่าคงจะไม่มีใครกล้าต่อต้านก็รู้ตัวว่า ตนเองยังไม่สามารถยึดอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และงานใหญ่อันนี้คงจะทำกันแค่คนไม่กี่คนไม่ได้อีกแล้ว ก็เลยรวบรวมสมัครพรรคพวก อีก เก้า คนรวมเป็น สิบคน ส่วนจะมีชื่ออะไรบ้างนั้นก็คงจะขอข้ามไปก่อนเพราะเดี๋ยวจะมีตัวละครมากมายจนท่าน ผบ.สับสน เอาเป็นว่ามีเทาเจียดเป็นผู้นำ และอีกคนนึงที่มีอิทธิพลต่อพระเจ้าเลนเต้มาก มากถึงขนาดที่พระเจ้าเลนเต้ยกให้เป็นบิดาเลี้ยง (ตามในหนังสือ)เลยทีเดียว ท่านผู้นั้นมีชื่อว่า "เตียวเหยียง" ไม่ว่าเตียวเหยียงจะบอกเรื่องใด พระเจ้าเลนเต้ไม่เคยขัด ด้วยความเกรงใจในขุนนางผู้นี้ ดังนั้น แก๊งค์ สิบขันทีจึงมีอำนาจเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก มีชื่อเป็นทางการว่า "สิบเสียงสี"

คณะสิบเสียงสี ที่ทำการยึดอำนาจเงียบได้อย่างเด็ดขาดนั้น ก็เริ่มรีดไถราษฏร ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนมาก ขุนนางผู้ใดไม่เข้าด้วยกับพวกตนก็กลั่นแกล้งต่างๆนานา ให้ออกบ้าง ย้ายบ้าง ทำให้แผ่นดินร้อนรุ่ม ด้านหัวเมืองต่างๆก็เริ่มอดอยาก เริ่มมีโจรก๊กต่างๆออกปล้นชิง การปกครองเริ่มอ่อนแอ หรือที่เรียกว่า Failed State อย่างที่หลายๆคนอยากให้เกิดขึ้นในบ้านเรานั่นละครับ เมื่ออ่านสามก๊กมาถึงตอนนี้แล้ว ก็คิดว่า บ้านเราเมืองเรายังดีกว่านี้มากมายนัก ถึงแม้ว่าบางช่วงบางตอนเหตุการณ์ในบ้านเราจะพาไปจนเกือบถึงขั้น Failed State ก็เถอะ แต่ถึงยังไงแผ่นดินไทยก็ยังมีคนดีมีฝีมือที่จะมากอบกู้สถานการณ์ให้กลับคืนมาได้เสมอ แต่ถ้าเราไม่ช่วยกันต่อต้านกลุ่มคนที่โกงกิน นักการเมืองที่เห็นแต่ผลประโยชน์ของตัวเองแล้วคงอีกไม่นานหรอกครับ บ้านเมืองเราก็คงจะเกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกันกับในยุคสมัยพระเจ้าเลนเต้อย่างแน่นอน

วันนี้ปฐมบทแห่งสามก๊ก ก็ขอจบไว้เพียงแค่นี้ก่อนนะครับ ตอนต่อไปผมจะมาเล่าถึงเรื่องราวของหัวเมืองรอบนอกให้อ่านกัน ว่าในขณะที่เมืองหลวงเกิดการโกงกินกันอย่างมากมายนั้น ที่หัวเมืองด้านนอกเกิดอะไรขึ้นบ้าง

นภดล 26/5/2553

วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553

บทความเก่าๆ - ฝัน

ฝัน

วันที่ 18 มิถุนายน 2549

ใครไม่เคยมีความฝันบ้างครับ ถามโง่ๆมีใครหลายๆคนกำลังคิดแบบนั้นใช่มั้ยครับ ที่ผมถามแบบนี้ก็คือว่าผมกำลังสงสัยตัวเองอยู่ว่าตอนนี้ผมฝันไปหรือเปล่า และถ้าผมกำลังฝันสิ่งที่เป็นอยู่ในตอนนี้ เรียกว่าฝันดีหรือฝันร้ายกันแน่ ทุกคนอยากนอนหลับแล้วฝันดีกันทั้งนั้นคงไม่มีใครอยากฝันร้ายใช่มั้ยครับ แต่ภาวะของผมในขณะนี้ถ้าเลือกได้ขอนอนให้หลับสนิทอย่าฝันอะไรเลยดีกว่าครับ พูดถึงเรื่องความฝันนี่มันก็มีหลายแบบ ผมเคยถามหลานชายว่าเคยฝันบ้างมั้ย มันบอกผมว่าเคยครับ ผมฝันว่าเป็นอุลตร้าแมน! ผมเลยสงสัยว่าที่จริงแล้วความฝันเป็นสิ่งที่เราสามารถกำหนดได้เองหรือเปล่า อย่างที่คนโบราณเคยบอกว่้าก่อนนอนให้สวดมนต์ไหว้พระซะนะจะได้นอนฝันดี แสดงว่าคนโบราณอาจจะเข้าใจกลไกทางจิตได้ดีกว่าคนในปัจจุบันก็ได้ครับ

ที่ผมสงสัยอีกอย่างก็คือถ้าความฝันเกิดจากความทรงจำในช่วงก่อนนอนมาปรุงแต่งให้เกิดเป็นเรื่องเป็นราวในขณะที่เรานอนหลับทำไมบางครั้งเราถึงจำความฝันตัวเองไม่ได้ แต่พอมีเวลานั่งคิดดูก็พอจะเข้าใจได้ว่า คนเราบางคนแม้แต่คำพูดตัวเองที่ทำในขณะที่ยังไม่หลับสติครบถ้วนบางคนยังจำไม่ได้เลยครับ นับประสาอะไรกับเวลานอน คนบางคนมีสมองไว้คอยหาทางเอาเปรียบ มีเวลาไว้สะสมความเห็นแก่ตัว คนประเภทนี้เพื่อนๆคิดว่าเวลานอนเค้าจะฝันดีหรือฝันร้ายครับ ไว้ตอนสุดท้ายจะบอกนะครับ

จริงๆแล้วที่เริ่มต้นเรื่องความฝันก็้เพราะว่าผมได้มีโอกาสไปดู คอนเสริตในฝัน อัศจรรย์แห่งรัก ของชรินทร์ นันทนาคร ใช่ครับ ชรินทร์ นันทนาครศิลปินแห่งชาติคนนึงครับ หลายๆคนอาจจะหัวเราะว่าทำไมล้าสมัยจังเลย ไปดูทำไม ผมอยากจะบอกว่าผมเป็นคนที่ฟังเพลงทุกแนวครับแล้วที่ไปดูนี่ก็ซื้อบัตรนะครับไม่ได้ชมฟรี 429 บาทรวมอาหารบุฟเฟ่ ผมนั่งฟังเพลงของน้าชรินทร์แล้วมีความรู้สึกเหมือนกับฝันไปจริงๆ เสียงร้องที่เหมือนเดิมมีความเป็นกันเองเวลาที่แฟนเพลงของเพลงอะไรไม่เคยขัดแม้ว่าจะเป็นเพลงนานมากๆจำเนื้อร้องไม่ได้ น้าแกยังกลับไปที่ห้องพักเอาเนื้อเพลงมาเปิดเพื่อร้องให้มิตรรักแฟนเพลงได้ฟังกัน บรรยากาศแบบนี้หาไม่ได้หรอกครับกับพวกที่เรียกตัวเองว่้าศิลปินแต่จริงๆแล้วเป็นได้แค่เห็บที่เกาะวงการเพลงเท่านั้นเอง

พูดถึงเรื่องความฝันกันต่อ ผมเคยฝันที่จะทำอะไรๆเพื่อคนทุกคน อยากให้สิ่งดีๆกับคนรอบข้างแต่สารภาพตามตรงครับว่าผมฝันสลายไปแล้วครับ เราไม่สามารถทำดีได้กับคนทุกคน พระพุทธเจ้าสอนว่า สัตว์โลกไม่สามารถสอนได้ทุกประเภท ดังนั้นผู้ที่จะบวชในพุทธศาสนาได้จึงต้องเป็นมนุษย์เท่านั้น พระพุทธองค์จึงเปรียบคนเป็นบัวสี่เหล่า ซึ่งถ้าศึกษากันดูก็จะรู้ว่าทุกสิ่งที่พระองค์ทรงสั่งสอนไว้เป็นจริงทั้งหมดครับ เพื่อนๆลองหามงคล 38 มาอ่านดูสิครับจะเข้าใจอะไรได้มากเลยครับ เวลาพระสวดชัยมงคลคาถา จริงๆแล้วคือการสอนให้เราปฏิบัติในสิ่งที่เป็นมงคลต่างๆ เริ่มจาก อะเสวนา จะ พาลานัง เป็นข้อแรก เราก็เริ่มปฎิบัติจากข้อแรกไปจนถึงข้อสุดท้ายรับรองว่าเห็นผลอย่างแน่นอน แต่สำหรับผมแล้วเลือกมาแค่ สอง สามข้อจากสามสิบแปดข้อครับ คือ อะเสวนา จะพาลานัง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับคนพาล คำว่าพาลนี่ไม่ใช่พวกนักเลงนะครับ สำหรับผมหมายถึงพวกเห็นแก่ได้ เอารัดเอาเปรียบเกิดมาแย่งอากาศชาวโลกหายใจพวกนี้ผมเลิกยุ่งเลยครับ ปูชาจะปูชะนียานัง บูชาบุคคลที่ควรบูชา ผมเลือกที่จะนับถึอคนที่ความดีครับไม่ใช่ที่ตำแหน่ง ถึงคุณจะยิ่งใหญ่มาจากไหนมีตำแหน่งใหญ่โตยังไง ถ้าคุณไม่ดีคุณก็ไม่มีความหมายสำหรับผมหรอกครับ นี่คือ สอง สามข้อที่ผมยึดถืออยู่ประจำครับ

เฉลยก่อนดีกว่าพวกที่มีสมองไว้คอยเอาเปรียบนี่จะไม่ฝันอะไรครับเวลานอน เพราะเค้ากลัวว่าจะขาดทุน เวลานอนเวลาพักผ่อนต้องเต็มที่ถ้ามัวเอาเวลาไปฝันอยู่ก็ขาดทุนสิครับ ตอนไม่นอนคิดแต่จะเอาเปรียบชาวบ้าน เวลานอนก็กลัวว่าตัวเองจะเอาเปรียบตัวเองเลยไม่ยอมที่ฝันอะไรครับ อย่าคิดว่าไม่มีนะครับคนแบบนี้บางครั้งเค้าอาจอยู่ใกล้ๆตัวคุณก็ได้ ใครจะไปรู้

ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ คำนี้เราคงเคยได้ยินกันมามากมายหลายครั้งในชีวิต ไม่รู้เหมือนกันว่าใครเป็นคนพูดคนแรก และความหมายในครั้งแรกมันคืออะไร อาจจะแค่ห้ามปรามคนที่คึกคะนอง ไม่เชื่อในสิ่งที่คนทั่วไปเชื่อ ไม่กราบไหว้ในสิ่งที่คนทั่วไปกราบไหว้กันถ้าลบหลู่สิ่งเหล่านั้นแล้วชีวิตจะตกต่ำ เจ็บตัวหรืออาจจะถึงตายได้ ดังนั้นในยุคนี้จึงมีคนพูดประโยคนี้กันมากเหลือเกิน มากจนผมเริ่มสงสัยว่า ทำไมถึงลบหลู่ไม่ได้ ถ้าของสิ่งนั้นมันไม่มีจริง

ผมเป็นคนที่ชอบค้นหาความรู้ในสิ่งที่สงสัยด้วยตัวเอง จะไม่ค่อยเชื่อะไรที่ไม่ได้เห็นหรือพบเจอมาด้วยตนเอง ยิ่งช่วงหลังๆที่ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือธรรมะมากขึ้น ได้พบปะพูดคุยกับคนที่มีความรู้เกี่ยวกับพุทธศาสนามากขึ้น ทำให้ผมเริ่มที่จะ ลบหลู่ ในบางสิ่งบางอย่างที่ผมไม่เชื่อ สิ่งที่ผมไม่เชื่อนั้นก็คือ สิ่งที่ขัดกับความเป็นพุทธแท้ คำว่าพุทธแท้นั้น คือพุทธที่ยึดเอาหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นที่ตั้ง ปฏิบัติตามหลักของพระธรรมวินัย ตามแบบอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ไม่เอาแบบอย่างหรือสิ่งใดๆมาปะปนหรือทำให้เบี่ยงเบนไปเพื่อแสวงหาสิ่งที่ไม่มีความจำเป็นสำหรับผู้ที่เรียกตนเองว่าพระสงฆ์

ก่อนหน้านี้หลายปีผมเป็นคนที่ชอบสะสมพระเครื่องมากๆ เกจิอาจารย์ดีที่ไหนต้องดิ้นรนไปกราบจนถึงที่ สะสมวัตถุมงคลไว้มากมายเป็นพันๆชิ้น พระบูชา ที่มีอยู่ใช้โต๊ะหมู่บูชา สองชุดใหญ่รวมทั้งโต๊ะตัวใหญ่อีกสองตัวก็ยังตั้งไม่หมด แต่เมื่อผมเริ่มได้อ่านงานเขียนและฟังคำสอนของท่านพุทธทาสแล้ว ผมก็เริ่มปล่อยวาง ปลดวัตถุมงคลออกจากตัว จนตอนนี้ผมไม่มีวัตถุมงคลติดตัวมาปีกว่าๆแล้วครับ ข้อดีมองเห็นได้ชัดในการไม่มีสร้อยหรือตะกรุดคาดเอวของผมก็คือ ในเวลาที่ผมเดินทางไปทำงานในต่างจังหวัด นอนพักที่โรงแรม เวลาตอนเช้าที่จะต้องออกเดินทาง ผมไม่ต้องกลัวว่าจะลืมสร้อยลืมพระ หรือลืมกระเป๋าวัตถุมงคลเลยครับ สบายใจกว่ามาก ไม่มีความกังวลใดๆ ออกไปทำงานมีความสุข ไม่เหมือนครั้งหนึ่งที่ผมใคยลืมสร้อยพระไว้ในห้องที่โรงแรม สร้อยราคาไม่เท่าไหร่ หรอกครับ แต่พระราคาหลักหมื่นอยู่เหมือนกัน วันนั้นกว่าผมจะนึกได้ก็ออกเดินทางมาหลายกิโลแล้ว ช่วงเวลาที่ขับรถกลับไปที่โรงแรมนั้นช่างเป็นเวลาที่ ทรมานและยาวนานเหลือเกิน เหมือนตกนรกทั้งเป็นเลยครับ แต่โชคดีที่ยังได้กลับคืนมาครบถ้วน

ที่เล่ามานั้นผมไม่ได้บอกว่าวัตถุมงคลไม่ดีนะครับ วัตถุมงคลเป็นสิ่งที่เหนี่ยวนำจิตใจให้คนอยู่กับความดี กลัวการทำชั่ว ระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ วัตถุมงคลจึงมีส่วนดีมากกว่าไม่ดีครับ แต่ที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้ ผมหมายถึงสิ่งที่ไม่รู้ว่ามันเป็นมงคลหรือเปล่า แต่เรามาเรียกว่าวัตถุมงคลกัน ก็สิ่งของจำพวกที่โฆษณากันว่าใช้ทำเสน่ห์ เช่นน้ำมันนู่น น้ำมันนี่ พราย โพรง ต่างๆ ที่สรรหากันมาบูชากัน โดยฟังสรรพคุณจากคนขาย ที่ไม่รู้ว่าเป็นพระหรือโจร แล้วเชื่อเป็นตุเป็นตะว่า น้ำมันเหล่านี้จะทำให้ตนเองเป็นที่รักของคนอื่นๆ

ผมเคยนั่งฟังพระรูปหนึ่งเทศนา แต่ผมเองก็จำไม่ได้ว่าท่านอยู่ที่วัดไหน ท่านกล่าวว่า "แปลกนะโยม ไอ้พวกของแบบนี้มันได้ผลกับคนที่คล้ายๆกัน" กล่าวคือ คนหน้าตาแบบไหนก็มักจะโดนทำเสน่ห์จากคนหน้าตาแบบนั้น "อาตมาเห็นคนที่โดนของ กับคนที่ทำของส่วนใหญ่ หน้าตาพอๆกันทั้งนั้น" "แหม อุตสาห์ได้ของดีมาจะทำเสน่ห์ทั้งที ทำไมไม่ไปดีดใส่พวกดาราหรือนางงามกัน มาดีดใส่คนหน้าตาคล้ายๆกันแบบนี้ไม่รู้ น้ำมันมันดีหรือคนที่โดนก็รออยู่แล้ว มันถึงได้ผล"

แต่พระรูปนี้ก็ยืนยันว่าการทำของเหล่านี้ มีอยู่จริง และผมเองก็เชื่อว่ามีอยู่จริง แต่นั่นไม่ใช่แนวทางของพุทธศาสนาครับ อีกอย่างของแบบนี้ ตอนนี้ร้อยละเก้าสิบเก้า โกหกทั้งนั้น เสียเงินไปมากมายได้น้ำอะไรมาก็ไม่รู้ ดีไม่ดี น้ำหมักป้าเช็ง ยังมีประโยชน์มากกว่าเสียอีก และสิ่งที่เหมือนๆกันของกลุ่มคนที่ทำมาหากินในรูปแบบนี้ นั่นก็คือ การโฆษณาครับ บอกเล่าสรรพคุณต่างๆ ถ้าเป็นวัตถุมงคลก็ ใช้ค้าขายดี ยิงฟันไม่เข้า สารพัดจะยกมาอ้าง เวลามีใครทำท่าจะไม่เชื่อก็ บอกว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะ ดังนั้นคำว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่จึงเป็นคำขู่ที่ได้ผลกับคนที่ไม่รู้จักพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

ใครบอกว่าฉันไม่รู้จักพุทธศาสนา ฉันนับถือพุทธศาสนามาตั้งแต่เกิด ส่วนใหญ่จะพูดแบบนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าเราศึกษาพุทธศาสนาอย่างจริงจัง เสาะหาให้เข้าถึงพุทธแท้ โดยมองว่า วัตถุมงคลเหล่านี้เป็นเปลือก แล้วเราค่อยๆลอกเปลือกออกไม่นานเราก็จะเห็นแก่นแท้ของพุทธศาสนา แก่นแท้ที่ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องลางใดๆ ไม่ต้องทำบุญมากๆ ไม่ต้องทำบัตรผ่อนบุญ ก็สามารถมีความสุขได้อย่างเหลือคณานับ

อย่างพวกร่างทรงต่างๆ เจ้าพ่อนั่นเจ้าพ่อนี่ ร้อยละเก้าสิบเก้าเช่นกันครับที่แหกตา เจ้าพ่อ บ้าอะไรนั่งกินเหล้าขาวกับไก่ต้มที่คนเอามาเซ่น นั่นมันผีชัดๆแล้วดูร่างทรงมหาเทพแต่ละท่านสิครับ ชีวิตส่วนตัวน่ากราบไหว้หรือเปล่า เมาเหล้า เมายา บ้าผู้หญิง คนแบบนี้หรือ ที่มหาเทพจะมาแฝงร่าง ถ้ามาจริงก็ดูจะกระไรอยู่ คนไทย หก เจ็ด สิบล้าน มีปัญญาหาร่างทรงได้แค่นี้แล้วจะเป็นเทพได้อย่างไร

ถ้าเราเชื่อในสิ่งที่สมควรเชื่อ อย่าให้ความเชื่อมาอยู่เหนือความจริงแล้วละก็ เหตุการณ์บ้านเมืองที่วุ่นวายอยู่ในทุกวันนี้ก็จะคลี่คลายไปในเร็ววัน คำกล่าวที่ว่า เรียนมัธยมจะเชื่อครู เรียนปริญญาตรีจะเชื่อเพื่อน เรียนปริญญาโทจะเชื่อตำรา ส่วนเวลาเรียนด็อกเตอร์จะเชื่อหมอดูนั้น ดูจะไม่เกินความจริงเลยครับกับสังคมในทุกวันนี้

ดังนั้นถ้าเรามาศึกษาคำสอนในพุทธศาสนาที่ว่าด้วยความเชื่อกันแล้วนั้น จะเห็นว่ามีพระสูตรที่โดดเด่นอยู่บทหนึ่งนั่นคือ กาลามสูตร โดยกาลามสูตร แปลว่า พระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ หมู่บ้านเกสปุตติยนิคม แคว้นโกศล เรียกว่า เกสปุตตสูตร ก็มีกาลามสูตรเป็นหลักแห่งความเชื่อ ไม่ให้เชื่องมงายโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณโทษหรือดีไม่ดีก่อนเชื่อ
มี ๑๐ ประการคือ

๑. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา
๒. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อๆ กันมา
๓. อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ
๔. อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา
๕. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา
๖. อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา
๗. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล
๘. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน
๙. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้
๑๐.อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน

เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้สรรเสริญ ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรเข้าถึงธรรมเหล่านั้นอยู่ มาจาก เกสปุตตสูตร อังคุตตรนิกาย พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐

จะเห็นได้ว่ากาลามสูตร บอกสอนให้เรามีสติในทุกๆเรื่องที่จะปักใจเชื่อลงไป การที่จะเชื่อสิ่งใดก็ตามถ้ายึดหลักสิบข้อนี้ไว้ รับรองได้ว่ามีแต่ความสุขความเจริญ ไม่มีใครจะมาชักจูงให้ออกนอกลู่นอกทางได้แน่นอน จะไม่มีคนไปปิดถนน เผาบ้านเผาเมือง ยึดทำเนียบ ปิดสนามบิน ค้นโรงพยาบาลแน่นอน รวมทั้งไม่ต้องเสียเงินเสียทองที่หามาด้วยความยากลำบาก ไม่ต้องเอาของมีค่าไปประเคนให้คนห่มเหลืองที่พูดเก่งๆ เรี่ยไรจัดๆ ไม่ต้องไปผ่อนส่งบุญ ไม่ต้องโดนตราหน้าว่าโง่ ในเวลาที่ความจริงเปิดเผย

สิ่งต่างๆเหล่านี้ไม่ได้เป็นเรื่องราวหรือคำสอนที่สลับซับซ้อนใดๆเลย อ่านแล้วสามารถเข้าใจได้ง่ายๆ เป็นความมหัศจรรย์ของพุทธศาสนาอย่างแท้จริงเป็นคำสอนที่ใช้ได้ในทุกกาลเวลาและกับคนทุกชนชั้น ในเมื่อเราบอกกันว่าเป็นพุทธศาสนิกชนแล้วนั้น เราลองมาปฏิบัติตนให้เป็นพุทธที่แท้จริงกันดีกว่าครับ แล้วก็แสดงความลบหลู่ออกไปให้คนที่มาอาศัยพุทธศาสนาหากินได้เห็นด้วย อย่าไปกลัวกับคำขู่ต่างๆเหล่านั้น บอกพวกนั้นไปตรงๆเลยครับว่า "ต่อไปนี้ นอกจากฉันจะไม่เชื่อพวกแกแล้วฉันจะลบหลู่แกด้วย"

ขอความสุขความเจริญจงมีแด่ทุกท่านครับ

นภดล

วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เห็นหมีหนูมั๊ย

เห็นหมีหนูมั๊ย

สารภาพว่าไม่เคยฟังเพลงนี้มาก่อนเลยในชีวิต แต่ที่อุตสาห์ดิ้นรนไปหามาฟังเพราะได้อ่านข่าวของเฮียเอ พีราวุธ ดีเจชื่อดังผู้ใจดีของพวกเรา ปกติพี่เอ แกจะไม่ค่อยวิจารณ์เพลงหนักๆขนาดนี้ แต่รอบนี้ดูเฮียแกของขึ้นพอสมควร ดังนั้นผมจึงต้องไปหามาลองฟังดู

พอเริ่มเปิดขึ้นมา "เห็นหมีหนูม้ายยย" เฮ๊ย... เพลงเหี้ยไรวะเนี่ย

ผมไม่อยากจะเชื่อเลยครับว่าชีวิตผมที่อยู่มาจนอายุสามสิบกว่าๆจะได้ฟังเพลงแบบนี้ในสื่อ ก่อนหน้านี้เคยรู้สึกอึดอัดๆกับเพลง ชิมิ แต่พอฟังเพลงนี้แล้ว ชิมิ ดูดีขึ้นมากเลยครับ ฟังไปไม่ทันจบเพลงก็ต้องปิด ปิดแบบสงสารตัวเองเหลือเกิน เพลงแบบนี้ไม่น่าจะมีอยู่ในโลก มัน...บอกไม่ถูกจริงๆครับ

เคยมีเพื่อนๆถามความเห็นของผมในเวลาที่นั่งคุยกันว่า "ทำไมเพลงใต้ถึงไม่พัฒนาเหมือนเพลงที่อื่น"
ผมก็ตอบไปว่าเพลงใต้ไม่พัฒนาก็เพราะคนใต้ไม่พัฒนาแนวเพลงของตัวเอง คอยแต่จะลอกคนอื่น และทำเพลงออกมาในแนวที่ไม่สร้างสรรค์

เพลงใต้คุณภาพที่เป็นเพลงใต้แท้ๆ อย่างมาลีฮวนน่า สันติภาพ เป็นเพลงที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในทุกยุคทุกสมัย ทำออกมาเมื่อไหร่ก็จะขายได้เสมอ นั่นคือเพลงใต้ที่ผมยอมรับและกล้าที่จะแนะนำเพื่อนๆที่อยู่ในภูมิภาคอื่นๆให้ฟัง

"แล้ว หลวงไก่ บิว บ่าววี ละ" นั่นก็เพลงใต้นี่ หลายๆคนเคยถามผมเช่นกัน

ในทีมของอาร์สยาม ผมว่าไม่ใช่เพลงใต้นะครับ แค่เอาคำในภาษาใต้มาร้องเท่านั้นเอง นักร้องแต่ละคนไม่ได้ออกเสียงในสำเนียงของบ้านเกิดตัวเองเลย ผมเองก็ไม่ใช่ผู้ที่มีความสามารถใดๆที่จะเรียบเรียงเสียงประสาน หรือแต่งคำร้อง ทำนองได้อย่างผู้รู้หรือครูเพลง (...?) ทั้งหลาย
แต่ผมว่าอาร์สยาม ไม่ใช่เพลงใต้พันธุ์แท้ครับ

"มันก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยสิคุณ" เสียงใครแถวๆนี้ตะโกนเข้ามาให้ผมได้ยิน

ใช่ครับมันก็ต้องเปลี่ยน แต่ถ้าเปลี่ยนแล้วมันดีขึ้นมันก็น่าจะทำ นี่แหละครับที่จะมาตอบคำถามที่ว่าทำไมเพลงใต้ถึงได้แค่นี้ ลองดูงานของ มาลีฮวนน่ากันซักนิดนะครับ นักร้องใหม่ๆที่ปั๊มแผ่นออกมาขายตอนนี้มีมากมายเลยครับที่เลียนแบบการร้องของอาจารย์ไข่ มาลีฮวนน่า หรือคิดว่าทำดนตรีในสไตล์ของมาลีฮวนน่า แล้วจะขายได้เพลงจะเป็นที่นิยม เป็นอมตะแบบมาลีฮวนน่า แต่ผมเห็นออกมากี่ชุดๆก็เจ๊ง ไม่เป็นท่า ขนาดใช้บริการ โลว์คอร์ส เรคคอร์ด แล้วนะครับ ยังไปไม่รอดกัน คงเป็นเพราะ คิดว่า ร้องแบบนั้น ทำดนตรีแบบนั้นแล้วจะเป็นที่นิยม แต่ก็พลาด ผิดหวังกันไปหลายราย

ผมยังชื่นชม พี่เอก เอกชัย ศรีวิชัย อยู่มากมายเลยทีเดียวในการที่ พี่เอก ใช้คำภาษาใต้ได้อย่างไม่ขัดเขิน ไม่มากไปไม่น้อยไป และเป็นคำไทยภาคใต้ที่ออกเสียงชัดแทบทุกเพลง ผมลองแอบๆคิดว่า ถ้าชุดไหน พี่เอกชัย ไม่ร้องแบบสำเนียงใต้ ชุดนั้น ขายไม่ดีแน่นอนครับ (ลองฟังเพลง แนวอื่นๆของพี่เอกดูก็ได้ครับ ยกเว้นชุด สุดซึ้งนะครับ ชุดนั้นพี่เอก ร้องเพราะมากๆๆ)

ลองมาฟังวงดนตรีแนวๆเพื่อชีวิตภาคใต้ระดับบรมครูอย่างมาลีฮวนน่ากันบ้างครับ

มาลีฮวนน่า ใช้คำภาษาใต้แท้ๆครับ คำว่าภาษาใต้แท้ จะออกเสียงต่ำ ดังนั้นการเขียนเนื้อร้องจึงจำเป็นต้องหาคำที่ ลงตัวกับโทนเสียงนี้

"มาลีฮวนน่า เสียงต่ำที่ไหน เสียงสูงจะตายห่า.. กูร้องตามไม่เคยถึงซักที" มีคนข้างๆบอกผมอีกแล้ว

"นั่นเป็นวิธีร้องโว๊ย มันเลยฟังว่าสูง" อย่างคำร้องท่อนที่ว่า "หัวใจพี่ยังพรือ......โฉ้" โหนเสียงขึ้นสูงแต่ "คำ" ที่ใช้เป็นตัวที่กดเสียงลงในภาษาใต้ คำว่าพรือโฉ้ โฉ้จะออกเสียงต่ำ ถ้าความหมายเดียวกันแล้วจะออกเสียงสูงต้องใช้คำว่า "ฉู้" พรือโฉ้ จะเป็น พรือฉู้ ในสำเนียงใต้ หัวใจพี่ยังพรือโฉ้ ออกเสียงต่ำตามภาษาดั้งเดิมของท้องถิ่น ก่อนที่จะดึงขึ้นไปสูง ทำให้เพลงนี้มีเสน่ห์เฉพาะตัวที่ทำให้ใครๆหลายคนชื่นชอบ

ลองยกตัวอย่างมาอีกซักเพลงครับ ของ เดช อิสระ ที่ชื่อ นางเอกหนังลุง เพลงนี้หลายๆคนชื่นชอบ และร้องตามกันได้แทบจะทั้งภาคใต้ เหตุผลง่ายๆแบบที่ไม่ต้องถามบิ๊กแอส ก็คือ สำเนียงร้องไงครับ "พรือมั่ง หว่างนี้" "มือม้วนใบจาก ส่วนในปาก เคี้ยวท่อม" การออกเสียงคำว่าปาก คือ สำเนียงใต้แท้ตัวต่ำ ไม่ต้องดัดเสียง คนใต้เลยฟังได้แบบไม่ขัดขืน และรู้สึกเป็นธรรมชาติเมื่อร้องตาม "ปูสาด นั่งแล หนังพร้อม" และอีกมากมายในเพลง นั่นคือ การออกเสียงตัวตรงตามสำเนียงท้องถิ่น มันเลยติดหูคนฟังได้เร็ว

คำว่าพรือ แปลว่า เป็นอย่างไร อย่างพรือมั่ง คือเป็นไงมั่ง

"โฉ้" เป็นคำขยายตัวหน้า แปลว่า "...ก็ไม่รู้"

พรือ เมื่อเติม "โฉ้" เข้าไปก็จะเป็น พรือโฉ้ แปลว่า "เป็นอย่างไรก็ไม่รู้"

ใคร เมื่อเติม "โฉ้" เข้าไปก็จะเป็น ใครโฉ้ แปลว่า "ใครก็ไม่รู้"

ไหน เติม โฉ้ เข้าไปก็จะเป็น ไหนโฉ้ แปลว่า "ที่ไหนก็ไม่รู้"

แต่เพลงของ บิว อย่างเพลงอิจฉา ที่ว่า มันอิจฉา โร่ม้าย ไอ้ โร่ม้าย นี่ไม่ใช่คำใต้นะครับ เพียงแค่เอาคำใต้มากดให้ลงตัวกับเมโลดี้ของเพลง ที่มาจากแนวความคิดของคนภาคกลางมากกว่า ผมว่า ถ้า บิวไม่ร้องเพลง แล้วพูดภาษาใต้ คำว่า โร่ม้าย ต้อง ออกเสียงว่า หรู่ม้าย หรือ โหร่ม้าย มากกว่าครับ

ก่อนที่จะกลายเป็นเวทีวิวาทะเรื่องภาษาใต้ไปซะก่อน ขอข้ามกลับมาเรื่องเพลงใต้กันอีกดีกว่า

ผมพูดเล่นๆกับเพื่อนๆที่นั่งฟังเพลงด้วยกันเสมอว่า เพลงใต้นี่โครตแมนเลย.. ถ้าอยากฟังเพลงที่ด่าผู้หญิง ละก็เพลงใต้ แน่นอนที่สุด ยิ่งแนวๆ เธอหลายใจ อ้อร้อ ตอแหล หาเพลงใต้มาฟังเถอะครับไม่ผิดหวัง บางครั้งผมยังบ่นคิดถึง มาลีฮวนน่า สะพาน สันติภาพ ที่ทำเพลงใต้คุณภาพออกมาให้ผมได้ฟังอยู่บ่อยๆ พี่ๆหายไปไหนกันหมด ออกมาให้ผมหายคิดถึงซักหน่อยเถอะครับ ทำเพลงใต้ สำเนียงใต้ แท้ๆ ออกมาให้คนใต้แบบผมได้ชื่นใจซักหน่อย

ผมคิดเอาเล่นๆแบบของผมคนเดียวนะครับว่า ถ้าใครจะทำเพลงใต้ให้ประสบผลสำเร็จ เป็นที่ติดหูของคนใต้ด้วยกันจริงๆแล้ว ลองใช้ภาษากับสำเนียงเป็นตัวตั้ง แล้วให้ทำนองกับดนตรีเป็นตัวรองดูสิครับ อย่าเอาทำนองมาก่อนแล้วแก้ภาษาหรือการออกเสียงตามทำนองเพลง ผมว่ามันจะเป็นเพลง ภาษาใต้ใส่ทำนองที่น่าฟังมากมายเลยทีเดียว และผมมั่นใจว่าถ้าจะทำเพลงใต้ให้ติดตลาดภาคใต้แบบยั่งยืน ต้องทำเพลงในรูปแบบที่เป็น เสียงจริง สำเนียงจริง ของคนใต้ครับ แล้วจะดังยาวนาน ไม่เชื่อลองหาเพลงของ "พายุ สุริยัน" มาฟังดูสิครับ กี่ปีกี่ชาติ ก็ยังสนุกเหมือนเดิม เพราะนั่นคือ เพลงใต้ที่ใช้ภาษาใต้และสำเนียงใต้ครับ

กลับมาที่เพลง "เห็นหมีหนูมั๊ย" ดีกว่าครับ ตอนแรกตั้งใจจะเขียนถึงเพลงนี้ แต่อ่านไปอ่านมา ฟังไปฟังมา ผมว่าผมได้ข้อสรุปของเพลงนี้เรียบร้อยแล้วครับ

มันเป็นความรู้สึกเดียวกับการที่ได้ฟังเพลงนี้ครั้งแรกเลยครับนั่นก็คือ... "เพลงเหี้ย อะไรวะเนี่ย"

นภดล 28/6/2553

วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2553

บางส่วนของชีวิต (อีกแล้ว)

อย่างที่บอกละครับว่า พวกเราต้องทำงานกันทั้งคืนฝนตกฟ้าร้องก็ต้องทำผมจะเบื่อมากๆเวลาฝนตกเพราะว่างานจะเข้ามาเยอะมากๆ ทั้งไฟดับบ้างอุปกรณ์เสียบ้าง แถมต้องขับรถกลางฝนอีกด้วยช่างเป็นเรื่องที่น่าเบื่อมากๆ วันนั้นมีงาน Cell Down ที่ป่าคลอก แถวๆอำเภอถลาง ผมออกจากที่พักไปตอนสามทุ่ม ไอ้บอยขับรถผมนั่งข้าง ฟังเพลงไปร้องเพลงไปอย่างสบายอารมณ์ "อาการนี่ Alarm ตัวนี้ไม่น่าจะมีอะไรมาก CHG Trip แน่ๆ" ผมบอกไอ้บอยอย่างมั่นใจ

site ของเราในสมัยนั้นยังไม่มีการจัดจ้างตัดหญ้าแบบป็นระบบมากนักที่ไหนรกก็ค่อยตัด และที่นี่เป็น site ที่อยู่ในที่เปลี่ยวมากๆ ไฟหน้า site ก็ไม่มี ทางเข้าเป็นถนนดินแคบๆ หญ้าข้างทางก็รกมาก "เนี่ยเห็นแบบนี้แล้วคิดถึงที่ siteเขาต่อวะ"

"วันนั้นไอ้ป๋องมันขับเข้าไปใน site ทางเข้ารกๆแบบนี้เลยมองทางก็ไม่เห็นต้องเอารถลุยเข้าไป" "ขับเข้าไปได้หน่อยนึง มีงูเขียวตกลงมาบนฝากระโปรงหน้ารถ" ผมเล่าไอ้บอยอย่างอารมณ์ดี จนมาถึงหน้า site ป่าคลอกแห่งนี้ "เดี๋ยวมึงไปกลับรถแล้วรอกูอยู่ข้างล่างเดี๋ยวกูเข้าไปจัดการเอง" ว่าแล้วผมก็วิ่งลงไปจากรถ ตอนนั้นฝนก็ตกพรำๆ ไฟหน้า site ก็ไม่มี

ไอ้บอยก็กลับรถแล้วเอาไฟหน้ารถส่องเข้ามา พอผมเปิดประตู ปรากฏว่ามีอะไรอย่างนึงสีดำขนาดเท่าข้อมือ หล่นลงมาคล้องคอผมพอดี มันเปียกๆลื่นๆด้วย ผมสะบัดมันอย่างแรงด้วยความตกใจ(อย่างมาก)แล้วตะโกนว่า งูๆๆๆๆ แล้วก็เต้นแร้งเต้นกาเต็มที่ กว่าจะเหวี่ยงมันออกไปจากคอได้แล้วกระโดลงจากบันไดวิ่งลงมาที่รถทันที

และเมื่อเห็นว่าสิ่งนั้นคืออะไร ผมก็แทบจะบ้าตาย มันคือยางในของรถมอเตอร์ไซค์ ที่ผู้หวังดีเอามาปิดไว้ที่ขอบประตูด้านบนเพื่อกันไม่ให้น้ำเข้านั่นเอง หันไปดูไอ้บอยมันนั่งหัวเราะเอามือกุมท้องอยู่ "กูเห็นตั้งแต่มันหล่นลงมาคล้องคอมึง แล้วกูก็เห็นมึงยืนเต้นยืนรำโนราห์ สะบัดไปสะบัดมาอยู่ตั้งนาน" กูตะโกนบอกว่าไม่ใช่งูมึงก็ไม่ฟังเต้นอยู่นั่นแหละ ไอ้บอยพูดพลางหัวเราะพลางอย่างสบายใจ "งั้นมึงเข้าไปดูสิว่า site มันเป็นอะไร" "ไหนมึงว่ามึงจะดูเองไง" "ไม่เอาแล้ว ถึงจะไม่ใช่งูแต่ขาก็ยังสั่นอยู่เลยวะ" สรุปว่าวันนั้นไอ้บอยต้องทำงานแทนผม โดยที่ผมไม่ยอมลงจากรถอีกเลย

แถมไอ้บอยพอขึ้นรถมาได้ ตอนขับรถออกมาจาก site มันหันมาถามผมว่า "เมื่อกี้มึงเปิดประตูรถทิ้งไว้หรือเปล่า" "มืดๆฝนตกใหม่ๆแบบนี้งูมันออกหากิน" "นี่ถ้ามันขึ้นมาอยู่บนรถพวกเราจะทำไง" มันพูดอย่างอารมณ์ดี แต่ผมต้องนั่งยกขาขึ้นมาไว้บนเบาะจนถึงที่พักเลยครับ วันนั้นมันหลอนจริงๆ

สมัย หก เจ็ดปีที่แล้วนั้นหนึ่งโซนจะมีรถสามคัน มีคนหกคน โดยผมได้ย้ายสลับกับพี่วุฒิ มาอยู่ NIM C เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และได้วิ่งทำงานคู่กับพี่หนุ่ม (ตอนนี้พี่หนุ่มย้ายไปอยู่ NIM บางกอกแล้ว) พี่หนุ่มจะให้ผมขับรถแกจะคอยบอกเส้นทาง "ขับไม่ไหวก็บอกนะน้อง" "สบายพี่ ไม่มีปัญหา" วันนั้นเรามีงานด่วนอีกแล้วพี่หนุ่มบอกผมว่า"เส้นจากแยกนาเหนือถึงแยกพนม ซัดได้เต็มที่ทุกโค้ง 120 ได้ทุกโค้ง" พี่หนุ่มบอกผมก่อนที่แกจะเอนเบาะลงนอน ผมก็ขับมาเรื่อยๆ และแล้วผมก็แตะเบรคก่อนถึงโค้งๆนึงพี่หนุ่ม ชะโงกหน้าขึ้นมาดูแล้วถามว่า

"เบรคทำไม 120 ได้ทุกโค้ง"
"ตอนจะถึงโค้งมัน เกือบ 140 แล้วพี่"
"เออ..แล้วก็ไม่บอก ขับเบาๆหน่อยไม่ต้องรีบ"
"อ้าวเห็นเมื่อกี้บอกให้รีบไง" "
ที่กูรีบกูหมายถึงรีบไปทำงานไม่ได้รีบไปตายโว๊ย"

ผมอยู่กับพี่หนุ่มเกือบๆสองเดือนโดยทำหน้าที่เป็นพลขับให้แกทุกวัน โดยปกติพี่หนุ่มจะติดเป๊บซี่มากต้องกินทุกวัน แล้วแกก็จะซื้อมาเผื่อผมทุกวันเช่นกัน สรุปว่าผมต้องกินเป๊ปซี่กะแกวันละหนึ่งกระป๋องเป็นอย่างน้อยทุกวัน จนผมติดไปด้วย แต่ก็ไม่เท่าไหร่ถ้าเทียบกับเหล้าที่พวกเรากินกันทุกเย็น

พี่หนุ่มแกจะอารมณ์ศิลปินพอๆกับผมเลยครับ มีวันนึงเราเสร็จงานจากอำเภอคุระบุรี กำลังจะขับรถกลับสุราษฎร์ ตอนนั้นเวลาประมาณห้าทุ่มกว่าๆแล้วพอมาถึงกลางทางพี่หนุ่มแกเห็นหิ่งห้อยที่ข้างทาง แกรีบบอกผมว่า"จอดๆๆๆๆๆ นอนดูหิ่งห้อยกันซักพักดีกว่า" ผมก็จอดครับ นอนดูหิ่งห้อยกันจนพอใจแล้วก็ค่อยกลับบ้าน(เชื่อมั้ยครับว่าหลังจากนั้นผมไม่เคยได้ดูหิ่งห้อยแบบนี้อีกเลย ต้องขอบคุณพี่หนุ่มไว้ด้วยนะเนี่ย)

บางครั้งขับผ่านน้ำตก พี่หนุ่มจะชวนผมลงไปเล่นน้ำตกกัน มีครั้งนึงพวกเราพยายามจับลูกอ๊อดตัวขนาดใหญ่มากๆ ที่น้ำตกแถวๆทับละมุ เอาใส่ขวดแม่โขงกลับมาด้วย "มันตัวใหญ่ดีอยากรู้ว่าถ้ามันโตแล้วมันจะใหญ่ขนาดไหน" แต่แล้วเราก็ลืมขวดใส่ลูกอ๊อดไว้ที่โรงแรม มานึกได้ตอนออกมาแล้ว พี่หนุ่มโทรกลับไปบอกให้แม่บ้านช่วยเอาไปปล่อยให้ด้วย จากการที่พวกเราพักโรงแรมกันจนเหมือนบ้าน พวกพนักงานต้อนรับก็จะรู้จักพวกเราเป็นอย่างดีเลยคุยกันได้แบบกันเองๆ เสียงพนักงานที่รับโทรศัพท์บอกมาว่า "ไม่ต้องบอกหรอกพี่ แม่บ้านขว้างทิ้งไปทั้งขวดตั้งแต่แรกเห็นแล้วละ ตอนแรกหนูก็ไม่รู้ว่าใครที่บ้าเอาลูกอ๊อดเข้าห้อง ที่แท้ก็พี่นี่เอง"

บางครั้งขับรถผ่านแถวๆตำบลนอกๆ จำได้ว่าเป็นบ้านลำแก่น แถวๆท้ายเหมืองจังหวัดพังงา ที่นี่จะมีโรงหนังแบบล้อมรั้ว เก็บคนละยี่สิบบาท พี่หนุ่มบอกให้ผมจอดแล้วเข้าไปนั่งดูหนังกัน ในโรงเป็นเก้าอี้ไม้ยาวๆ จอเป็นจอแบบหนังกางแปลงทั่วไป ทั้งโรงมีอยู่สี่ห้าคน ที่ผมประทับใจคือ ที่นี่เป็นโรงหนังที่เดียวที่ผมเคยเข้าไปดู ที่สามารถนั่งดูหนังไปพร้อมกับนั่งสูบบุหรี่ไปพร้อมๆกันได้โดยที่ไม่มีใครว่า

และมีอยู่วันนึงเรากลับจากแถวๆเขาหลักจะกลับสุราษฎร์อีกเช่นเคย "ถ้าไม่ไหวบอกพี่นะ" พี่หนุ่มบอกผมเหมือนทุกๆครั้ง แต่วันนี้เราทำงานหนัก แถมตอนนั้นก็เกือบๆจะตีสองแล้ว ผมขับมาจนถึงทางแยกที่จะไประนอง ผมง่วงมากๆ เลยสะกิดพี่หนุ่มที่นอนอยู่ข้างๆว่า"ผมไม่ไหวแล้วพี่" "ง่วงเหรอ" "ครับ" "งั้นจอดนอนข้างทางก่อนเลย" อ้าวไอ้เราก็คิดว่าแกจะช่วยขับกลับบ้านที่ไหนได้พอตื่นมาตอนเช้าล้างหน้าล้างตาเสร็จ ผมก็ต้องขับกลับต่ออีก

แถวๆสะพานสารสินจะมีร้านขายของฝากอยู่หลายร้านมากๆ และเป็นเรื่องปกติที่เวลาเราจะกลับสุราษฎร์จะต้องมีคนสั่งซื้อนู้นสั่งซื้อนี่เป็นประจำ เพราะบางอย่างราคามันจะถูกกว่าที่สุราษฎร์ ถึงจะถูกกว่าไม่เกินห้าบาทแต่หลายๆคนก็ชอบที่จะฝากพวกเราซื้อ วันนั้นผมแวะซื้อปลาเค็มกลับบ้าน พี่หนุ่มก็ลงไปด้วยแกเดินดูนู่นดูนี่ซักพักก็กลับมาที่รถ แกซื้อปูดำมาถุงนึงแต่ไม่รู้กี่กิโล

แกนั่งไปซักพักแกก็หันไปข้างหลังหยิบถุงปูขึ้นมาเปิดปากถุง "ให้มันหายใจหน่อย เดี๋ยวมันตายไปถึงบ้านจะไม่สด" ผมหันไปดูปูดำที่แกซื้อมาจะมีเชือกมัดก้ามมัดขาไว้เรียบร้อยเลยไม่สนใจอะไรมาก จนกระทั่งมาถึงจังหวัดพังงา ตอนแรกเราเปิดเพลงฟังกันมาเรื่อยก็ไม่มีอะไร แต่มันถึงช่วงที่เทปหมดหน้ากำลังจะกลับเทป เสียงในรถเลยเงียบ

พวกเราได้ยินเสียง แกรกๆ อยู่ด้านหลัง พอหันไปดูปรากฏว่าปูขอพี่หนุ่มมันหลุดออกมาจากเชือกได้ยังไงไม่รู้กำลังพยายามเดินกันอยู่ด้านหลัง พวกเราต้องจอดรถจับปูกันอีก คราวนี้พี่หนุ่มมัดปูกับปากถุงอย่างแน่นหนา "พี่ไม่กลัวมันตายเหรอ" "ไม่กลัวแล้ววะ..ดีนะที่เห็นก่อน นี่ถ้าไม่เห็นแล้วมันเดินลอดเบาะมาใต่ขาตอนที่ขับรถอยู่ พวกเราคงจะตายกันก่อนปูแน่ๆ"